“กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)
“กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)
พลตรี พระยาเสนาสงคราม หรือหม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์ เป็นนายทหารฝ่ายขวาที่มีแนวคิดและจุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “คณะราษฎร”
ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระยาเสนาสงครามเคยประจันหน้ากับ 1 ใน 4 ทหารเสือคณะราษฎร นั่นคือ พระยาทรงสุรเดช มีเรื่องเล่าจากนายหนหวย บันทึกไว้ใน “เจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ” ว่า
“พระยาทรงฯ ได้ลองชิมลางกลุ่มนายทหารชั้นพันเอกด้วยกันว่า ‘เขาเล่ากันว่าพระราชวงศ์จักรีจะปกครองเมืองไทยอยู่เพียง ๑๕๐ ปีเท่านั้นนะ นี่ก็ครบ ๑๕๐ ปีแล้ว เขาว่าจะมีคนคิดกบฏ’ พูดแล้วพระยาทรงฯ ก็จ้องหน้าคนนั้นคนนี้คล้ายจะฟังคำตอบและความคิดเห็นของนายทหารผู้ใหญ่ในขณะเหล้าเข้าปาก แต่ทุกคนไม่กล้าออกความเห็น”
“แต่พระยาเสนาสงครามผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวจริงจังว่า ‘ใครกบฏก็รบกันสิวะ กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน ไม่ยอมให้ใครมาเหยียบได้ง่ายๆ’ แล้วจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ”
ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขุนศรีศรากร (ชลอ ศรีศรากร) พร้อมทหารติดตามฝ่ายคณะราษฎร ได้รับคำสั่งให้ไปจับตัวพระยาเสนาสงครามในบ้านพัก เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
พระยาเสนาสงครามเปิดประตูก้าวออกมาประจันหน้ากับขุนศรีศรากร ระหว่างที่ขุนศรีศรากรกำลังจะยกมือขวาขึ้นทำวันทยหัตถ์ ปรากฏว่า นายจ้อย โอปลัก ใช้พานท้ายปืนฟาดไปที่ศีรษะด้านหลังของพระยาเสนาสงคราม เมื่อฟาดแล้วก็หันปากกระบอกปืนจะยิงซ้ำ
พระยาเสนาสงครามทรงตัวหงายทำท่าชักปืนพกออกจากเอวตอบโต้ ทันใดนั้น ขุนจำนงภูมิเวทย์ (ก้าน ศิวะแพทย์) ก็ตัดสินใจยิงพระยาเสนาสงคราม จังหวะชุลมุนกันอยู่ ขุนศรีศรากรก็ยิงไปที่ท้องของพระยาเสนาสงครามอีก อ้างว่าต้องการให้บาดเจ็บเพื่อป้องกันไม่ให้พระยาเสนาสงครามสามารถสั่งการทหารใต้บังคับบัญชาได้ รวมแล้วพระยาเสนาสงครามถูกยิง 4 นัด
เมื่อเสียงปืนดังขึ้น คนในบ้านของพระยาเสนาสงคราม โดยเฉพาะคุณหญิงแสร์ นพวงศ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแม่นปืนไม่ต่างจากสามี พร้อมกับคนในบ้านก็รีบเข้ามาดูเหตุการณ์ ส่วนฝ่ายทหารคณะราษฎรก็ล่าถอยออกจากบ้านพักไป
พระยาเสนาสงครามยังสติดีอยู่ก็บอกให้คุณหญิงทราบว่า “ขุนศรีฯ ปืนใหญ่ยิงฉัน” จนเมื่อส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว คุณหญิงแสร์ก็เดินทางไปยังกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ทันที พร้อมปืนพก 7.65 มม. เพื่อตามหาตัว “ขุนศรีฯ” ปรากฏว่า “ขุนศรีฯ” ไม่อยู่บ้าน ซึ่งต้องนับว่าเป็นเคราะห์ดี เพราะ “ขุนศรีฯ” ที่คุณหญิงแสร์ไปหา คือ ขุนศรีสรศาสตร์ แห่งกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเป็นคนละคนกับขุนศรีศรากร คนที่ยิงสามีเธอ
ขุนศรีศรากรมาทราบภายหลังว่า จังหวะที่กำลังจะยกมือขวาขึ้นทำวันทยหัตถ์นั้น นายจ้อย โอปลัก เข้าใจไปเองว่าเป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือ
เหตุการณ์ที่บ้านของพระยาเสนาสงครามนับเป็นการเสียเลือดเสียเนื้อเพียงครั้งเดียวในวันปฏิวัติ
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระยาเสนาสงครามถูกปลดจากราชการตามแผนปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของกองทัพบก แต่สาเหตุเบื้องหลังคงหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง
แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่พระยาเสนาสงครามก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากหายดีแล้ว พระยาเสนาสงครามขับรถพร้อมภรรยาไปวังปารุสกวัน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการของกองบัญชาการคณะปฏิวัติ พระยาเสนาสงครามบอกกับยามรักษาการณ์หน้าวังว่า “แกไปบอกไอ้เทพว่า พระยาเสนาสงครามให้ออกมายิงกัน หรือจะเล่นหมาหมู่รุมก็เอา” (เทพ คือชื่อเดิมของพระยาทรงสุรเดช เทพ พันธุมเสน)
เมื่อพระยาทรงสุรเดชรู้ก็โกรธ แต่ไม่ลงมาดวลปืนตามคำท้า ฝ่ายพระยาเสนาสงครามก็ยังคงท้ายิงอยู่หน้าวังปารุสก์ทุกวัน โดยมีคุณหญิงแสร์นั่งคุมเชิงคอยอยู่บนรถ ทว่า ต่อให้สั่งความขึ้นไปบอกยังไงอีกฝ่ายก็เงียบ ในที่สุดจึงใช้วิธีตะโกนเข้าไปในวัง “ไอ้เทพ มึงลูกผู้ชายจริงออกมายิงกับกู”
ในที่สุดพระยาทรงสุรเดชจึงสั่งให้นายตำรวจผู้ใกล้ชิดหาทางจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด เมื่อ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในหัวหน้าผู้ก่อการคณะราษฎรทราบเรื่อง ก็ไม่อยากให้บานปลาย จึงอาสาไปเจรจาให้พระยาเสนาสงครามย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด พระยาเสนาสงครามก็ยินยอม โดยตกลงจะขายบ้านที่ถนนนครไชยศรีในราคา 5,000 บาท แต่ขณะที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่นั้น พระยาเสนาสงครามและคุณหญิงแสร์ก็ยังคงเดินทางไปท้ายิงกับพระยาทรงสุรเดชเป็นประจำ
ระหว่างที่ประยูร ภมรมนตรี กำลังหาคนมาซื้อบ้าน ปรากฏว่า นายตำรวจคนสนิทของพระยาทรงสุรเดชจัดหามือปืน 2 คนไปลอบทำร้ายพระยาเสนาสงคราม แต่กลับถูกพระยาเสนาสงครามยิงสวนอาการสาหัส ต่อมา บ้านของพระยาเสนาสงครามก็ถูกวางเพลิงวอดทั้งหลัง
พระยาเสนาสงครามยังไม่ยอมแพ้ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาเสนาสงครามวางแผนลงรับสมัครเลือกตั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งท่านเคยรับราชการเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 4 แต่ยังไม่ทันได้ลงเลือกตั้งก็ตัดสินใจเข้าร่วม “คณะกู้บ้านเมือง” ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
ท้ายสุด “กบฏบวรเดช” ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พระยาเสนาสงครามได้ติดตามพระองค์เจ้าบวรเดชไปอยู่ที่กรุงไซ่ง่อนระยะหนึ่ง แล้วจึงเดินทางลี้ภัยที่มลายู อาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาจึงลี้ภัยไปอาศัยที่สิงคโปร์
กระทั่ง พ.ศ. 2487 นักโทษคดีการเมืองได้รับพระราชทานอภัยโทษ พระยาเสนาสงครามและคุณหญิงแสร์จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย มีบันทึกช่วงเวลาหลังจากนั้นไว้ว่า
“นายทหารที่ยิงท่านเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้ไปกราบขอโทษที่ทำร้ายท่าน พระยาเสนาสงครามได้ตบหลังเขาด้วยอารมณ์ยิ้มอโหสิกรรมให้ บอกว่าได้ลืมเรื่องเก่าหมดแล้ว มิได้ถือโทษโกรธใครอีก และไม่มีการจองเวรจองกรรมต่อผู้ใดด้วย”
ต่อมา พระยาเสนาสงครามได้อุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2499 มีนามว่า “สนตยากโร ภิกขุ” และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้เรื่อยมา จนมรณภาพเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2506
สำหรับพระยาเสนาสงคราม เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2430 เป็นบุตรของหม่อมเจ้าอบเชย และหม่อมราชวงศ์หญิงสวาสดิ์ทรวง โดยหม่อมเจ้าอบเชยทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (แรกประสูติมีพระยศเป็นหม่อมเจ้านพวงศ์) พระราชโอรสพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย โดยกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทรงเป็นต้นราชสกุล “นพวงศ์”
พระยาเสนาสงคราม หรือหม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์ จึงนับเป็น “เหลน” ของรัชกาลที่ 4 ย่อมมี “เลือดราชวงศ์จักรี” ตามที่ท่านเคยกล่าวไว้นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- ขุนศรีศรากร เล่านาทีระทึก-เหตุลั่นไกวันปฏิวัติ 2475 ทำไมบั้นปลายบวชเกือบ 20 ปี
- “สู่สมรภูมิบางเขน” กำเนิดและจุดสุดท้ายของกบฏบวรเดช
- กระสุนปริศนาปลิดชีพ “พระยาศรีสิทธิสงคราม” (ดิ่น ท่าราบ) ขณะกบฏบวรเดชหนี
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
บัญชร ชวาลศิลป์. “๒๔๗๕ : พระยาเสนาสงคราม”, ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 42 : ฉบับที่ 3, มกราคม 2564.
“ธรรมเสนานุสรณ์”, ในการพระราชเพลิงศพ พระภิกษุ พลตรี พระยาเสนาสงคราม (ม.ร.ว. อี๋ นพวงศ์) ท.จ. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2507. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2507.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 ธันวาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “กูก็เลือดราชวงศ์จักรีเหมือนกัน” วาทะพระยาเสนาสงคราม (อี๋ นพวงศ์)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com