โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ธ.ค. 2568 เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2568 เวลา 07.01 น.
พลตรี พระยาเสนาสงคราม หรือหม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์

“กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)

พลตรี พระยาเสนาสงคราม หรือหม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์ เป็นนายทหารฝ่ายขวาที่มีแนวคิดและจุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “คณะราษฎร”

ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระยาเสนาสงครามเคยประจันหน้ากับ 1 ใน 4 ทหารเสือคณะราษฎร นั่นคือ พระยาทรงสุรเดช มีเรื่องเล่าจากนายหนหวย บันทึกไว้ใน “เจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ” ว่า

“พระยาทรงฯ ได้ลองชิมลางกลุ่มนายทหารชั้นพันเอกด้วยกันว่า ‘เขาเล่ากันว่าพระราชวงศ์จักรีจะปกครองเมืองไทยอยู่เพียง ๑๕๐ ปีเท่านั้นนะ นี่ก็ครบ ๑๕๐ ปีแล้ว เขาว่าจะมีคนคิดกบฏ’ พูดแล้วพระยาทรงฯ ก็จ้องหน้าคนนั้นคนนี้คล้ายจะฟังคำตอบและความคิดเห็นของนายทหารผู้ใหญ่ในขณะเหล้าเข้าปาก แต่ทุกคนไม่กล้าออกความเห็น”

“แต่พระยาเสนาสงครามผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวจริงจังว่า ‘ใครกบฏก็รบกันสิวะ กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน ไม่ยอมให้ใครมาเหยียบได้ง่ายๆ’ แล้วจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ”

ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขุนศรีศรากร (ชลอ ศรีศรากร) พร้อมทหารติดตามฝ่ายคณะราษฎร ได้รับคำสั่งให้ไปจับตัวพระยาเสนาสงครามในบ้านพัก เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

พระยาเสนาสงครามเปิดประตูก้าวออกมาประจันหน้ากับขุนศรีศรากร ระหว่างที่ขุนศรีศรากรกำลังจะยกมือขวาขึ้นทำวันทยหัตถ์ ปรากฏว่า นายจ้อย โอปลัก ใช้พานท้ายปืนฟาดไปที่ศีรษะด้านหลังของพระยาเสนาสงคราม เมื่อฟาดแล้วก็หันปากกระบอกปืนจะยิงซ้ำ

พระยาเสนาสงครามทรงตัวหงายทำท่าชักปืนพกออกจากเอวตอบโต้ ทันใดนั้น ขุนจำนงภูมิเวทย์ (ก้าน ศิวะแพทย์) ก็ตัดสินใจยิงพระยาเสนาสงคราม จังหวะชุลมุนกันอยู่ ขุนศรีศรากรก็ยิงไปที่ท้องของพระยาเสนาสงครามอีก อ้างว่าต้องการให้บาดเจ็บเพื่อป้องกันไม่ให้พระยาเสนาสงครามสามารถสั่งการทหารใต้บังคับบัญชาได้ รวมแล้วพระยาเสนาสงครามถูกยิง 4 นัด

เมื่อเสียงปืนดังขึ้น คนในบ้านของพระยาเสนาสงคราม โดยเฉพาะคุณหญิงแสร์ นพวงศ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแม่นปืนไม่ต่างจากสามี พร้อมกับคนในบ้านก็รีบเข้ามาดูเหตุการณ์ ส่วนฝ่ายทหารคณะราษฎรก็ล่าถอยออกจากบ้านพักไป

พระยาเสนาสงครามยังสติดีอยู่ก็บอกให้คุณหญิงทราบว่า “ขุนศรีฯ ปืนใหญ่ยิงฉัน” จนเมื่อส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว คุณหญิงแสร์ก็เดินทางไปยังกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ทันที พร้อมปืนพก 7.65 มม. เพื่อตามหาตัว “ขุนศรีฯ” ปรากฏว่า “ขุนศรีฯ” ไม่อยู่บ้าน ซึ่งต้องนับว่าเป็นเคราะห์ดี เพราะ “ขุนศรีฯ” ที่คุณหญิงแสร์ไปหา คือ ขุนศรีสรศาสตร์ แห่งกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเป็นคนละคนกับขุนศรีศรากร คนที่ยิงสามีเธอ

ขุนศรีศรากรมาทราบภายหลังว่า จังหวะที่กำลังจะยกมือขวาขึ้นทำวันทยหัตถ์นั้น นายจ้อย โอปลัก เข้าใจไปเองว่าเป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือ

เหตุการณ์ที่บ้านของพระยาเสนาสงครามนับเป็นการเสียเลือดเสียเนื้อเพียงครั้งเดียวในวันปฏิวัติ

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระยาเสนาสงครามถูกปลดจากราชการตามแผนปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของกองทัพบก แต่สาเหตุเบื้องหลังคงหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง

แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่พระยาเสนาสงครามก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากหายดีแล้ว พระยาเสนาสงครามขับรถพร้อมภรรยาไปวังปารุสกวัน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการของกองบัญชาการคณะปฏิวัติ พระยาเสนาสงครามบอกกับยามรักษาการณ์หน้าวังว่า “แกไปบอกไอ้เทพว่า พระยาเสนาสงครามให้ออกมายิงกัน หรือจะเล่นหมาหมู่รุมก็เอา” (เทพ คือชื่อเดิมของพระยาทรงสุรเดช เทพ พันธุมเสน)

เมื่อพระยาทรงสุรเดชรู้ก็โกรธ แต่ไม่ลงมาดวลปืนตามคำท้า ฝ่ายพระยาเสนาสงครามก็ยังคงท้ายิงอยู่หน้าวังปารุสก์ทุกวัน โดยมีคุณหญิงแสร์นั่งคุมเชิงคอยอยู่บนรถ ทว่า ต่อให้สั่งความขึ้นไปบอกยังไงอีกฝ่ายก็เงียบ ในที่สุดจึงใช้วิธีตะโกนเข้าไปในวัง “ไอ้เทพ มึงลูกผู้ชายจริงออกมายิงกับกู”

ในที่สุดพระยาทรงสุรเดชจึงสั่งให้นายตำรวจผู้ใกล้ชิดหาทางจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด เมื่อ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในหัวหน้าผู้ก่อการคณะราษฎรทราบเรื่อง ก็ไม่อยากให้บานปลาย จึงอาสาไปเจรจาให้พระยาเสนาสงครามย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด พระยาเสนาสงครามก็ยินยอม โดยตกลงจะขายบ้านที่ถนนนครไชยศรีในราคา 5,000 บาท แต่ขณะที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่นั้น พระยาเสนาสงครามและคุณหญิงแสร์ก็ยังคงเดินทางไปท้ายิงกับพระยาทรงสุรเดชเป็นประจำ

ระหว่างที่ประยูร ภมรมนตรี กำลังหาคนมาซื้อบ้าน ปรากฏว่า นายตำรวจคนสนิทของพระยาทรงสุรเดชจัดหามือปืน 2 คนไปลอบทำร้ายพระยาเสนาสงคราม แต่กลับถูกพระยาเสนาสงครามยิงสวนอาการสาหัส ต่อมา บ้านของพระยาเสนาสงครามก็ถูกวางเพลิงวอดทั้งหลัง

พระยาเสนาสงครามยังไม่ยอมแพ้ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาเสนาสงครามวางแผนลงรับสมัครเลือกตั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งท่านเคยรับราชการเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 4 แต่ยังไม่ทันได้ลงเลือกตั้งก็ตัดสินใจเข้าร่วม “คณะกู้บ้านเมือง” ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

ท้ายสุด “กบฏบวรเดช” ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พระยาเสนาสงครามได้ติดตามพระองค์เจ้าบวรเดชไปอยู่ที่กรุงไซ่ง่อนระยะหนึ่ง แล้วจึงเดินทางลี้ภัยที่มลายู อาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาจึงลี้ภัยไปอาศัยที่สิงคโปร์

กระทั่ง พ.ศ. 2487 นักโทษคดีการเมืองได้รับพระราชทานอภัยโทษ พระยาเสนาสงครามและคุณหญิงแสร์จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย มีบันทึกช่วงเวลาหลังจากนั้นไว้ว่า

“นายทหารที่ยิงท่านเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้ไปกราบขอโทษที่ทำร้ายท่าน พระยาเสนาสงครามได้ตบหลังเขาด้วยอารมณ์ยิ้มอโหสิกรรมให้ บอกว่าได้ลืมเรื่องเก่าหมดแล้ว มิได้ถือโทษโกรธใครอีก และไม่มีการจองเวรจองกรรมต่อผู้ใดด้วย”

ต่อมา พระยาเสนาสงครามได้อุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2499 มีนามว่า “สนตยากโร ภิกขุ” และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้เรื่อยมา จนมรณภาพเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2506

สำหรับพระยาเสนาสงคราม เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2430 เป็นบุตรของหม่อมเจ้าอบเชย และหม่อมราชวงศ์หญิงสวาสดิ์ทรวง โดยหม่อมเจ้าอบเชยทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (แรกประสูติมีพระยศเป็นหม่อมเจ้านพวงศ์) พระราชโอรสพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย โดยกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทรงเป็นต้นราชสกุล “นพวงศ์”

พระยาเสนาสงคราม หรือหม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์ จึงนับเป็น “เหลน” ของรัชกาลที่ 4 ย่อมมี “เลือดราชวงศ์จักรี” ตามที่ท่านเคยกล่าวไว้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

บัญชร ชวาลศิลป์. “๒๔๗๕ : พระยาเสนาสงคราม”, ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 42 : ฉบับที่ 3, มกราคม 2564.

“ธรรมเสนานุสรณ์”, ในการพระราชเพลิงศพ พระภิกษุ พลตรี พระยาเสนาสงคราม (ม.ร.ว. อี๋ นพวงศ์) ท.จ. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2507. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2507.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 ธันวาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...