เทียบฟอร์ม”ศุภจี VS ศิริกัญญา”แม่ทัพเศรษฐกิจ”ภท.-ปชน.”
เทียบฟอร์ม"ศุภจี VS ศิริกัญญา"แม่ทัพเศรษฐกิจ"ภท.-ปชน."
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากสงครามการค้า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะการเติบโตต่ำต่อเนื่อง รั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย และการขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เมื่อเหลือเวลาเพียงกว่า 20 วัน ก่อนเปิดคูหาเลือกตั้งปี 2569 นโยบายเศรษฐกิจจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางการเมือง โดยสองพรรคที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ที่ต่างชู “แม่ทัพเศรษฐกิจ” คนละแนว คนละขั้วความคิด
เริ่มที่พรรคภูมิใจไทย ชู ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นักธุรกิจและนักบริหารมืออาชีพ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจไทยและนานาชาติ ก่อนตัดสินใจก้าวสู่สนามการเมือง ในบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเป็นตัวแทนแนวคิด “เศรษฐกิจที่ต้องเดินได้จริง”
ล่าสุดบนเวทีดีเบตศึกดวลนโยบายทางออกเศรษฐกิจไทย ศุภจี ย้ำชัดว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเริ่มจากการ ปรับโครงสร้าง และ กระจายรายได้ภายใต้วินัยการเงินการคลัง ไม่ใช้จ่ายเกินตัว รายจ่ายจำเป็นต้องทำ แต่ขณะเดียวกัน ประเทศต้องสร้างรายได้ใหม่ควบคู่กันไป
หัวใจสำคัญของพรรคภูมิใจไทย คือการยกระดับภาคเกษตร โดยมองว่า “เกษตรคือฐานรากของประเทศ” ต้องใช้แนวคิด ตลาดนำการผลิต แก้ปัญหาเกษตรกรยากจน ปลูกตามกระแส และพึ่งพาล้ง พร้อมเสนอการทำ “โซนนิ่ง” ให้ปลูกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และรัฐต้องหาตลาดรองรับอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งยอมรับตรงไปตรงมาว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในกระทรวงที่ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง
ในมิติการค้า ศุภจี เสนอแนวคิด Trade Plus – Thailand Plus ชูจุดยืนไทยในโลกที่ถูกล้อมด้วยภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังก้าวสู่ “โลกหลายขั้ว” หรือ Multi-polar World โดยมองว่า ไทยต้องยืนอยู่ในจุดที่พอดี ไม่เลือกข้าง แต่สร้างคุณค่าให้มากพอ จนทุกประเทศอยากเป็นคู่ค้า พร้อมเดินเกมรุก Upskill–Reskill SMEs ใช้ Free Zone และนโยบายภาษี ดัน “Made in Thailand” เป็นแต้มต่อ บุกตลาดโลก
ข้ามมาที่พรรคประชาชน กับ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิง นักการเมืองสายเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ที่ผสานความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการเมืองภาคปฏิบัติ และโดดเด่นด้านการตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ศิริกัญญา มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเติบโตต่ำ แต่ฝังรากลึกไปถึง คอร์รัปชัน ทุนเทา และรัฐที่ไม่เท่าทันโลก สิ่งที่ต้องทำคือ “ปฏิรูปรัฐ” ให้ทำงานร่วมกับเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง ให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบกันเองได้ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างว่องไว โดยเฉพาะผลกระทบจากเทรดวอร์ ที่แม้ไทยจะประคองตัว ผ่านมาได้ แต่ยังขาดการทำงานเชิงรุก ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ และสินค้าจีนทะลักเข้าไทย จนผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ไหว ศิริกัญญา ชี้ว่า สินค้าต่างประเทศจำนวนมาก ไม่ต้องผ่าน มอก. หรือ อย. ทำให้ต้นทุนไม่เท่ากัน จึงต้องใช้ “ไม้แข็ง” ปราบสินค้าคุณภาพต่ำ สินค้าผิดกฎหมาย และสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ในเชิงนโยบาย พรรคประชาชน ชูนโยบาย 100 วันแรก เติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจทันที กวาดล้างทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และสินค้าผิดกฎหมาย ด้วยระบบ Data Bureau เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท ให้ประชาชน 12 ล้านคน พร้อม “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นยอดขาย SMEs และเน้นซื้อสินค้า Made in Thailand ควบคู่สินเชื่อเอื้อรายย่อย วงเงินกว่า 2.6 แสนล้านบาท ระยะยาว พรรคประชาชน ตั้งเป้าในรัฐบาล 1 สมัย อัดฉีดกว่า 6.5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Smart Grid และ Digital Government โดยย้ำว่า ไทยจะแข่งขันกับโลกไม่ได้ หากยังไม่แก้ปัญหาทุนเทาและคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
แต่เมื่อเปรียบเทียบกันชัด ๆ นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย คือภาพของ “นักบริหาร” ที่เชื่อในกลไกตลาด วินัยการคลัง และการบุกตลาดโลก ขณะที่พรรคประชาชน คือ ภาพของ “นักปฏิรูป” ที่เริ่มจากการรื้อโครงสร้างรัฐ กำจัดทุนเทา และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
สุดท้าย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า นโยบายใครดีกว่าแต่คือประชาชนอยากเห็นเศรษฐกิจไทย “เดินเร็วขึ้น” ด้วยมือของนักบริหาร หรือ “เดินใหม่ทั้งระบบ” ด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews