ศป.กฉ. แถลงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ยืนยันยอดเสียชีวิตสะสม 145 ราย เฉพาะจ.สงขลา 110 ราย ช่วยเหลือผู้ตกค้างในพื้นที่ได้แล้ว 1,734 เขต จากทั้งหมด 1,934 เขต คิดเป็นร้อยละ 89
วันนี้ (28 พ.ย. 68) ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล และดร.รัชดา ธนาดิเรก ร่วมรายงานผลการดำเนินงานและแนวทางฟื้นฟูภาพรวมของรัฐบาล
รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการช่วยเหลือประชาชน แม้สถานการณ์หลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย พร้อมชี้แจงประเด็นจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ว่า ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสื่อมวลชน แต่ต้องการให้สาระสำคัญเรื่องมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกไปก่อน เพื่อไม่ให้ประเด็นทางการเมืองบดบังข้อมูลที่จำเป็นต่อประชาชน พร้อมขออภัยสื่อมวลชนและย้ำว่าการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องสำคัญในช่วงภาวะวิกฤต
นายสิริพงศ์ โฆษกรัฐบาล รายงานความคืบหน้าการระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า จากการปฏิบัติการของศูนย์ส่วนหน้าในช่วง 24 ช.ม.ที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ตกค้างในพื้นที่ได้แล้ว 1,734 เขต จากทั้งหมด 1,934 เขต คิดเป็นร้อยละ 89 โดยส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ครบถ้วน เนื่องจากบางจุดประชาชนได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ หรือเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นและเลือกที่จะพักอาศัยในบ้านของตนเอง ศูนย์พักพิงในพื้นที่ยังคงรองรับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีผู้พักอยู่รวม 14,160 คน และยังสามารถรองรับเพิ่มได้อีก 20,840 คน ส่วนกำลังการผลิตอาหารเพื่อแจกจ่ายทั้งในศูนย์พักพิงและผู้ที่ยังตกค้างในพื้นที่ เพิ่มขึ้นเป็น 92,320 ชุดต่อวัน ทำให้การดูแลสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น
ส่วนยอดผู้เสียชีวิต กระทรวงสาธารณสุขรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้ 145 ราย แบ่งเป็น จ.นครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 110 ราย ตรัง 2 ราย สตูล 5 ราย ปัตตานี 6 ราย ยะลา 5 ราย และนราธิวาส 4 ราย
ทั้งนี้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินร่วมกันว่า กรณีจังหวัดสงขลาไม่ควรแยกเขตรายงานอีกต่อไป และให้รายงานยอดรวมทั้งหมดของจังหวัดเพื่อความถูกต้องและป้องกันความสับสน โดยตัวเลขที่แถลงในวันนี้ถูกต้องตามข้อมูลที่บูรณาการจากตำรวจ ฝ่ายนิติเวช และกระทรวงสาธารณสุขแล้ว
สถานการณ์ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเริ่มนำการบริหารจัดการเข้าสู่ “โหมดฟื้นฟู” ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยมีการลำเลียงเครื่องอุปโภค–บริโภคและสิ่งของจำเป็นผ่านทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกองทัพ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน อาทิ สายการบินแอร์เอเชีย และบริษัทขนส่งพัสดุต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการ “ยกเว้นค่าบริการสนามบิน” ให้แก่ผู้ประกอบการที่ร่วมภารกิจช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้ รัฐบาลได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำจำนวน 280 เครื่องลงพื้นที่ โดยเน้นพื้นที่ลุ่มต่ำใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศเพื่อวิเคราะห์จุดติดตั้งที่เหมาะสม นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้สำรวจความเสียหายของถนน พบว่าเส้นทางที่ยังไม่สามารถสัญจรได้จำนวน 60 เส้นทาง และเปิดให้สัญจรแล้ว 337 เส้นทางพร้อมเร่งซ่อมแซมในจุดที่เข้าสู่พื้นที่ได้ ส่วน บขส. เปิดเดินรถได้แล้ว 9 เส้นทาง ขณะที่รถไฟสามารถเปิดเดินรถได้ 12 จุด แต่ยังมี 27 จุดที่ต้องรอประเมินเพิ่มเติม
ด้านระบบสาธารณูปโภค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถจ่ายไฟฟ้าได้แล้วจำนวนมาก เหลือเพียงบางพื้นที่ที่ยังต้องรอความปลอดภัยก่อนเปิดระบบ โดยจากบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 700,000 ครัวเรือน ขณะนี้เหลือประมาณ 600,000 ครัวเรือน และคาดว่าจะกลับมาจ่ายไฟได้เกือบทั้งหมดภายใน 1–2 วันนี้ สำหรับน้ำประปาได้เริ่มติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำประปาเพิ่มเติม พร้อมส่งรถบรรทุกน้ำรวม 16 คันเข้าเสริมการผลิตในพื้นที่ประสบภัย
ด้านโทรคมนาคม กสทช. ได้ประสานโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยผู้ใช้ระบบเติมเงินจะได้รับการขยายวันใช้งานอัตโนมัติ 30 วัน ผู้ใช้รายเดือนขยายเวลาชำระค่าบริการ 1 เดือน และประชาชนทุกระบบในพื้นที่ประสบภัยจะได้รับสิทธิ “โทรฟรี 100 นาที + อินเทอร์เน็ตฟรี 10GB” ตั้งแต่วันนี้ เป็นเวลา 15 วัน
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะที่เริ่มสะสมหลังระดับน้ำลด โดยกรมการปกครองได้ส่งสมาชิก อส. ลงพื้นที่ทำความสะอาดแล้วหลายจุด พร้อมเสริมกำลังอาสาสมัครเพิ่มกว่า 2,000 คนในคืนนี้ เพื่อเดินหน้าการ “บิ๊กคลีนนิ่ง” ทันทีตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนกระแสข่าวเรื่องพายุโคโตะจะส่งผลกระทบต่อภาคอีสานนั้น กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า ไม่กระทบประเทศไทยและขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก
รัฐบาลได้ปรับการบริหารจัดการจาก “โหมดช่วยเหลือ” สู่ “โหมดฟื้นฟู” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง พร้อมเร่งฟื้นฟูเมืองและเยียวยาความเสียหายให้กลับสู่สภาพปกติในเวลาที่เร็วที่สุด และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนการทำงานของรัฐในภาวะวิกฤต พร้อมเปิดสายด่วน 1441 ให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ติดต่อประสานงานได้ตลอดเวลา