“จีน” เปิดฉากซ้อมรบยิงกระสุนจริงรอบไต้หวัน 10 ชั่วโมง ยกระดับการปิดล้อม
"จีน" เปิดฉากการซ้อมรบยิงกระสุนจริงครั้งใหญ่รอบไต้หวันเป็นวันที่ 2 ภายใต้ปฏิบัติการ “Justice Mission 2025” ระดมเรือรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือยกพลขึ้นบก ท่ามกลางความตึงเครียด
วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 10.07 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนเปิดฉากการซ้อมรบยิงกระสุนจริงรอบเกาะไต้หวันเป็นเวลา 10 ชั่วโมงในวันอังคาร โดยระดมกำลังเรือรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือยกพลขึ้นบกแบบใหม่ ในวันที่สองของการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งมุ่งซักซ้อมการปิดล้อมเกาะอย่างเป็นระบบ
กองบัญชาการภาคตะวันออกของกองทัพจีนระบุว่า การยิงกระสุนจริงจะดำเนินไปจนถึงเวลา 18.00 น. (1000 GMT) ในพื้นที่ทางทะเลและน่านฟ้ารวม 5 จุดรอบไต้หวัน โดยกองกำลังเรือและอากาศได้ฝึกโจมตีเป้าหมายทางทะเลและอากาศ รวมถึงปฏิบัติการต่อต้านเรือดำน้ำ ทั้งทางตอนเหนือและตอนใต้ของเกาะ
การซ้อมรบครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “Justice Mission 2025” เริ่มขึ้นหลังจากสหรัฐประกาศแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียง 11 วัน และนับเป็นการฝึกที่มีขอบเขตและความใกล้ชิดกับเกาะมากที่สุดของจีน หลังจากสำนักงานความปลอดภัยทางทะเลของจีนประกาศเพิ่มเขตยิงกระสุนจริงอีก 2 แห่งเมื่อวันจันทร์
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของไต้หวันเปิดเผยว่า ทางการกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการซ้อมรบครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการเยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะรวมถึงการยิงขีปนาวุธข้ามเกาะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้จีนยังอาจใช้การฝึกเพื่อซักซ้อมการโจมตีเป้าหมายบนบก เช่น ระบบจรวด HIMARS ของสหรัฐ ซึ่งมีพิสัยราว 300 กิโลเมตร และสามารถโจมตีพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของจีนได้
ช่องแคบไต้หวันเป็นเส้นทางการค้าที่มีมูลค่าการค้าผ่านราว 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่น่านฟ้าเหนือเกาะเป็นทางเชื่อมสำคัญระหว่าง จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก กับตลาดที่เติบโตเร็วในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดีสำนักงานการบินพลเรือนไต้หวันระบุว่า เส้นทางบิน 11 จาก 14 เส้นทางจะได้รับผลกระทบจากการซ้อมรบ กระทบผู้โดยสารกว่า 100,000 คน เหลือเพียงเส้นทางตะวันออกเฉียงเหนือไปญี่ปุ่นที่ยังเปิดให้บริการ ขณะที่เส้นทางไปหมู่เกาะนอกชายฝั่งอย่างจินเหมินและหมาจู่ถูกปิดทั้งหมด
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไต้หวันมองว่า จีนกำลังใช้แรงกดดันขั้นรุนแรงในหลายมิติ เพื่อยืนยันอำนาจเหนือแนวเกาะทั้งหมด และพยายามปรับโฉมระเบียบโลกให้สอดคล้องกับวาระของตนเอง โดยอาศัยความสำคัญของช่องทางเดินเรือระดับโลกเป็นเครื่องมือ
กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 06.00 น. ของวันอังคาร ตรวจพบอากาศยานทหารจีน 130 ลำ และเรือกองทัพเรือ–ยามฝั่ง 22 ลำ ปฏิบัติการรอบเกาะ โดยมีเครื่องบิน 90 ลำบินข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน
โดยจีนยกระดับวาทกรรมอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวัน หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ เสนอความเห็นเมื่อเดือนก่อนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหาร สื่อทางการจีนยังเผยแพร่โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ เช่น“Hammers of Justice” ที่สื่อภาพประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ ชิง-เต๋อ ถูกค้อนโจมตีทั้งทางเหนือและใต้ของเกาะ พร้อมชูการนำเรือยกพลขึ้นบกแบบ Type 075 ออกปฏิบัติการครั้งแรก ซึ่งสามารถปล่อยเฮลิคอปเตอร์ เรือสะเทินน้ำสะเทินบก รถถัง และยานเกราะได้พร้อมกัน
กองทัพจีนยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วย AI แสดงภาพหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ ไมโครโดรน และสุนัขหุ่นยนต์ติดอาวุธบุกโจมตีเกาะ ขณะที่แผนที่การซ้อมรบแสดงการล้อมรอบเกาะและเขตยิงกระสุนจริงหลายจุด โดยไต้หวันระบุว่า 5 จาก 7 เขตที่จีนกำหนดทับซ้อนกับน่านน้ำอธิปไตยของไต้หวัน และได้อนุญาตให้กองกำลังแนวหน้าใช้กำลังตอบโต้หากมีการรุกล้ำ
กองทัพจีนระบุว่าได้ระดมเรือพิฆาต เครื่องบินทิ้งระเบิด และหน่วยอื่น ๆ เพื่อฝึกการโจมตีจากทะเล การป้องกันทางอากาศ และต่อต้านเรือดำน้ำ โดยเน้นทดสอบการประสานงานของกองกำลังเรือและอากาศเพื่อการควบคุมและปิดล้อมแบบบูรณาการ เป้าหมายสำคัญคือการจำลองการปิดล้อมท่าเรือหลักอย่างจีหลงทางเหนือ และเกาสงทางใต้ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน
รายงานร่างของเพนตากอนระบุว่า จีนคาดว่าจะมีความสามารถรบและชนะสงครามกับไต้หวันได้ภายในปลายปี 2027 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน อย่างไรก็ดี การกวาดล้างคอร์รัปชันในกองทัพของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อม โดยมีการปลดนายพล 8 นายเมื่อเดือนตุลาคม และรายได้บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมจีนลดลง 10% ในปีที่ผ่านมา แม้งบประมาณทหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ทั้งนี้รายงานยังระบุว่าจีนพิจารณาความเป็นไปได้ในการโจมตีเป้าหมายไกลถึง 1,500–2,000 ไมล์ทะเลจากจีน เพื่อยึดไต้หวันด้วยกำลัง หากจำเป็น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงกดดันเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : reuters.com