โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โบสถ์วัดโพธิ์รัชกาลที่ 1 ในบันทึกจอห์น ครอว์เฟิร์ด (จบ)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 04.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

โบสถ์วัดโพธิ์รัชกาลที่ 1

ในบันทึกจอห์น ครอว์เฟิร์ด (จบ)

แม้ภาพลายเส้นเจดีย์และโบสถ์ที่ปรากฏในหนังสือ Journal of an Embassy to the Courts of Siam and Cochin China ของ จอห์น ครอว์เฟิร์ด จะระบุคำอธิบายใต้ภาพแรกเพียงว่า A Prah chidi, or Sacred Spire และใต้ภาพที่สองแค่ว่า Siamese Temple โดยมิได้บอกสถานที่ว่าคือวัดใด

แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในสัปดาห์ก่อนถึงคุณภาพและความแม่นยำในการเก็บรายละเอียดของภาพพิมพ์ชุดนี้ ทำให้เราสามารถนำภาพไปเทียบเคียงกับสถานที่จริงได้ และจากการเทียบดูทำให้ผมมีสมมุติฐานว่า ทั้ง 2 ภาพน่าจะเป็นสถาปัตยกรรมของวัดโพธิ์

ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ภาพแรก คือภาพลายเส้น “เจดีย์ทรงเครื่อง” ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมพบว่าตรงกับพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่นี้ย่อมไม่พอต่อการระบุได้เนื่องจากเจดีย์รูปทรงนี้นิยมทำโดยทั่วไปในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่รายละเอียดที่ช่วยระบุว่าเป็นวัดโพธิ์ได้ชัดเจน คือ ในภาพมีการเขียนอาคารรูปทรงคล้ายพระระเบียงล้อมรอบองค์พระเจดีย์เอาไว้ 3 ด้านซึ่งตรงกับจารึกสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ระบุว่า

“…ตรงพระวิหารทิศตวันตกออกไปให้ขุดรากพระเจดีย์ใหญ่กว้างสิบวาลึกห้าศอก…แล้วก่อสืบต่อไปจนสำเรจ์ยกยอดสูงแปดสิบสองศอกกระทำพระระเบียงล้อมสามด้าน ผนังนั้นเขียนนิยายรามเกรียรติ์จึงถวายนามพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ…”

ส่วนภาพที่สอง คือภาพสำคัญที่เป็นประเด็นของบทความนี้ ในภาพปรากฏลายเส้นของโบสถ์หลังหนึ่ง ซึ่งจากภาพเห็นได้ชัดว่ามีแผนผังอาคารเป็นแบบมีเฉลียงทางด้านหน้า โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเสา

เสาทำเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง หัวเสาเป็นบัวจงกลย่อเหลี่ยมและมีคันทวยโดยรอบ โดยหลังคาเป็นทรงจั่ว คลุมด้วยปีกนกสองชั้นทางด้านหน้า

เครื่องบนประดับช่อฟ้า นาคสะดุ้ง ใบระกา หางหงส์ ส่วนลายหน้าบันทำเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซุ้มประตูทางเข้ามี 3 ประตู โดยซุ้มประตูกลางเป็นยอดทรงมณฑป ส่วนซุ้มด้านข้างทั้ง 2 ข้างเป็นซุ้มทรงบันแถลง

รายละเอียดของภาพยังแสดงให้เห็นซุ้มเสมารอบโบสถ์เป็นลักษณะซุ้มเจดีย์ 5 ยอด ถัดออกไปเป็นกำแพงแก้วที่กรุด้วยกระเบื้องปรุ

จากรายละเอียดดังกล่าว หากนำไปเทียบเคียงกับงานสถาปัตยกรรมไทยในยุคสมัยเดียวกันก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าอาคารหลังนี้ หากมองจากด้านยาว คงจะมีหลังคาจั่วซ้อน 3 ชั้น ชั้นละ 3 ตับหลังคา

ภาพนี้มีนักวิชาการบางท่านเสนอว่า เป็นภาพโบสถ์วัดพระแก้วสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งที่ยังมีลายหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ตามที่ได้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ “สังคีติยวงศ์” รวมถึงรายละเอียดซุ้มเสมาทรงเจดีย์ 5 ยอดที่สอดคล้องกับที่ปรากฏในวัดพระแก้ว

แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งว่า ภาพนี้ไม่น่าจะเป็นโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์วัดพระแก้วกับที่ปรากฏในภาพนี้ไม่ตรงกันหลายจุด

ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการซ้อนชั้นปีกนกหลังคาของวัดพระแก้วที่ซ้อน 3 ชั้น ขณะที่ในภาพซ้อนเพียง 2 ชั้น และซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์วัดพระแก้วที่ทำเป็นซุ้มยอดมณฑปทั้ง 3 ประตู ขณะที่ในภาพมีเพียงประตูกลางเท่านั้นที่เป็นยอดทรงมณฑป

ที่สำคัญ แผนผังโบสถ์วัดพระแก้วเป็นแบบมีเฉลียงรอบ ขณะที่ในภาพเป็นแบบมีเฉลียงหน้าหลัง อีกทั้งจำนวนเสาด้านหน้าโบสถ์วัดพระแก้วมี 6 ต้น ขณะที่ในภาพมีเพียง 4 ต้น รวมถึงผนังภายนอกโดยรอบโบสถ์วัดพระแก้วสมัยรัชกาลที่ 1 จะเขียนเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์

ขณะที่ในภาพผนังอาคารไม่ปรากฏว่ามีการเขียนลวดลายใดๆ

ส่วนประเด็นการสร้างซุ้มเสมาทรงเจดีย์ 5 ยอดนั้น แน่นอนว่าเป็นสิ่งพิเศษที่แสดงให้เห็นถึงสถานะของวัดว่าคงมีเพียงวัดหลวงที่สำคัญเท่านั้นที่จะทำได้

จากหลักฐานที่มีอยู่ การสร้างซุ้มแบบนี้ นอกจากวัดพระแก้วแล้ว ซุ้มเสมาวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตาราม) ซึ่งเป็นวัดสำคัญสมัยรัชกาลที่ 1 เช่นกัน ก็มีรูปแบบเดียวกัน

แต่กระนั้น ภาพนี้ก็ไม่น่าจะใช่วัดบางหว้าใหญ่เช่นกัน เพราะรูปแบบโบสถ์วัดบางหว้าใหญ่มีความแตกต่างจากภาพลายเส้นของครอว์เฟิร์ดหลายจุด

ดังนั้น โบสถ์ของวัดไหนเล่าที่จะมีสถานะสูงมากพอที่จะสร้างซุ้มเสมายอดเจดีย์ 5 ยอดได้ นอกจากวัดโพธิ์ที่สถาปนาขึ้นโดยรัชกาลที่ 1 และถูกยกย่องต่อมาให้เป็นเสมือนวัดประจำรัชกาล

ยิ่งไปกว่านั้น หากเราอ่านบันทึกของครอว์เฟิร์ดเมื่อมาเยี่ยมชมวัดโพธิ์ต่อไป จะเห็นว่ามีเนื้อความสอดคล้องกัน โดยในบันทึกแม้จะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ายอดซุ้มเสมามีจำนวน 5 ยอด แต่ก็ระบุเอาไว้ว่าซุ้มเสมาวัดโพธิ์มีลักษณะเป็นยอดแหลมแบบทรงเจดีย์ ที่อาจเทียบเคียงได้กับภาพดังกล่าว

นอกจากประเด็นนี้ รายละเอียดภาพส่วนอื่นยังสอดคล้องกับจารึกวัดโพธิ์รัชกาลที่ 1 ที่ระบุว่า ถัดออกไปจากซุ้มเสมามีการสร้างกำแพงแก้วกรุกระเบื้องปรุ ซึ่งก็ตรงกับที่ปรากฏในภาพของครอว์เฟิร์ด

สำคัญที่สุดคือ ภาพนี้ถูกตีพิมพ์ในบทที่ไปเที่ยวชมวัดโพธิ์โดยตรง แน่นอนว่า ในบทนี้ครอว์เฟิร์ดได้บันทึกการเยี่ยมชมสถานที่อื่นด้วยอีกหลายแห่งไม่ใช่แค่เพียงวัดโพธิ์ เช่น วัดสุทัศน์, โบสถ์พราหมณ์, วัดราชโอรส, วังพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้น

แต่หากเรานำสถานที่เหล่านั้นมาเทียบกับภาพนี้ ก็จะเห็นว่าไม่มีสถานที่ใดเลยที่จะมีลักษณะสอดคล้องกับภาพนี้มากไปกว่าวัดโพธิ์

เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ผมสรุปว่า ภาพลายเส้นนี้จะเป็นโบสถ์ของวัดใดไม่ได้เลย นอกเสียจากวัดโพธิ์

หากข้อเสนอนี้ถูกต้อง ภาพนี้จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่แสดงรูปร่างหน้าตาของโบสถ์วัดโพธิ์สมัยรัชกาลที่ 1

และหากนำภาพนี้ไปประกอบหลักฐานที่เหลืออยู่ตามที่อธิบายมาก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้เราสามารถสันนิษฐานหน้าตาของโบสถ์หลังนี้ได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ดังต่อไปนี้ (ดูรูปประกอบ)

โบสถ์คงมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบมีเฉลียงด้านหน้าและด้านหลัง ขนาดความกว้างประมาณ 12 เมตร ตามที่สำเนาจารึกการปฏิสังขรณ์สมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่าความกว้างของเสาร่วมในโบสถ์ปัจจุบันคือแนวผนังโบสถ์เดิม

โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเสา ซึ่งหากนำมากำหนดสัดส่วนตามทรวดทรงสถาปัตยกรรมไทย ก็อาจแบ่งระยะช่วงเสากลางได้กว้างประมาณ 5 เมตร ส่วนช่วงเสาด้านข้างทั้ง 2 ข้าง กว้างช่วงละประมาณ 3 เมตร

ส่วนความยาวของโบสถ์ คงประมาณ 25 เมตร ซึ่งคิดตามระยะที่น่าจะเป็นจากข้อความในสำเนาจารึกสมัยรัชกาลที่ 3 ประกอบกับสัดส่วนที่ควรจะเป็นตามรูปแบบงานสถาปัตยกรรมไทย

ดังนั้น รูปด้านยาวน่าจะแบ่งออกได้เป็น 7 ห้อง โดยแต่ละห้องกว้างประมาณ 3.5 เมตร ห้องบริเวณส่วนหัวและท้ายเป็นเฉลียงโล่ง ส่วน 5 ห้องตรงกลางคือส่วนภายในโบสถ์

เสาโบสถ์ทำเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง หัวเสาเป็นบัวจงกลย่อเหลี่ยมมีคันทวยรับโดยรอบ หลังคาเป็นหลังคาจั่วซ้อน 3 ชั้น ชั้นละ 3 ตับหลังคา ด้านหน้าและหลังคลุมด้วยปีกนกสองชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวสลับเหลือง

เครื่องบนเป็นแบบเครื่องลำยอง หน้าบันทำเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์มี 3 ประตูโดยซุ้มประตูกลางเป็นยอดทรงมณฑป ส่วนซุ้มประตูด้านข้างทั้ง 2 ข้างเป็นซุ้มทรงบันแถลง

โดยรอบโบสถ์ ห่างออกไปประมาณ 4 เมตร คือ ซุ้มเสมา (ระยะนี้ทราบได้จากสำเนาจารึกการปฏิสังขรณ์สมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่าแนวผนังโบสถ์ปัจจุบันคือแนวตำแหน่งซุ้มเสมาเดิม) ออกแบบเป็นซุ้มทรงเจดีย์ 5 ยอด

ถัดออกไปจากแนวซุ้มเสมาประมาณ 3 เมตร คือ แนวกำแพงแก้วกรุกระเบื้องปรุ (ระยะนี้ทราบได้จากสำเนาจารึกการปฏิสังขรณ์สมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่าแนวเสาเฉลียงโดยรอบโบสถ์ปัจจุบันคือแนวตำแหน่งกำแพงแก้วเดิม)

จากการสันนิษฐานข้างต้น ทำให้ผมพบว่า รูปแบบโบสถ์วัดโพธิ์สมัยรัชกาลที่ 1 มีความใกล้เคียงกับโบสถ์วัดเลียบ (วัดราชบุรณะ) หลังเดิม และโบสถ์วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอย่างมากทั้งรูปแบบแผนผังที่มีเฉลียงด้านหน้าและด้านหลัง รวมไปถึงรูปทรงหลังคาและการซ้อนชั้น

ในขณะที่รูปแบบสันนิษฐานนี้ไม่มีความคล้ายคลึงเลยกับโบสถ์วัดสระเกศที่มีแผนผังเป็นแบบมีเฉลียงรอบอาคาร ตามพระวินิจฉัยเดิมของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้รับการอ้างอิงและยอมรับมาโดยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...