โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ใช่ความรัก แต่คือ ‘Limerence’ นี่เราคลั่งไคล้เขา หรือภาพของเขา ที่เรามโนเอาเองกันแน่?

The Momentum

อัพเดต 29 พ.ย. 2568 เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2568 เวลา 03.15 น. • THE MOMENTUM

เคยไหม ไม่นานหลังจากได้รู้จักใครสักคน คุณสังเกตว่า ตัวเองนึกถึงเขาบ่อยขึ้นทุกขณะ รู้ตัวอีกทีการมีเขาปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ชมสตอรี และการที่เขากดไลก์โพสต์ก็กลายเป็นพลังบวกประจำวัน คุณเศร้าเมื่อเขาหายไป ดีใจเมื่อเขาปรากฏตัว และแม้จะไม่ได้รู้จักเขาลึกซึ้งไปกว่าใคร คุณก็เชื่อสนิทใจว่า เมื่อไรที่อีกฝ่ายรู้ตัวว่าคุณเหมาะกับเขาแค่ไหน เขาจะต้องดีกับคุณมากแน่

คุณต้องการเขาและหวังยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดว่า ในไม่ช้าเขาจะต้องการคุณกลับ แม้จะกระดากอายที่ต้องยอมรับ แต่คุณก็วาดฝันแสนสุขถึงความสัมพันธ์ งานแต่งงาน ครอบครัว และอนาคตที่มีเขาอยู่ในนั้นนับครั้งไม่ถ้วน

หลายสิ่งที่เคยไร้ความหมายเริ่มค่อยๆ เริ่มหมายความถึงเขา คุณไม่ได้อยากคิดถึงเขาบ่อยนักหรอก แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่การจดจ่อกับอะไรสักอย่างโดยไม่คิดถึงเขากลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว

ชอบ ปลื้ม ถูกใจ คลั่งไคล้ โดนตก คุณพยายามตั้งชื่อให้กับความรู้สึกนี้ แต่ทุกคำล้วนฟังดูตื้นเขินเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของความรู้สึก

หรือว่านี่จะเป็นความรัก คุณอาจเคยถามตัวเอง

คำตอบคือไม่เสมอไป โดโรที เทนนอฟ (Dorothy Tennov) นักจิตวิทยาความสัมพันธ์ชาวอเมริกัน เรียกมันว่า ‘Limerence’ หมายถึงสภาวะที่ไม่สามารถห้ามตนเองไม่ให้หมกมุ่นและยึดติดกับคนคนหนึ่งในเชิงโรแมนติกได้ แม้จะไม่เห็นถึงความเป็นไปได้ชัดเจนว่า อีกฝ่ายอาจตอบรับความรู้สึก

Limerence คืออะไร

เนื่องจากเป็นคำใหม่ที่เทนนอฟคิดค้นขึ้นเองเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยแผลงมาจากคำว่า Amorance จึงหาคำแปลในภาษาไทยที่มีความหมายครอบคลุมได้ยาก สำนักข่าว PPTV และนิตยสาร PLOOKเคยใช้คำว่า อาการ ‘คลั่งรัก’ ในขณะที่สื่อออนไลน์becommon เขียนถึงหลายคำที่ฟังดูเข้าข่ายเช่นกัน เช่น อาการ ‘แพ้ทางใจ’ หรืออาการ ‘เห่อรัก’

ในระหว่างที่ผู้เขียนลองสำรวจคลังคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความรักโรแมนติกอยู่พักใหญ่ ก็เจอเข้ากับหนึ่งคำที่อยากเสนอคือ ภาวะ ‘ลุ่มหลง’ นอกจากพยัญชนะต้นจะพ้องเสียง L แล้ว ความหมายยังสื่อความถึงแง่มุมสำคัญของคำว่า Limerence อีกด้วย

ประการแรกคือการเผลอไผลไปกับความรู้สึกรุนแรงที่เกิดขึ้นชั่ววูบ ประการที่ 2 คือ ต้นเหตุแห่งความรู้สึกที่ดูเป็นภาพมายา เพราะ Limerence มักเกิดจากจินตภาพที่อาจไม่ยึดโยงกับสถานการณ์จริงเลยแม้แต่น้อยนั่นเอง

จากการติดตามชีวิตและสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการวิจัยกว่า 500 คน เทนนอฟตั้งข้อสังเกตว่า เรามักระบุปัจจัยเริ่มต้นที่จุดประกาย Limerence ให้แน่ชัดได้ยาก

อีกทั้งหลายครั้ง Limerence ยังเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความดึงดูดทางเพศเป็นหลัก แต่อย่างน้อยบุคคลเป้าหมาย (Limerent Object: LO) จะต้องเป็นคนที่คุณพอจะจินตนาการภาพออกว่า อีกฝ่ายจะก้าวเข้ามาสานสัมพันธ์กับตนเองได้อย่างไร

วงจรความลุ่มหลงนี้มักเริ่มต้นจากการที่เราสังเกตว่า ตนเองรู้สึกพึงใจใครสักคน จากนั้นเมื่อเรียนรู้แล้วว่า การคิดถึงคนคนนั้นทำให้รู้สึกดี เราก็จะค่อยๆ เสพติดการจินตนาการถึงอีกฝ่ายไปต่างๆ นานา ยิ่งหากเจ้าตัวปฏิสัมพันธ์กับเราแม้เพียงเล็กน้อย ความลิงโลดที่เกิดขึ้นจากการคิดหมกมุ่นว่า อีกฝ่ายมีใจให้ก็จะยิ่งทำให้เราคิดฝันไปไกลขึ้น ไกลขึ้นจากความเป็นจริง

เราอาจเริ่มย้อนคิด ทบทวน และวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น เพื่อหาหลักฐานมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป เพราะความไม่รู้แน่ชัด

เขามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ‘คงเพราะมีใจ’

เขารีพลายสตอรี ‘คงเพราะมีใจ’

เขายิ้มให้ ‘คงเพราะมีใจ’

ที่มา: ภาพยนตร์ (500)Days of Summer(2009)

รู้ตัวอีกทีระบบรางวัลในสมองก็ทำให้เราก็เสพติดโดปามีน ที่ได้เสพจากวังวนที่ว่านี้จนโงหัวไม่ขึ้น สัญญาณที่สำคัญและแตกต่างจากภาวะมีความรักทั่วไปคือ เราจะถูกความรู้สึกนี้ครอบงำได้ง่าย และทุกกระบวนการที่ว่ามานี้สามารถนี้เกิดขึ้นได้ โดยที่เราอาจแทบไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่าย

นาตาชา ดุ๊ก (Natacha Duke) นักจิตบำบัดชาวแคนาดากล่าวว่า “คนที่อยู่ในภาวะนี้อาจไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลยก็ได้ บางครั้งบุคคลเป้าหมายอาจไม่ใช่ ‘ไทป์’ ที่พวกเขาชอบเลย แต่มีบางสิ่งบางอย่างในตัวคนคนนั้นที่ดึงดูดพวกเขาเข้าไป และขณะเดียวกันก็ทริกเกอร์ความรู้สึกลึกๆ ในใจพวกเขาด้วย”

ถ้าเราเคยเป็นแบบนี้ ถือว่ามีความผิดปกติทางจิตไหม

ไม่เสียทีเดียว จริงอยู่ที่ภาวะ Limerence ที่รุนแรงอาจส่งผลต่อสุขภาพใจระยะยาวและการใช้ชีวิตบ้างไม่มากก็น้อย แต่ปัจจุบัน Limerence ไม่นับเป็นภาวะทางจิตที่สามารถนำใช้เป็นผลวินิจฉัยทางการแพทย์

ความรู้สึกลุ่มหลงนี้ไม่ได้ก่อเกิดเป็นความรักจริงๆ ตามมาเสียทุกครั้ง และหลายครั้งก็ไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แต่ใครๆ ก็ตกอยู่ในสภาวะนี้ได้ และอันที่จริง คนทั่วไปอาจจะรู้สึกแบบนี้บ่อยกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีท่อนฮุกที่เริ่มด้วย “ฝันถึงงานแต่งงานของเรา” ในเพลงเพ้อเจ้อของวง ALARM9 ที่เคยโด่งดังเมื่อสิบกว่าปีก่อน

และซัมเมอร์ นางเอกหนังเรื่อง (500)Days of Summer คงไม่กลายเป็นตัวร้ายในสายตาคนดูมากมายที่อินกับความรู้สึกของทอม

และ ทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ก็คงไม่มีโอกาสเขียนเพลง You Belong With Meระบายความรู้สึกอัดอั้นของการแอบรักพ่อหนุ่มที่ไม่รู้ตัวสักทีว่า นายน่ะควรมาคบกับฉันต่างหากล่ะ!

หลายคนกลับมาอ่านเนื้อเพลงนี้และตีความใหม่ว่า เป็นเพลงชาติของสาว Pick Me Girl ที่ชอบกดผู้หญิงคนอื่นให้ต่ำกว่า แต่ผู้เขียนมองว่านี่คือเพลงที่สะท้อนภาวะ Limerence ของคนหนุ่มสาวยามหมกมุ่นและยึดติดกับคนที่ (ในภาพจินตนาการว่าได้คบกันนั้น) ช่างดูเหมาะสมกับเราเหลือเกิน

ที่มา: MV เพลง You Belong With Me ของ Taylor Swift

ทั้งนี้แม้ Limerence จะไม่นับเป็นความป่วยไข้ทางใจ แต่ดุ๊กยังอธิบายเอาไว้อีกว่า บางครั้งนักบำบัดและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจเชื่อมโยงภาวะ Limerence กับคำอธิบายทางจิตวิทยาอื่นๆ เช่น ผู้ตกอยู่ในภาวะนี้อาจมีแผลใจ (Trauma) หรือมีรูปแบบพฤติกรรมการผูกสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment Styles) หรือกระทั่งเป็นคนมองเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-esteem) เป็นต้น

นอกจากนี้ กลไกที่คล้ายกันยังทำให้ Limerence ถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาวะเสพติดตลอดจนพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่มีส่วนอย่างมาก ในการเร่งปฏิกิริยาให้ผู้คนหลงเข้าไปติดหล่ม Limerence กันมากขึ้น พวกเขาสามารถเข้าถึงรูปถ่าย ความชอบ ประวัติ และเรื่องราวชีวิตของคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดาย จึงรู้สึกเชื่อมโยงและดึงดูดได้แม้กับคนที่เราไม่รู้จัก

อย่างไรก็ดี ทางลงที่ดีที่สุดของความลุ่มหลงก็คือ การตื่นมาเผชิญกับความจริง นิตยสาร Psychology Today ชี้ว่า ภาวะ Limerence มักทำให้เราตีความสัญญาณทางสังคมต่างๆ เกินจริง และยังทุ่มพลังงานทางอารมณ์ไปกับการย้ำคิดมากเกินพอดี จนบั่นทอนความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีสติในชีวิตจริง

ต่อให้สุดท้ายเราจะโชคดี ได้สมหวังกับคนคนนั้น แต่ภาพจำที่เรายึดติดในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์จะกลับมาแว้งกัดจนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายได้ เพราะสับสนระหว่างตัวตนจริงๆ ของเขากับความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของตัวเราเอง

แม้จะเสียดายความรู้สึกที่ช่างหวานซึ้ง ทุ่มเท และตื่นเต้นชวนให้เสพติดเพียงใด ความจริงคือเราไม่อาจหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ด้วยความไม่แน่นอน

ฉะนั้น หากวันนี้คุณกำลังรอคอยใครบางคนมาส่องสตอรีและเผลอใจเต้นไปกับทุกการเคลื่อนไหวของเขา จนสงสัยว่านี่ใช่ความรักหรือไม่ คำตอบคือ อาจยังไม่ใช่ แต่คุณทำให้มันกลายเป็นความรักได้ ด้วยการค่อยๆ ปล่อยวางภาพในหัวลงแล้วเปิดใจเรียนรู้ตัวตนจริงของเขา หรือไม่ก็หันกลับมารักตัวให้มากขึ้น เมื่อได้คำตอบแล้วว่า อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน

อ้างอิง

- Tennov, D. (1979). Love and Limerence: The Experience of Being in Love. Stein and Day.

- Dierks, A. (2023). Limerence: When fantasy and obsession overtake love.Retrieved November 25 2025, fromhttps://www.counselling-directory.org.uk/articles/limerence-when-fantasy-and-obsession-overtake-love

- Duke, N. (2025). Limerence: The Science of Obsessive Attraction.Cleveland Clinic. Retrieved November 25, 2025, from https://health.clevelandclinic.org/limerence

- Miller, O. (2025). Understanding limerence and obsessive love.Psychology Today. Retrieved November 25, 2025, fromhttps://www.psychologytoday.com/us/basics/limerence - ตนุภัทร โลหะพงศธร. (2021). เธอทำให้ฉันคลั่ง รู้จัก ‘Limerence’ อาการแพ้ทางใจที่อาจไม่ได้ลงเอยด้วยความรัก.becommon. Retrieved November 25, 2025, fromhttps://becommon.co/life/heart-love-and-limerence/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...