เขย่าดีลพักรบการค้าสหรัฐ-จีน “ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25%
"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษีประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25% เขย่าดีลพักรบการค้าสหรัฐ-จีน โดยเฉพาะในประเด็นการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีน
วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 09.56 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าการประกาศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการเก็บภาษีนำเข้าใหม่ต่อสินค้าจากประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน อาจสั่นคลอนข้อตกลงพักรบทางการค้าระยะเวลา 1 ปีระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก
ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ว่า “ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะต้องถูกเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับธุรกรรมทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐอเมริกา” พร้อมระบุว่าภาษีดังกล่าวจะมีผลทันที โดยไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตหรือวิธีการบังคับใช้
เวนดี คัตเลอร์ อดีตผู้เจรจาการค้าระดับสูงของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่ Asia Society Policy Institute กล่าวว่า คำขู่ของทรัมป์ตอกย้ำให้เห็นว่าข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนนั้นเปราะบางเพียงใด พร้อมเสริมว่า “แม้ทรัมป์จะไม่เดินหน้าบังคับใช้ภาษีดังกล่าวจริง ความเสียหายต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีและความเชื่อใจที่ทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างขึ้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว”
ทรัมป์และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน บรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าในการพบกันที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เปิดทางให้สหรัฐเข้าถึงแร่หายาก โดยจีนครองความเป็นผู้นำในการผลิตแร่ดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอาวุธทางทหาร และก่อนหน้านี้จีนเคยจำกัดการส่งออกแร่เหล่านี้ในช่วงข้อพิพาทการค้า
ข้อมูลจาก Bloomberg Economics ระบุว่าอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐต่อสินค้าจีนลดลงจาก 40.8% เหลือ 30.8% หลังการบรรลุข้อตกลงพักรบในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดีคำขู่เก็บภาษีรอบใหม่เสี่ยงบ่อนทำลายข้อตกลงดังกล่าว ในช่วงที่ทรัมป์กำลังพิจารณาเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายนนี้
เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาทำเนียบขาว เคยลดทอนความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะใช้ภาษีเพิ่มเติมกับจีนจากกรณีการซื้อน้ำมันรัสเซีย โดยกล่าวในขณะนั้นว่า“เรามีภาษีกับจีนมากกว่า 50% อยู่แล้ว เราไม่ต้องการไปถึงจุดที่ทำร้ายตัวเอง”
ขณะที่อิหร่านเป็นประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐมายาวนาน โดยทั้งสองประเทศยืนอยู่คนละฝั่งในความขัดแย้งตะวันออกกลาง ขณะที่สหรัฐสนับสนุนอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย จีนกลับใกล้ชิดกับอิหร่านมากขึ้น และกลายเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันเกือบ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน
ในเดือนกันยายน สี จิ้นผิง ได้พบกับประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ที่กรุงปักกิ่ง และให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน
แม้จีนจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 20565 แต่ข้อมูลจากผู้ให้บริการข้อมูลภายนอกและสัญญาณจากตลาดการค้าชี้ว่า การไหลของน้ำมันยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ เนื่องจากจีนได้สร้างห่วงโซ่อุปทานที่อยู่นอกการควบคุมของชาติตะวันตก รองรับการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
น้ำมันอิหร่านที่ขายในราคาส่วนลดสูงมีความสำคัญต่อโรงกลั่นเอกชนของจีน และเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยน้ำมันดิบดังกล่าวมักถูกเก็บไว้ในคลังนอกชายฝั่งเมื่อเดินทางถึงจีน ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์และติดตามการขนส่ง Kpler Ltd. ระบุว่า ณ ปลายเดือนธันวาคม ปริมาณน้ำมันดังกล่าวแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ที่มากกว่า 50 ล้านบาร์เรล
รัฐบาลทรัมป์ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่าน โดยขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับผู้ซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากอิหร่าน อย่างไรก็ตามในเดือนมิถุนายน ทรัมป์กลับส่งสัญญาณไฟเขียวให้จีนสามารถซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป ซึ่งสร้างความประหลาดใจทั้งในหมู่เทรดเดอร์น้ำมันและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของเขาเอง เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายนโยบายของสหรัฐในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ที่มุ่งตัดรายได้หลักของอิหร่านจากการส่งออกน้ำมัน
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า การนำเข้าสินค้าจากอิหร่านอย่างเป็นทางการของจีน ลดลงเกือบ 28% เมื่อเทียบรายปี ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เหลือ 2.86 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ วัสดุพลาสติกอย่างโพลีเอทิลีน แร่โลหะ เช่น แร่เหล็กและแร่สังกะสี รวมถึงสารเคมีอย่างแอลกอฮอล์อะไซคลิกที่ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมสีและน้ำยาทำความสะอาด
ด้านการส่งออกของจีนไปยังอิหร่านหดตัวเกือบ 23% ในช่วงเดียวกัน เหลือ 6.2 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าหลัก ได้แก่ คอมเพรสเซอร์เครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ และมอเตอร์–เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทั้งนี้การค้าระหว่างจีนกับอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.2% ของการค้าทั้งหมดของจีน
อ้างอิง : bloomberg.com