โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้ามโขงไปรู้จัก บุนทะวี กมพะพัน กวีซีไรต์ลาว ประจำปี 2568

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ธ.ค. 2568 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2568 เวลา 02.11 น.

รายงานพิเศษ | ปราโมทย์ ในจิต

ข้ามโขงไปรู้จัก

บุนทะวี กมพะพัน

กวีซีไรต์ลาว ประจำปี 2568

: คุณมีความรู้สึกเช่นไร เมื่อรู้ว่าได้รับรางวัลซีไรต์คนล่าสุด จากบทกวี “แพรพันลายจากปลายมือแม่” ที่เข้ารอบสุดท้ายมาด้วยกันทั้งหมดตั้ง 7 เล่มนั้น ?

บุนทะวี : ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะรางวัลซีไรต์เป็นเป้าหมายหนึ่งของผม โดยทั่วไปคือนักเขียนหลายๆ คนในลาวก็เป็นส่วนหนึ่งในประเทศอาเซียน เคียงข้างกับความภาคภูมิใจนั้นก็ยังได้สะกิดเตือนใจตนเองว่า การได้รับรางวัลนั้นไม่ใช่ได้โล่รางวัลและชื่อเสียงเกียรติยศเท่านั้นหรอก แต่ยังได้พัฒนาผลงาน หน้าที่การงานที่ต้องลงมือปฏิบัติในแวดวงนักเขียนและสังคมยิ่งๆ ขึ้นไป ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อวงการนักเขียนและสังคมด้วย

: ถือว่าเป็นนักเขียนนักกวีลาวที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลซีไรต์อันทรงเกียรติสูงสุดนี้ใช่ไหม ในแวดวงวรรณกรรมลาวมีท่าทีกับคุณอย่างไร ?

บุนทะวี : ใช่แล้วครับ เป็นนักกวีซีไรต์ที่อายุน้อยที่สุดของลาว ภายหลังจากที่มีการแถลงข่าวผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยส่วนตัวไม่มีความกังวลแต่อย่างใด สาเหตุเพราะมีความเชื่อมั่นในผลงานของตนเองสูง หากจะเปรียบเทียบรรดานักกวีที่ส่งบทเข้าประกวด อีกอย่างถึงจะเป็นผู้มีอายุน้อย แต่ก็มีผลงานออกรับใช้สังคมต่อเนื่องมาตลอด ภายหลังประกาศ และได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากสังคมว่า ส่วนมากสังคมวงกว้างนั้นมีความรู้สึกเห็นดีเห็นด้วยกับการรับรางวัลดังกล่าวนั้น ก็เพราะ

1. สังคมเคารพและเชื่อมั่นต่อการตัดสินของคณะกรรมการ

2. สังคมได้สัมผัสกับบทกวีตัวจริงด้วยตนเองมานานแล้ว (มีการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวในสังคม มีการแจกจ่ายไปตามห้องสมุดต่างๆ มีนักศึกษาและนักค้นคว้าได้นำไปเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาค้นคว้ามากพอสมควรในเวลาที่ผ่านมา) และเห็นว่ามีความโดดเด่นเหมาะสมที่สุดกับรางวัล

3. สังคมส่วนมากได้ติดตามผลงานของนักเขียนนักกวีเรื่อยมาว่ามีบทบาทและมีผลงานต่อสังคมอย่างไร รวมทั้งกระแสความชื่นชมยินดีจากนักเขียนต่างประเทศที่แสดงความยินดีอย่างล้นเหลือ เป็นต้นว่านักเขียนไทยทั้งภาคอีสานและภาคกลาง

ด้วยเหตุนี้จึงไร้ข้อกังขาเป็นความเหมาะสมทั้งตัวบทกวี และตัวกวีเอง

บุนทะวี กมพะพัน เป็นชายหนุ่มที่มีอายุเพียง 35 ปี (เกิดปี 2533) เป็นกวีจากชนบทไกลโพ้นภาคเหนือของลาว บ้านน้ำปุย เมืองเพียง แขวงไชยะบุรี

เป็นลูกชายคนที่ 4 จากลูกทั้งหมด 5 คนในครอบครัวชาวนาพ่อหุมพันและแม่ไมทอง กมพะพัน ซึ่งคุณแม่ได้เสียชีวิตตั้งแต่เขามีอายุแค่ 6 ขวบเท่านั้น

ฐานะครอบครัวค่อนข้างไม่ดี จึงได้บวชเป็นสามเณรตอนอายุได้ 12 ปี และอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี 2554 ถือว่าเป็นบุคคลที่ชอบศึกษาใฝ่หาความรู้มากคนหนึ่ง

ประวัติการศึกษาของเขา ปี 2554 จบมัธยมปลาย จากโรงเรียนมัธยมสงฆ์โสกป่าหลวง เมืองสีสัดตะนาก นครหลวงเวียงจันทน์

ปี 2558 จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ สาขาภาษาลาวและวรรณคดี (เกียรตินิยม) และจากวิทยาลัยทิวาลี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ

ปี 2562 จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ สาขาวรรณคดีลาว

และตอนนี้กำลังเรียนปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแห่งชาติ สาขาวรรณคดี

ผลงานที่พิมพ์เป็นรูปเล่ม 1) เกือบตาย วรรณกรรมเยาวชน (2559) 2) ขุนลูนางอั้ว ฉบับร้อยกรอง (2562) 3) รวมบทกวีแพรพันลายจากปลายมือแม่ (2562) 4) รวมเรื่องสั้นอีแก้วจะกลับบ้านเมื่อดอกคูนบาน (2562) 5) เปิดประตูสู่วัดสีคูนเวียง (2563)

6) พจนานุกรมสำนวนลาว (2563) 7) สังข์ศิลป์ไชยตอนปลาย ชำระและปริวรรต (2564) 8) ท้าวคำฟอง ชำระและปริวรรต (2564) 9) พจนานุกรมคำวัด (2564) 10) อนุภาคในวรรณคดีล้านช้าง (2565)

11) รวมบทความภาษา-วรรณคดี ประเพณี-ความเชื่อ (2566) 12) 35 ปีสมาคมนักประพันธ์ลาว (2568)

รางวัลที่ได้รับ ปี 2561 บทกวีแพรพันลายจากปลายมือแม่ ชนะเลิศรางวัลสินไช

ปี 2562 บทกวีคำมั่นสัญญา รางวัลเฉลิมฉลองเมืองเวียงไชครบรอบ 50 ปี ทั้งรางวัลเชิดชูเกียรติจากเจ้าเมืองจันทะบุรี

และปี 2563 บทกวีนี้ได้รับรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง รวมทั้งเหรียญที่ระลึก 70 ปีศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ

ปี 2564 ได้รับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว

และปี 2568 รวมบทกวีชุด “แพรพันลายจากปลายมือแม่” ได้รับรางวัลซีไรต์ ซึ่งชิงชัยรอบสุดท้ายจากบทกวีทั้งสิ้น 7 เล่มด้วยกัน ได้แก่

1. เขียนฝันที่สันภูหลวง ของชายคำ จำปาอุทุม 2. ภราดรภาพ ของชอบ ทำมะชาด 3. เสน่หาดอกกางของ ของสะดันยู เพ็ดสะลาด 4. เสียงขาน ของกะตันยู 5. ปิตุภูมิที่แสนรัก ของสุลิ เดดวงพัน 6. แพรพันลายจากปลายมือแม่ ของบุนทะวี กมพะพัน และ 7. ไหหินลือนาม ของขันคำ สุดทะวิไล

ปกติแล้ว นักคิดนักเขียนที่มีภูมิปัญญาเป็นนักปราชญ์อาจารย์ที่โดดเด่นขึ้นมา และมีผลงานได้รับรางวัลใหญ่ๆ ระดับประเทศและระดับสากลนั้นมักจะเป็นคนลาวที่อยู่ภาคกลาง และภาคใต้ของลาวมากกว่า แต่ในกรณีบุนทะวี กมพะพัน นี้เขาเป็นคนภาคเหนือ ที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนถือเป็นกรณีพิเศษจริงๆ

: บทกวีแพรพันลายจากปลายมือแม่ มีเนื้อหานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องอะไร ?

บุนทะวี : บทกวีแพรพันลายจากปลายมือแม่ เล่าเรื่องถ่ายทอดถึงชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่ของกวี แม่เป็นคนชำเหนือ แขวงหัวพัน ได้อพยพหนีสงคราม จากแขวงหัวพันมาอยู่ที่เมืองโพนฮง แขวงเวียงจันทน์ ชอบทอผ้าทอไหม อยู่มาวันหนึ่งแม่ล้มป่วย และเสียชีวิตลง เลยไม่มีใครทอผ้าของแม่ต่อ ลูกจึงพากันรื้อกี่ทอผ้าของแม่จึงพบว่าแม่ยังทอผ้าผืนนี้ยังไม่เสร็จ จึงเป็นที่มาของบทกวี แพรพันลายจากปลายมือแม่ชิ้นนี้ หมายถึงผืนผ้าที่เต็มไปด้วยลวดลายที่แม่ตั้งใจทอเพื่อบันทึกความเป็นคนลาวในผืนผ้า อันได้แก่ ภูมิประเทศ วัฒนธรรม วรรณคดี ชีวิตของแม่ และประวัติศาสตร์ความโหดร้ายของสงคราม

ดั่งบทที่เขียนว่า

แม่จักเพียรต่ำแต้มภูมิภาพเมืองลาว

เรื่องเล่าทั้งตำนานอดีตเดิมคราวกี้

ประเพณีครองเค้า พูนสัณฐานประวัติศาสตร์

แม่จักวาดใส่ล้วน รวมหั้นหนึ่งเดียวว่าเด…

บทกวีมีเนื้อหาสะท้อนชีวิตของผู้หญิงลาวคนหนึ่งที่พัวพันกับการทอผ้าไหมเป็นอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว หญิงคนดังกล่าวมีความปรารถนาจะทอผ้าที่มีลวดลายถึง 1,000 ลาย ซึ่งลายต่างๆ เหล่านั้นได้สะท้อนถึงผลร้ายของสงคราม ประวัติศาสตร์ของชาติ ภูมิประเทศ วัฒนธรรมลาว ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและซ่อนแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตของผู้คนในสังคม

แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่สำเร็จ หญิงคนดังกล่าวก็จากโลกนี้ไปก่อน ด้วยโรคไข้มาลาเรีย แต่ภูมิปัญญาดังกล่าวได้ส่งทอดให้แก่ลูกในการเรียนรู้ และสืบต่อเจตนารมณ์ของแม่ต่อไป

: คุณเกิดที่แขวงไชยะบุรี ซึ่งถือว่าเป็นแขวงที่มีช้างมากที่สุดของลาว แต่เมื่อดูผลงานที่ผ่านมาของคุณไม่ได้กล่าวถึงช้างเลย น่าแปลกมา เป็นเพราะเหตุใด ?

บุนทะวี : ใช่ถูกต้อง แขวงไชยะบุรี มีช้างมากที่สุดของลาว ซึ่งก็มีอยู่เพียง 3 เมืองเท่านั้นคือ เมืองไชยะ เมืองหงสา และเมืองท่งมีไช ส่วนเมืองเพียงที่ผมอยู่นั้นไม่มีการเลี้ยงช้าง หรือมีน้อยมาก ชีวิตแต่เล็กจนโต ไม่ได้เกี่ยวพันกับช้าง เลยไม่มีความรู้เกี่ยวกับช้างเลย จึงไม่ได้เล่าได้เขียนถึงช้างในผลงานนั่นเอง

: มีคนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลงานที่ได้รับรางวัลซีไรต์ของลาวที่ผ่านๆ มา มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติ หรือไม่ก็วัฒนธรรม และจะมีเนื้อหาสัจทัศน์อย่างเรื่องสั้นครึ่งราคา ของปิติ ทิวาชน นั้นมีน้อยมาก ในทัศนะของคุณมองอย่างไร ?

บุนทะวี : ตามที่มีข้อสังเกตที่ว่ามานั้นเป็นความจริง เพราะสังเกตเห็นว่าบรรดาเรื่องต่างๆ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ส่วนมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ และวัฒนธรรมลาว ซึ่งก็เป็นอัตลักษณ์หนึ่งของนักเขียนลาว ตลอดจนถึงอุดมคติของคณะกรรมการด้วย

แต่มาระยะหลังๆ ก็มีลักษณะที่เปิดกว้างมากขึ้น (สะท้อนถึงสังคมปัจจุบัน) สาเหตุอาจเพราะนักเขียนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับสงคราม จึงนำเสนอสภาพความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน

แต่ก็ยังมีบางชิ้นที่มีลักษณะสัจทัศน์วิจารณ์ ซึ่งเรื่องลักษณะเช่นนี้ในสังคมลาวไม่ค่อยนิยม (ชอบให้ยกยอ ชมเชยมากกว่าตำหนิ) แต่ในแวดวงนักเขียนลาวปัจจุบันก็มีการเปิดกว้างมากขึ้น

: ในการเรียนรู้และพัฒนาผลงานของตนเองนั้น มีผลงานของท่านใดเป็นแรงบันดาลใจเป็นต้นแบบ หรือได้ขอคำแนะนำจากนักเขียนใดไหม จนประสบความสำเร็จในวันนี้ ?

บุนทะวี : ยอมรับว่าเบื้องต้นที่ว่าตนเองมีความรักชอบและอยากเป็นนักกวี เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 สมัยที่ยังอยู่ที่แขวงไชยะบุรีนั้น ไม่มีอาจารย์สอนเกี่ยวกับการแต่งบทกวี จึงอาศัยการอ่านและสังเกตบทกวีในหนังสือตำราเรียน และหนังสือในห้องสมุด แล้วตั้งใจลองแต่งเองมาเรื่อยๆ จนได้มาเรียนอยู่นครหลวงเวียงจันทน์จึงได้มีโอกาสเรียนการแต่งบทกวีจากครูอาจารย์หลายๆ ท่าน ได้แก่ อาจารย์บุนเติม สีบุนเฮือง (นามปากกา ชายดอนใต้) อาจารย์โอทอง คำอินซู จากนั้นก็อ่านบทกวีของหลายๆ ท่านเพื่อศึกษาเรียนรู้แนวทาง ได้แก่ บทกวีของ ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน คำพอ พวงสะบา ดาวเวียง บุดนาโค ไพวัน มาลาวง หมูทัก สิทธิมอละดา กองสี แก้วบุนมา…

รวมทั้งการอ่านวรรณคดีโบราณ ได้แก่ สารลืบพระสูรย์ สังข์ศิลป์ไชย การะเกด นางแตงอ่อน มหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจือง และการอ่านวรรณคดีโบราณจากหนังสือผูกใบลาน เพื่อปริวรรตออกมาจำนวน 20 กว่าเรื่อง ทั้งหมดนั้นเป็นครูและมีอิทธิพลที่นักกวีคนนี้ได้รับมา สู่การเขียนบทกวีในปัจจุบัน

ในจำนวนนั้นก็ยังมีท่านทองใบ โพทิสาน อีกด้วย โดยรวมแล้วส่วนมากขึ้นอยู่กับการอ่านมาก อ่านและสังเกต อ่านแล้วรวบรวมคำศัพท์จากการอ่านนำไปสู่ความเข้าใจ ผสานกับการแสวงหา จนนำไปสู่การปฏิบัติจริง

: ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปและในอนาคต คุณมีความคิดและแผนการอย่างไรบ้างในการสร้างผลงานวรรณกรรม ?

บุนทะวี : แผนเฉพาะหน้าในปัจจุบัน นอกจากหน้าที่รับผิดหลักคือ การส่งเสริมวรรณคดีลาว แล้วด้านการเขียนการประพันธ์มีแผนดังต่อไปนี้

1. จัดพิมพ์รวมบทกวีรางวัลซีไรต์ชุด “แพรพันลายจากปลายมือแม่” ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง)

2. จัดพิมพ์ผลงานการค้นคว้า “ฮีต 12 ครอง 14”

3. จัดพิมพ์ผลงานวรรณคดีลาวที่ปริวรรตออกมาจากหนังสือผูกใบลาน

4. จัดพิมพ์พจนานุกรมศัพท์ร่วมความหมายในภาษาลาว

บุนทะวี กมพะพัน เขามีนามปากกาที่เคยใช้คือ ทองพัน แก้วพวงพัน ปัจจุบันเขาเป็นพนักงานของรัฐบาลเป็นนักวิชาการของแผนกคุ้มครองส่งเสริมวรรณคดีและการแปลภาษา กรมวรรณคดีและพิมพ์จำหน่าย กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว หน้าที่ที่รับผิดชอบหลักก็คือการส่งเสริมวรรณคดีลาว

“การทำงานให้รัฐนี้ไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมเลย เพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งการสร้างสรรค์ผลงานก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ยิ่งมีความสะดวกมากขึ้นอีกด้วย เพราะได้ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมา และเป็นสิ่งที่ชอบด้วยนั่นเอง” เขากล่าวทิ้งท้ายไว้เช่นนี้

1 โอทอง คำอินซู – เป็นกวี นักเขียนลาวโดยใช้นามปากกาว่า ฮุ่งอะลุน แดนวิไล ได้รางวัลซีไรต์จากเรื่องสั้นซิ่นไหมผืนเก่าๆ ปี 2551 (2008)

2 ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน – กวีซีไรต์คนแรกของลาว ปี 2541 (1998)

3 ดาวเวียง บุดนาโค เป็นกวี นักเขียน นักแต่งเพลงทั้งลาวและไทยจนโด่งดังมากมาย ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว

4 พระอาจารย์ ดร.ไพวัน มาลาวง เป็นกวีรางวัลซีไรต์ ปี 2562 (2019) จากบทกวีหอมกลิ่นแผ่นดินลาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้ามโขงไปรู้จัก บุนทะวี กมพะพัน กวีซีไรต์ลาว ประจำปี 2568

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...