มัดหมี่ - พิมดาว พานิชสมัย กับบทบาทใหม่ของการทำงาน Art Film ที่เล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ผ่านความงามของซาวด์และศิลปะการเคลื่อนไหว
หากจะนับรวมขวบปีที่ ‘มัดหมี่ - พิมดาว พานิชสมัย’ ทำงานในวงการบันเทิงมาทั้งหมด คงเป็นเวลาประมาณ 17 ปีได้ แต่ทว่าบทบาทของเธอไม่เคยหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมเลยตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามา เริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิงด้วยความแน่วแน่ว่า ‘ฉันอยากจะเป็นนักร้อง!’ นั่นก็ทำให้เธอแจ้งเกิดเป็นนักร้องวัยรุ่นค่ายใหญ่ของประเทศได้สำเร็จ จากนั้นก็ตั้งใจว่า ‘ฉันจะไปออดิชั่นละครเวที!’ และนั่นก็ทำให้เธอได้รับบทนำในละครเวทีเรื่องสี่แผ่นดินจริงๆ จนได้ ตามมาด้วยบทบาทมากมายในหนัง ซีรีส์ และละครอีกหลายเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งนักแสดงอย่างเธอรู้สึกว่า ‘ฉันอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดูบ้าง’ และจุดนั้นเองที่พาเธอไปเรียนรู้งานเบื้องหลัง การกำกับ รวมถึงศาสตร์การแสดงแบบ Theater ที่ใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย กับการตีความที่อาศัย Artistic อย่างลึกซึ้งมากขึ้น จนเธอเริ่มหลงรักมันทีละนิด และตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นคนกำกับ พัฒนางานแต่ละชิ้นมาเรื่อยๆ จนเกิดผลงาน Art Film ของเธอเองออกไปคว้างรางวัลในหลายเวทีระดับโลกมาเรียบร้อย
งาน Art Film นี่เองที่นอกจากจะทำให้เธอค้นพบความสนใจในเรื่องราวของความเป็น ‘มนุษย์’ และจิตใจอันซับซ้อนของมนุษย์แล้ว เธอยังหวังว่าเรื่องรางที่เธอหยิบมาเล่าจะสามารถส่งแมสเสจ และสร้างแรงกระเพื่อมในประเด็นต่างๆ ให้กับสังคมได้
จนถึงวันนี้ ไม่เกินจริงเลยหากจะบอกว่า ผู้หญิงชื่อ ‘พิมดาว’ ไม่ว่าตั้งใจจะทำอะไร เธอคือดาวที่สามารถมี ‘แสง’ และเปล่งประกายในตัวเองได้เสมอ
Q : ระหว่างการทำงานเป็นนักแสดงเบื้องหน้า กับการทำงานเบื้องหลัง Core Idea ของมันคล้ายกันไหม หรือมีความแตกต่างกันอย่างไร
A : จากเบื้องหน้าที่เราป็นนักแสดง เราก็จะทำหน้าที่ของตัวละครนั้นให้ดีที่สุด พอเป็นงานเบื้องหลัง มันเหมือนเราเป็น Conductor เพราะต้องดูทุกอย่าง ทั้งตัวละคร ไดเร็กชั่นของภาพ ทั้งซาวนด์ บทพูด ครอบคลุมหมดเลย แต่ด้วยงานกำกับที่มัดหมี่ทำเป็น Art Film ส่วนใหญ่มักไม่ได้มีบทพูดเยอะ จะเน้นมูฟเมนต์ของตัวละครและการใช้ซาวนด์มากกว่าค่ะ
จริงๆ มูฟเมนต์ก็เป็นศาสตร์การแสดงเหมือนกัน เป็นการขยับเขยื้อนร่างกาย แต่ต้องขยับที่ภายใน รู้สึกจากข้างในด้วย เมื่อก่อนมัดหมี่เป็นคนที่ Hyperactive มาก ทำอะไรเร็ว คิดเร็ว พูดเร็ว ปัจจุบันก็ยังเร็วอยู่ แต่เบาลงบ้างแล้ว เลยชาเลนจ์ตัวเองด้วยการไปเรียน Contemporary Dance เพราะอยากให้ตัวเองมูฟช้าลง ก่อนหน้านี้ เคยเต้นฮิปฮอป กับซุมบ้า ชอบอะไรที่จังหวะเร่งๆ สนุกๆ เหมือนมันถูกจริตเรา พอไปเรียนเต้นคอนเทมฯ ทุกอย่างช้าไปหมด แต่ละท่าที่สื่อสารออกมามีความหมายหมด
และสิ่งที่คล้ายกันอาจเป็นการแอคติ้ง ซึ่งยังเป็นศาสตร์ที่ใช้พลังเยอะ ทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ความจริงใจมากกับตัวละคร มันคือการที่เราเป็นตัวละครหนึ่ง ถ่ายทอดความดีเลวของตัวละครนั้น ซึ่งมัดหมี่ว่าในฐานะนักแสดงเราควรให้ความเคารพกับจิตวิญญานของตัวละครที่เราได้เล่น
Q : เป็นศาสตร์เดียวกับละครเวทีที่เคยเล่นไหม
A : สิ่งที่คล้ายกัน คือมีความเธียร์เตอร์ ทั้งการจัดไลท์ติ้ง การมูฟต่างๆ เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีบทพูดเยอะ Art Film เรื่องแรกของมัดหมี่ที่ชื่อ ‘Starlight’ ก็เป็นการใช้ซาวนด์ที่ไม่มีบทพูด ซึ่งก็คือเสียงเราที่ใส่เข้าไปเล่าเรื่อง แล้วก็เต้นคลอๆ ไป เป็นการชาเลนจ์มากสำหรับมัดหมี่ เพราะมัดหมี่ไม่เคยเรียนเต้นคอนเทมฯ มาก่อน แล้วรู้สึกว่างานแรกของเรา เราอยากทำอะไรที่มีความปราณีต มีความช้าๆ บ้าง
Q : ไอเดียของงาน Art Film เรื่อง Stalight ที่คุณบอกว่าเป็นเรื่องราวของความรักและการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และเป็นเรื่องราวที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณ มีที่ไอเดียเริ่มต้นมาจากตรงไหน
A : ‘Star’ คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการออกเดินทางตามหาคนรัก แต่สุดท้ายแล้วค้นพบว่าความรักที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเขาเอง มันมาจากที่ตั้งแต่เด็กจนโต จนได้มาเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวง พันธุ์เทวนพ เทวกุล) หม่อมน้อยมักจะสอนอยู่ 2 อย่างคือ เรื่องปรัชญาชีวิต และปรัชญาการแสดง เพราะฉะนั้นมัดหมี่จะได้ปรัชญาชีวิตค่อนข้างเยอะ บวกกับเราเองมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่เด็ก เลยค่อนข้างรู้สึก Relate กับเรื่องมนุษย์และจิตใจมนุษย์ ตอนแรกเราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจตัวเองแล้ว แต่จริงๆ ไม่เลย เรามีอะไรซับซ้อนในตัวเองมาก เรื่องราวที่เล่าเลย Relate กับความเป็นมนุษย์ การรักตัวเอง ที่ผลงานชื่อ Stalight เพราะเราชื่อ ‘พิมดาว’ เลยทั้งชอบอะไรที่เกี่ยวกับดาวด้วย และรู้สึกว่าดาวมีความเปล่งประกายในตัวเอง เหมือนมนุษย์ทุกคนที่มีคุณค่าในตัวเอง แต่เราหลงลืมไปชั่วขณะ หรือหลงลืมไปเพราะสิ่งแวดล้อม หรือผู้คนที่ทับถมเรา ไม่เราก็ถูกกลืนกินไปโดยสังคม งานชิ้นนี้เลยเหมือนเป็นตัวแทนของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามตามหาความรักจากสิ่งภายนอก จนลืมไปว่าความรักที่แท้ อาจมาจากข้างในตัวเขาเอง
เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ความรักเมื่อสักประมาณ 10 ปีก่อนของมัดหมี่เองที่ทุ่มเทมาก คิดว่าความรักครั้งนั้นเป็นความรักที่ดีมากๆ สนุกเหมือนรถไฟเหาะ แต่ท้ายที่สุด เราพบว่าทำไมมันไม่สนุกแล้ว เพราะเราให้เขาไปหมดเลย และลืม ‘ให้’ ตัวเอง เราเพิ่งมานึกได้ว่า เราสูญเสียความเป็นตัวเองไปหมด เมื่อความรักไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ก็กลับมาดูแลใจตัวเองดีกว่า เลยเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจให้กับเรื่อง Stalight ที่มัดหมี่ทั้งเขียนบทเอง และยังได้ ‘วิน นิมมานวรวุฒิ’ เพื่อนรักของมัดหมี่ซึ่งเก่งเรื่องบทกวีมาช่วยเกลาภาษาด้วย
Q : มองว่าการมี Self Love สำคัญอย่างไร
A : สำคัญมากค่ะ มัดหมี่ในวัย 35 เป็นปีแรกที่ได้เมกชัวร์กับตัวเองจริงๆ ว่าเราไม่ได้เป็นพวก People Pleaser ขนาดนั้น Self Love คือการที่เราตระหนักว่าเราก็รักตัวเองเป็น เพราะที่ผ่านมาใจดีกับคนอื่นมาก จนลืมใจดีกับตัวเอง ขี้เกรงใจ อะไรก็ได้ ส่วนหนึ่งเพราะเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก จึงถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าไม่เป็นไร แต่พอตอนนี้ มัดหมี่เริ่มสนใจเรื่อง Self-Healing และเป็นปีที่ได้เรียนรู้อะไรจากตัวเองเยอะขึ้น ตกตะกอนเยอะขึ้นว่าที่ฉันเคยเจ็บปวดเรื่องนี้ มันมาจากตรงไหน ทำให้ได้เรียนรู้ และเริ่มมีขอบเขตกับตัวเอง กับคนอื่นๆ มากขึ้น เพิ่งรู้ด้วยว่าที่ผ่านมาที่เป็นทุกข์ บางทีเกิดจาก Internal Conflict ที่ความคิดกับจิตใจไม่ไปด้วยกัน หลังๆ เลยเริ่มใจดีกับตัวเอง คุยกับตัวเองมากขึ้น ทำ Energy Cleansing ทุกวัน และทำอีกหลายกระบวนการที่จริงจังกับภายในของตัวเอง เป็นปีที่อารมณ์ความรู้สึกซึ่งเคยตกค้าง มาเคาะประตูหัวใจว่า ‘มัดหมี่ ปีนี้ต้องดูจริงๆ แล้วนะว่าอะไรคือความทุกข์ที่เป็นอยู่’
Q : ใช้เวลานานไหมกว่าจะตะกอนจนเกิดเป็น Awareness กับตัวเองแบบนี้ได้
A : นานค่ะ แต่บางเรื่องรู้มาตลอดนะ แค่เราไม่เอาออกมาดู เราเป็นนักสะสมอารมณ์ ยิ่งทำงานด้านนี้ด้วย บางครั้งคาแรกเตอร์หรือละครที่ได้เล่นตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา 90% เป็นตัวละครที่ถูกกระทำหมดเลย ไม่เราตายเองก็ลูกตาย ไม่ก็สามีตาย เป็นแบบนี้มาตลอด ล่าสุดก็รับบทตัวละครที่โดนข่มขืนและฆ่าตัวตายอีก ปีที่แล้วเลยเป็นปีที่มัดหมี่เข้าโรงพยาบาลเยอะมาก ส่วนหนึ่งพบว่ามันเกิดจากความเครียดของคาแรกเตอร์ที่เราเล่น ที่เราคิดว่าทิ้งไปแล้ว แต่มันตกค้างตามร่างกายเราโดยที่ไม่รู้ตัว
Q : แล้วการทำงาน Art Film ที่เราได้มีส่วนร่วม ได้คอนโทรล และมี Passion กับกระบวนการทั้งหมด ช่วยระบายสิ่งเหล่านั้นออกมาได้ไหม
A : ช่วยนะคะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานที่เรารัก รู้สึกว่ามันเป็นงานที่มีคุณค่ากับเราเอง และส่งต่อออกไปถึงคนอื่นได้ด้วย
Q : มาถึงงานเรื่อง ‘มายา’ ที่พูดถึงแสงสี ภาพมายา และการไหลไปตามกระแส คุณในฐานะนักแสดงที่อยู่ในวงการบันเทิงซึ่งต้องพบเจอสิ่งเหล่านั้นมาตลอด อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอยากตั้งคำถามกับมัน
A : ผลงานเรื่อง ‘มายา’ เป็นเรื่องที่อยากจะเล่าถึงการหลงในแสงสี ในกิเลส หรือสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา จนเราลืมตัวตนแท้จริงของตัวเองไป แล้วมา Realize ได้ว่า เอ้า! มันคือแสงสีหรอ เป็นการเล่าผ่าน Symbolic พวกเสื้อผ้าหรือเเฟชั่นที่เหมือนเราหยิบแสงสีเหล่านั้นมาสวมใส่จนกระทั่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา พอเราถอดมันออก ก็แค่นั้น สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไร เป็นแค่ความว่างเปล่า
งานของมัดหมี่ทั้ง 3 เรื่อง เป็น Experimental ที่ทดลองทั้งหมดเลย ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง ทั้งผู้กำกับ นักแสดง และบท ซึ่งงานเรื่อง ‘มายา’ ยังได้รางวัลที่ต่างประเทศถึง 6 รางวัล และนักแสดงอย่างพี่ ‘เดวิด บีแกนเดอร์’ ที่ไม่เคยเรียนเต้น ไม่เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ก็ได้รับรางวัล Best Short Dance จาก Vesuvius International Film Fest 28th Edition ประเทศอิตาลีด้วย
Q : มาถึงเรื่องราวของงานชิ้น ‘Fear’ ทำไมเรื่องความกลัวจึงเป็นสิ่งที่คุณสนใจอยากพูดถึง
A : ‘Fear’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความกลัว เรามีความกลัวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร มองมันเป็นเพื่อนได้ไหม แล้วความกลัวเป็นอะไรที่สากลมากของมนุษย์ เราไม่ได้บอกว่าเรากลัวอะไร แล้วแต่คนดูจะตีความจากประสบการณ์ บางคนอาจกลัวความมืด กลัวที่แคบ กลัวคนไม่รัก กลัวการสูญเสีย เป็นไปได้หมด ในเรื่อง Fear คือคนที่อยากหาที่พึ่งจากความกลัว จนไปเจอสิ่งที่คิดว่าน่าจะพึ่งได้ แต่กลับเป็นเงาของเขาเอง เหมือนกระจกสะท้อนความกลัวของเขา คือสิ่งที่สร้างขึ้นมา เป็น Dark Side Shadow ของเขาเอง ซึ่งตั้งคำถามกับเราว่า สุดท้ายเราต้องยอมรับด้านที่เป็นความกลัวของเราด้วยหรือเปล่า
Q : สำหรับ Are you ok? ผลงานเรื่องล่าสุดของคุณ เพราะอะไรถึงเลือกหยิบยกประเด็นของเด็กๆ ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมมาพูดถึง
A : เป็นความโชคดีที่ปีนี้ มัดหมี่มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในศิลปิน Bangkok Art Biennale ซึ่งปีนี้มีคอนเซปต์คือ ‘รักษา กายา’ (Nurture Gaia) หรือการรักษากายใจ งานชิ้นนี้มีความเป็น Theater และ Art Film เหมือนเดิม โดยได้อินสไปร์ในการทำงานกับน้องๆ ดาวน์ซินโดรม จากที่มัดหมี่เคยมีโอกาสไปเวิร์กช็อปกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย แล้วได้เห็นความใสแบบไม่มีฟิลเตอร์ เลยได้ไอเดียว่าอยากเอาเด็กกลุ่มนี้มาทำงานด้วย และทางสมาคมเองก็อยากให้น้องๆ เหล่านี้ได้โชว์ความสามารถด้วย งานชิ้นนี้ตั้งชื่อว่า Are you ok? เกิดจากคอนเซปต์ว่าบางทีเรามองว่าเขาไม่โอเค แต่แท้จริงแล้ว เราล่ะโอเคหรือเปล่า ที่ไปตัดสินเขาแบบนั้น ซึ่งในงานชุด Are you ok? ก็จะแบ่งเป็นปลีกย่อยวีดิโอ มา 3 เรื่องอีก เรื่องเเรกเล่าถึงความรักของแม่ชื่อ Closer to you ที่ไม่ว่ายังไงก็จะยังมีอยู่เสมอ ส่วนเรื่องที่ 2 ชื่อว่า Why can’t we be just friends? เล่าเรื่องความรักไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว ผ่านน้องที่เป็นดาวน์ซินโดรม 2 คนที่เคยเป็นแฟนกันมาก่อน และเลิกกันไป แต่น้องผู้ชายยังมีความรักให้น้องผู้หญิงเสมอในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และชิ้นสุดท้ายเป็นเรื่อง Self Love ชื่อว่า Imperfect, I’m perfect ซึ่ง Imperfect คือการที่คนมองว่าเขาไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่สำหรับตัวเขาเอง เขาเพอร์เฟ็กต์มาก และเขาแฮปปี้ในมุมของเขา
Q : คุณมองว่าสถานการณ์ของผู้มีภาวะ Neurodivergent โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม เวลานี้ในบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง
A : มัดหมี่ว่าสำคัญมาก เราอยากให้สังคมหันมาให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น เพราะผู้ที่มีภาวะ Neurodivergent มีอยู่เยอะมาก แค่คนอาจมองข้ามหรือไม่ค่อยสนใจ ไม่ใช่แค่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรมอย่างเดียว แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ และเรานั่นแหละที่บางครั้งไปสร้างกรอบให้สิ่งเหล่านี้มันแปลก ไปให้คำนิยามว่ามันไม่ปกติ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นปกติ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติของมัน อย่างน้องๆ ดาวน์ซินโดรมเขาเกิดมาแบบนี้ ก็เป็นธรรมชาติของเขา ยิ่งเราไปบอกว่าเขาไม่โอเค ไม่ปกติ มันจะยิ่งไปกันใหญ่ ก่อนอื่นต้องมองว่ามันปกติก่อน
Q : รู้สึกว่างานของคุณมีความเป็นสากลอยู่ในตัว เหมือนคิดมาเผื่อสำหรับคนดูในทุกคัลเจอร์ งานของคุณสามารถไปพูดถึงที่ไหนก็ได้ในโลก
A : ถูกต้องเลยค่ะ เราต้องการทำให้เป็นสากล เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์และจิตใจมนุษย์ อย่างงานชิ้น Fear ที่ได้มาถึง 22 รางวัล มีโอกาสได้ไป Hongkong Film Art และ Thai Night in Cannes ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้ด้วย ดีใจที่สิ่งที่เราทำ มันมาถึงจุดนี้ และทำให้เราต่อยอดไปอีก
Q : ผลงานทั้ง 3 เรื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร ทั้งในตัวงาน และการ Impact ต่อสังคม
A : สิ่งที่ทำให้มัดหมี่สนใจเรื่องของสังคม เพราะตอนเป็นนักแสดงไม่ได้ทำสิ่งนี้เต็มที่ เราก็แค่ Represent คาแรกเตอร์ของเราไปว่าตัวละครนี้อย่างเล่าเรื่องอะไร แต่ตอนนี้อินมากกับบทบาทผู้กำ และการทำงาน Art Film เพราะได้ถ่ายทอดประเด็นเเหล่านี้ออกไป มันเกินคาดมาก เราอาจเคยตีกรอบว่านตัวเองเป็นได้แค่นักร้อง หรือนักแสดง แต่ความจริงเราเป็นได้มากกว่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำอะไรแล้วมันสร้างคุณค่าให้กับมนุษย์ หรือสังคมได้ มัดหมี่บอกตัวเองว่า ‘เห้ย! ก็ทำต่อดิ’ เพราะสุดท้ายแล้วงานของมัดหมี่เชื่อมโยงกันหมดเลย ที่จะพูดถึงเรื่อง ‘ความรักในตัวเอง’ งานของมัดหมี่เป็นอะไรที่ได้ Express ความเป็นตัวเอง มีความสนุกอีกแบบหนึ่ง ได้ทดลอง และมันมีความ Imperfect
Q : คุณมองว่าวงการศิลปะการแสดงในบ้านเราตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ Art Scene ในต่างประเทศที่ผลงานของคุณมีโอกาสได้เดินทางไป มีอะไรที่บ้านเรายังต้องการการผลักดันอีกบ้างหรือไม่ อย่างไร
A : มัดหมี่ว่าโอกาส มันเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่แค่มัดหมี่คนเดียว ตอนนี้คนที่มีพรสววรค์ในยุคนี้ เยอะแบบเยอะมากๆ จริงๆ แต่เค้าขาดแค่โอกาส เราเลยรู้สึกว่า ถ้าคนไทยได้โอกาสเพิ่ม ไปได้ถึงสากลแน่นอน แล้วงานคนไทยหลังๆ ไปสากลเยอะมากนะ รู้สึกภูมิใจ
ผลงาน Art Film ชุด Are you ok? โดย พิมดาว พานิชสมัย
จะจัดแสดงที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ตั้งแต่วันนี้ - 25 ก.พ. 2025
#AreyouokExhibition
#mutmeedirectingjourney
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- มัดหมี่ - พิมดาว พานิชสมัย กับบทบาทใหม่ของการทำงาน Art Film ที่เล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ผ่านความงามของซาวด์และศิลปะการเคลื่อนไหว
- Imago โดย หฤษฎ์ ศรีขาว นิทรรศการที่ศิลปะไม่ใช่เพียงการเยียวยา แต่ยังตั้งคำถามด้วยความเกรี้ยวกราด และทวงคืนอำนาจที่ถูกฉกฉวยไป
- หนุ่มสเต็ปเต้นเท้าไฟ แห่งวงการ T-Pop ‘เลโก้ LYKN’ ไอดอลที่ไม่ยึดติดกับลุค จะมองว่าเท่ หล่อ สวย เซ็กซี่ ได้หมดตามสบาย
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com