ดุลยภาค ชวนจ้องชายแดนเมียนมา ส่อแววก่อตั้ง 'รัฐว้า'-จีนพลิกหนุนกองทัพ แนะไทยเล่นบท 'มิดเดิลพาวเวอร์'
‘ดุลยภาค’ ชวนจ้องชายแดนเมียนมา ส่อแววก่อตั้ง ‘รัฐว้า’ – จีนพลิกหนุนกองทัพ แนะไทยเล่นบท ‘มิดเดิลพาวเวอร์’
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลักสูตรอาณาบริเวณศึกษา สาขาวิชาเอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ร่วมกับสมาคมภูมิภาคศึกษา และกรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จัดโครงการเสวนา “ผ่าภูมิทัศน์การเมืองความมั่นคง บนแนวชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน”
บรรยากาศเวลา 14.00 น. ผศ.ดร.ภาสพงศ์ ศรีพิจารณ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มธ. กล่าวต้อนรับ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนา โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ พลโทณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวในหัวข้อ ‘การบริหารจัดการชายแดน ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน’, รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา กล่าวในหัวข้อ ‘สงครามกลางเมืองเมียนมา กับแนวทางแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนไทย’
และ อ.อดิศร เสมแย้ม ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ ‘โครงสร้างอำนาจในลาวและลุ่มน้ำโขง กับการจัดการความมั่นคงชายแดน’
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ถ้ากล่าวถึงโครงสร้างอำนาจในการเมืองเมียนมาหลังรัฐประหาร 2021 แบ่งเป็นระบบ 3 ก๊ก แต่ถ้าพูดถึงชนชาติพม่าแท้ มี 2 ก๊ก ทั้งนี้สิ่งที่ มิน อ่อง หล่าย น่าจะคาดหวังคือ ให้มีการเลือกตั้งก่อน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคของกองทัพ จับมือกับพรรคของกองกำลังชาติพันธุ์ โดยไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ไม่ลดบทบาททหาร แล้วค่อยพัฒนากระบวนการสันติภาพ จะออกแบบสหพันธรัฐอะไร ก็ว่าไป
“แต่กระแสข่าวล่าสุดเปลี่ยนไป สภากอบกู้รัฐฉาน ของ พล.อ.เจ้ายอดศึก เสนอว่า ควรจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อคุยเรื่องปรองดองก่อน แล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง ซึ่งผิดกับแผนของกองทัพ ก็น่าจับตามอง
ในแง่พันธมิตรยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ก็ทราบกันดีกว่า กองทัพรัสเซียให้การสนับสนุนกองทัพเมียนมา เห็นอาวุธของเมียนมาบางอย่างไปโผล่ในสมรภูมิรบยูเครน ใช้โดยกองทัพรัสเซีย นับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น รัสเซียไม่ได้กดดันมิน อ่อง หล่าย เท่าไหร่ และรัฐบาลทหารเมียนมา ก็ดูจะเข้าใจในรัสเซีย ไม่กดดันในเวทีทระหว่างประเทศเท่าไหร่ ซึ่งอีกประเทศที่น่าจับตาคือ เกาหลีเหนือ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมา มาหลายปี” รศ.ดร.ดุลยภาคชี้
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวต่อว่า ขณะที่ ‘ประเทศจีน’ ก่อนหน้านี้เราเทน้ำหนักไปว่า จีนให้ความสนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือกองกำลังชาติพันธุ์ เช่น พันธมิตรสามพี่น้อง ในการไล่ตี-เก็บกวาด ขับไล่ฐานทหารเมียนมา แต่มาวันนี้เปลี่ยนแบบพลิก กล่าวคือ ปักกิ่ง คุณหมิงให้น้ำหนักไปที่รัฐบาลทหารเมียนมามากขึ้น และลดระดับความสัมพันธ์กับกองกำลังชาติพันธุ์ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
“ผมคิดว่าการวิเคราะห์ มีอะไรอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนโยบายหักศอก 180 องศา ของทางปักกิ่ง ว่ามันคืออะไร ผมว่าหนึ่งมันอาจจะเป็น ความเชื่อของนักยุทธศาสตร์ หรือนักวางแผนของจีนที่ว่า
1. กองทัพเมียนมาใหญ่เกินกว่าที่จะล่มสลาย ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น การจะไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน จะชนะได้จริงหรือเปล่า
2.มีความเชื่อว่า รัฐบาล NUG หรือกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่ม เช่น คะฉิ่น มีความสัมพันธ์กับอเมริกา หรือตะวันตกมาก ถ้าไปช่วยให้ชนะ ก็ไม่มีหลักประกันว่าจีนจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ เพราะอาจจะโยกเข้าหาตะวันตกมากกว่า
สุดท้ายเป็นทฤษฎีใหม่ แต่ผมว่าน่าสนใจคือ 3.ทฤษฎีบอลข่านภิวัฒน์ คือเอาแหลมบอลข่าน ไปยุยูโกสลาเวีย แล้วบอกว่ามีสงครามกลางเมือง มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง แล้วเกิดการแตกกระจายเป็นรัฐอิสระ มีภาวะยุ่งเหยิง แล้วเมียนมาจะเป็นบอลข่าน ตัวถัดไปในทวีปเอเชียหรือเปล่า
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น มีประเทศเอกราชเกิดใหม่เยอะ ผลประโยชน์จีนที่ร้อยเรียงในเมียนมา อาจจะกระพร่องกระแพร่ง หรือมีมหาอำนาจอื่นเข้ามาแทรก สู้จีนไปเกื้อหนุนกองทัพเมียนมา ให้ยังเป็นจุดศูนย์รวมให้ประเทศนี้ไม่ล่มสลาย น่าจะดีกว่า ผมคิดว่าก๊ก SAC, ตัดมาดอว์ และบทบาทของจีน มีความหมายต่อการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพม่า นับจากนี้เป็นต้นไป” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวต่อว่า ส่วนอีกก๊ก (สีเหลือง) เป็นฝ่ายต่อต้าย หรือนิยมประชาธิปไตย คือรัฐบาล NUG แต่ก็แบ่งออกเป็นหลายขา เช่น ขานิติบัญญัติ คือ CRPH, มี NUCC เป็นหน่วยงานพิเศษที่รวมทุกฝ่ยมานั่งวางนโยบายร่วมกัน , ในกระทรวงกลาโหมเองก็มี กองกำลัง PDF ที่แยกย่อยในส่วนโลคอลคือ LDF ซึ่งกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับตะวันตกหรือสหรัฐฯ และน่าจับตาอย่างมากว่า ในอนาคตกลุ่มนี้จะพิชิตกองทัพทหารเมียนมาได้หรือไม่
“แผนการที่พอหยั่งรู้ได้คือ จะต้องสร้างเขตปลดปล่อย และตั้งศูนย์บริหารราชการแผ่นดิน แข่งกับ SAC ที่เนปิดอว์ ดังนั้น แนวโน้มที่มัณฑะเลย์จะแตก หรือ สะกาย จะถูกสถาปนาเป็นเขตปลอดปล่อย และมีบางเมืองขึ้นมาเป็นศูนย์อำนาจแข่งกับ SAC นั้น มันมีน้ำหนักพอสมควร แต่จะทำได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน”
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวต่อว่า ส่วนภาพที่ลงลึกระดับพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ตะเข็บขายแดนไทย-เมียนมา 2,401 กม.ทางบก ปัญหาสำคัญคือ เราจะใช้กรอบวิเคราะห์พื้นที่ชายแดน ให้เป็นระบบระเบียบอย่างไร ถ้าแบ่งหยาบๆ เราสามารถเอาจังหวัดภาคตะวันตกและเหนือของเรา ไปประกบกับเมียนมา ซึ่งแบ่งเป็น รัฐฉาน, กะยา, กะเหรี่ยง, มอญ และตะนาวศรี และลงมาถึงระดับหมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่ปกครอง
“ขณะเดียวกันกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ ก็มีกองกำลังควบคุมพื้นที่เหล่านี้อยู่ ผมว่าถ้าจะแบ่งให้ชินกับคนไทย คิดว่าบริเวณชายแดนเมียนมา จะมี 2 ส่วนที่สำคัญคือ 1.เทือกเขาแดนลาว และถนนธงชัย จ.เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน ลงมาถึงลุมน้ำเมย และอีกกลุ่มคือ 2. เทือกเขาตะนาวศรี ติดกับ จ.กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ เป็นกองกำลัง KNU กลุ่มต่างๆ รวมถึงมอญใหม่
แต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างออกไป เช่น เหนือ ติดกับรัฐว้า และรัฐฉาน มีกองกำลังว้าแดงอยู่ที่นั่น แต่ก็มีกองกำลังกอบกู้รัฐฉานของ พล.อ.เจ้ายอดศึก อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน ที่มีปัญหาเรื่องทิศทางน้ำไหล, หมอกควัน, ยาเสพติด และปัญหาความขัดแย้งบนดอย 32 ตร.กม. ขณะเดียวกันแถว ‘อ.แม่สะเรียง’ จ.แม่ฮ่องสอน ก็เป็นจุดเด่นที่ไทยได้เห็นแม่น้ำสาละวิน จะงอยปากนกแก้ว ที่เป็นแหลมลึกไปยังดินแดนเมียนมา
การที่ ‘แม่น้ำเมย’ ไหลขึ้นเหนือไปสบกับ ‘แม่น้ำสาละวิน’ ก็มีปัญหาเรื่องศูนย์พักพิงชั่วคราว แม้น้ำเมยเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล, การทำเขื่อน แนวกันตลิ่ง รวมถึงด่านเจดีย์ 3 องค์ มีปัญหากรรมสิทธิ์เขตแดน ที่มีการอ้างหลักฐานต่างกัน ซึ่งเราจะเห็นปัญหาพื้นฐาน บวกกับปัญหากลุ่มอำนาจ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนได้ลึกขึ้น เมื่อดูจากแผนภาพ ที่ตนทำขึ้น
“ในอาณาบริเวณชายแดน มีกองกำลังฯ ของทหาร และตำรวจ ขอบทั้งไทย และเมียนมา รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ ประดังประเดเรียงรายตลอดแนว จากเหนือ จรดใต้ ตั้งแต่เชียงรายถึง ระนอง คร่อมตามตะเข็บชายแดน
แต่ถ้าผ่าตรงกลางจริงๆ มันจะมีระบบวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้นอีก มีกองกำลังชาติพันธุ์ UWSA, RCSS, KNPP, KNU, NMSP, ABSDF ไล่ลงไปเป็นแถบยาวเลย อยู่ที่เราจะเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์
ระหว่างกลุ่มต่างๆ เหล่านี้กับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงชายแดนของทั้งสองประเทศ ให้เห็นภาพการเมืองได้อย่างไร เพื่อเข้าใจการเมืองชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มให้ลึกซึ้ง เพื่อที่จะเจาะเข้าไปสู่ผู้มีส่วนใดส่วนเสีย (Stakeholders) ที่สำคัญ เพื่อเข้าไปพูดคุย หรือแผ่อิทธิพลบางประการ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาให้กับไทย
จากนั้น รศ.ดร.ดุลยภาค ยกตัวอย่างด้วยว่า เวลาเราขยับภาพไปมองที่ ‘รัฐฉานใต้’ มหาอำนาจหลักจะเป็นกองทัพสหรัฐว้า หรือ ‘ว้าแดง’ ซึ่งก็จะมีการตั้งฐานทหารว้า และมีระบบมวลชนเพราะปกครอง ‘ระบอบคอมมิวนิสต์’ ได้รับอิทธิพลมาจากจีนแดง ซึ่งก็มีมวลชนหลายหมื่นคนไปออกันที่ จ.เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน แต่ข้างๆ กันก็ยังเป็นกลุ่มสภากอบกู้รัฐฉานของ พล.อ.เจ้ายอดศึก มันยันกำลังกันอยู่ แล้วใครจะมีอำนาจมากกว่ากันในอนาคต
ถ้า ‘ว้าแดง’ มีความสัมพันธ์กับจีนมากยิ่งขึ้น แล้ว RCSS อยู่โดดเดี่ยว ก็ถือว่าถูกบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ เสียเปรียบว้า แต่ถ้าหากเขาสามารถร่วมมือกับประเทศไทยได้ อำนาจก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้น่าสนใจ
“ขยับเข้ามาอีก ผมคิดว่าไม่น่าจะมีแค่ ‘การเมืองไทยใหญ่’ หรือ ‘การเมืองว้า’ ที่อยู่ติดกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคเหนือของเรา แต่มันยังมี ‘การเมืองปะโอ’ ด้วย ที่แบ่งเป็น ‘ปะโอแดง’ ‘ปะโอขาว’ ซึ่งน่าสนใจมาก ที่ปะโอขาวช่วยทหารพม่ารบ ส่วนปะโอแดงจับกลุ่มกับอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ของพม่า กองทัพไทยใหญ่เหนือไล่ตีทหารพม่า ซึ่งอยู่ใกล้ตะเข็บชายแดนของเรามาก ที่ จ.แม่ฮ่องสอน” รศ.ดร.ดุลยภาคเผย
จากนั้น รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวถึงอีกพื้นที่ คือ KNU ว่า หากเราจะทำความเข้าใจ ‘การเมืองกะเหรี่ยง’ พบว่าบางกองพล เช่น หมายเลข 6 และ 7 การสู้รบดูไม่ได้ต่อต้านกองทัพเมียงมาเต็มที่ แต่กองพลที่ 5 ของ พล.อ.บอจ่อแฮ ที่อยู่แถว จ.แม่ฮ่องสอน ดูต้องการต่อสู้กับทหารเมียนมาอย่างมาก ซึ่งก็มีอุดมการณ์เฉพาะทางของเขาอยู่เหมือนกัน
“ค่อนข้างซับซ้อนมากทีเดียว แต่ว่า ขุมอำนาจของกะเหรี่ยง ก็มีผลต่อประเทศไทย เพราะว่า สแกมเมอร์, จีนเทา กองกำลังของหม่องชิดตู่ ก็อยู่ในบริบทของการเมืองกะเหรี่ยง มี KNU แล้วยังมี DKBA อีก
ตอนนี้จีนเทาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ชเวโก๊กโก่ หรือ เคเคปาร์คอย่างเดียว แต่อาจจะเริ่มเคลื่อนตัวลงใต้เข้ามาแถว อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีบ่อนรองรับ เป็นฐานอำนาจของ DKBA ด้วยส่วนหนึ่ง และในอนาคตจะไปถึง เกาะสอง หรือไม่ คือพุ่งไปทางด้านใต้สุดเลย (ตรงข้าม จ.ระนอง)”
“แล้วประเทศไทยจะทำอย่างไรในการเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มบทบาทของไทยในการบริหารจัดการชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมคิดว่าแผนที่นี้จะช่วยสแกนให้เห็นภูมิทัศน์การเมืองความมั่นคงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเรามีภัยคุกคามและโอกาสความร่วมมือ อยู่ตรงไหนบ้าง
ในประเทศเมียนมาจะมี ‘แนววงโค้งพระจันทร์เสี้ยว’ ที่ตีตวัดจาก รัฐคะฉิ่น, ภาคสะกาย รัฐฉิ่น รัฐยะไข และติดพรมแดนบังกลาเทศและอินเดีย ณ อาณาบริเวณนี้แต่ก่อนเคยสงบเงียบ มาวันนี้กลายเป็นเขตปลดปล่อย เป็นแหล่งบ่มเพาะของกองกำลังปฏิวัติ เพื่อสู้กับกองกำลังเนปิดอว์ ส่งฤทธานุภาพมากขึ้นเรื่อยๆ” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
รศ.ดร.ดุลยภาคระบุว่า ในฟากที่ติดกับประเทศไทย มีรัฐกะยา กับรัฐกะเหรี่ยง ซึ่ง PDF เข้าไปอยู่ในนี้เยอะ และมีแนวโน้มที่จถสถาปนาเขตปลดปล่อยในบางพื้นที่ด้วย แล้ว KNU สมัยก่อนก็มีความฝันที่จะตั้งรัฐกอทูเล ซึ่งเป็นรัฐชาติที่พันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ ในปัจจุบันและอนาคตแนวคิดนี้จะดำรงอยู่หรือไม่ หรือมีการพัฒนาไปอย่างไร
แต่สิ่งที่หวือหวาที่สุดคือ ‘การเติบโตของรัฐว้า‘ ซึ่งกองทัพสหรัฐว้า ‘ประกาศจะตั้งรัฐว้า’ ไม่ได้แยกออกจากสหภาพเมียนมา แต่มีแนวทางการจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งองค์ประกอบของความเป็นรัฐสมัยใหม่ จะต้องมีเขตแดนที่แน่นอนด้วย เพราะฉะนั้นเขตแดนของ ‘ว้าใต้’ ที่อยู่ติดกับชายแดนของไทย มีการขยับเขยื้อน คงที่ หรืออย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
เมื่อมากวาดดูที่ปีกด้านขวา มีสนามบินเชียงขวาง ที่สร้างโดยกองทัพรัสเซียอยู่ที่ สปป.ลาว หมายความว่ากองทัพรัสเซียสามารถมอนิเตอร์ ความมั่นคงในลุ่มน้ำโขง หรือเอเชียอาคเนย์ตอนบนได้ ‘หมีขาว’ ไม่ได้หายไปในระบบการเมือง ของอุษาคเนย์พื้นทวีป แต่เขาอยู่ที่ลาว และมีความสัมพันธ์กับเวียดนามและกองทัพเมียนมาด้วย
“จังหวัดชายโขงของเรา เชื่อมโยงกับ EEC สีหนุวิลล์ โครงการดาราสาคร หรือโครงการขุดคลองฟูนันเตโช ของรัฐบาลพนมเปญ มันจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อ่าวไทย บทบาทจีนจะเพิ่มแค่ไหน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
“สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าถ้าเราตั้งรับอยู่ในพื้นที่แขวนทองอย่างเดียว ก็สามารถจะแก้ปัญหาได้ แต่ว่าถ้าจะให้มีปริมณฑลแห่งอำนาจที่กว้างไกลขึ้น แล้วเราเป็นทั้งแกนกลาง connector หรือเป็นรัฐที่ทรงอำนาจขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้อง ‘ประกาศเขตอิทธิพลเป็นแนววงกลม’ ที่มันไปครอบทับปัญหาต่างๆ ที่อยู่นอกบ้าน แล้วให้เรา identify ว่านี่คือเขตประกันความเสี่ยงของเรา แล้วก็เข้าไปเล่นบทบาททูต-การพัฒนา หรือไปยับยั้งความขัดแย้งล่วงหน้า มากกว่าที่จะตั้งรับอยู่ในพื้นที่ชายแดนอย่างเดียว
พูดเป็นสมการง่ายๆ คือขอให้มี 1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง และเขตอิทธิพลอีกสักหน่อย ผมว่าประเทศไทยจะเรืองอำนาจ ดาวจรัสแสงมากขึ้น
โดยขวานทองคือ อาณาเขตทางบกทั้งหมดของประเทศไทย, 2 ถุงทอง คืออ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะเดียวกันก็แผ่กระจายไปยังพื้นที่เพื่อนบ้าน ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้
“ผมเสนออย่างนี้ เพราะผมอยากให้ประเทศไทยเป็น middle power เป็นรัฐที่เป็นมัธยอำนาจ มีอำนาจและบทบาทมากขึ้น ซึ่งอินโดนีเซียทำสำเร็จ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เขาประกาศแผนวิสัยทัศน์ GMF (Global Maritime Fulcrum) ให้อินโดนีเซียเป็นใจสมุทรโลก เพราะเชื่อมทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค และเป็นเซ็นเตอร์ของอินโดแปซิฟิค
“ประเทศไทยเราล่ะ เราเชื่อมทั้ง อินโดแปซิฟิค, BRI (โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) ของจีน เขตมวลเขาถนนธงชัย, ตะนาวศรี เรามีหมดเลย สิ่งนี้ต่างหากคือคุณค่าของประเทศไทย ผมไปได้แผนที่นี้มาจากประเทศจีน ที่ผมช่วยงานอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ 20 ปีที่แล้ว เป็นแผนที่ จากคุณหมิง ไปชายแดนจีน แผนที่แบบนี้มีเรียงราย เลยถ่ายเก็บเอาไว้
นี่คือกลยุทธ์ 3 วงแหวนของจีนคือให้ ด่านหวั่นติน กับ ด่านการค้าหมู่เจ้-รุ่ยลี่ ที่อยู่ชายแดนเมียนมา แกนกลางหลักที่รับพลังจาก 3 วงแหวนเข้ามาประกบกัน จากจุดนั้นอำนาจของจีนจะโบกไสวไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็รับสินค้า-บริการ พลังการตลาด เข้าไปด้วย
ทำไมจีนถึงคิดได้แบบนี้ แล้วทำไมไทยขอแค่มีวงแหวนปริมณฑลอำนาจ แบบประมาณนี้หน่อยจะมีไม่ได้เหรอ ซึ่งผมคิดว่าควร” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดุลยภาค ชวนจ้องชายแดนเมียนมา ส่อแววก่อตั้ง ‘รัฐว้า’-จีนพลิกหนุนกองทัพ แนะไทยเล่นบท ‘มิดเดิลพาวเวอร์’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th