คึดฮอด 'หลวงน้ำทา'
รายงานพิเศษ | ยุวดี วัชรางกูร : เรื่อง | เอิบเปรม วัชรางกูร : ภาพ
คึดฮอด ‘หลวงน้ำทา’
การเดินทางทำให้เกิดการเรียนรู้และมุมมองใหม่ บทสนทนากับผู้คนตามรายทางช่วยให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายยิ่งขึ้น เมื่อความทรงจำจากฝ่ายหนึ่งเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว นอกเหนือขอบเขตรัฐชาติ
ระหว่างโดยสารขบวนรถไฟลาวจีนจากสถานีเมืองกาสี แขวงเวียงจันทน์ มุ่งหน้าทิศเหนือสู่สถานีนาเต่ย แขวงหลวงน้ำทา อันเป็นส่วนหนึ่งของการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์วรรณกรรม เรื่อง ‘อุษาบารต’ โดยนามปากกา ยุวดี มณีกุล (ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์) เราได้พบผู้โดยสารชายชาวลาวท่านหนึ่งขึ้นรถไฟจากสถานีหลวงพระบาง นั่งที่นั่งติดกัน
จะเป็นชะตาฟ้าลิขิตหรือไม่? ที่ทำให้บทสนทนาในห้วงหนึ่งชั่วโมงเศษ ก่อนที่เขาจะอำลาเมื่อถึงสถานีเมืองไซ แขวงอุดมไซ ได้ผุดประวัติศาสตร์ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยส่วนหนึ่ง เดินทางจากฝั่งไทย มาปักหลักเรียนรู้ชีวิตกว้างในป่าตอนเหนือของ สปป.ลาว ปัจจุบันคือเมืองนาหม้อ แขวงอุดมไซ เมืองที่ติดกับเมืองนาเต่ย แขวงหลวงน้ำทา ทั้งสองแขวงนี้เป็นถิ่นฐานใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงหลากหลายเผ่า โดยมี “ชาวกำมุ” หลายสายเป็นประชากรกลุ่มหลัก
จากเด็กชายชาวลาววัย 9 ขวบ เมื่อเกือบกึ่งศตวรรษก่อน ผู้มีพ่อบุญธรรมชาวขอนแก่นเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ จึงต้องเข้าป่าตามพ่อ บัดนี้เขาอายุย่าง 57 ปี เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งใหญ่ที่เมืองไซ ชื่อโรงเรียน เหลียวเป่ย (แปลว่า ลาวเหนือ) เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนประมาณ 1,700 คน ครูชาวจีน 10 กว่าคน และพนักงานประจำโรงเรียน 86 คน รวมอาจารย์และเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ
ชายผู้มีนามว่า สิดทิไซ สิดทิลาด บอกเล่าความทรงจำไม่รู้ลืมในวัยเด็กว่า ช่วงปี ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) กลุ่มไทยเหมา หรือคอมมิวนิสต์ไทยถูกปราบปราม คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งลี้ภัยมาอยู่ลาว บ้างเดินทางจากจังหวัดน่าน เข้าป่ามาอยู่ที่อุดมไซ พ่อบุญธรรมของเขาก็เช่นกัน พ่อบุญธรรมแต่งงานกับน้าสาวของเขาและรับเขาเป็นลูกบุญธรรม
“พ่อบุญธรรมของผมเข้าร่วมปฏิวัติด้วย พ่อเลยพาผมเข้าป่า ผมเคยเจอกลุ่มศิลปินไทยหลายคนในป่า จำได้แม่นคือน้าหว่อง มงคล อุทก เขาสอนดนตรีให้ผม สอนร้องเพลงประกอบเสียงพิณของเขา ผมมาได้ยินข่าวทีหลังว่าเขาเสียแล้ว อีกคนที่เคยร่วมขบวนกันแต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเจอเขาหรือเปล่า ผมยังเด็กมาก แต่รู้ว่าเขาชื่อ จาตุรนต์ ฉายแสง”
ท่านสิดทิไซนึกทวนความหลัง ก่อนเล่าต่อ
“ค่ายในป่าที่อุดมไซคือกลุ่ม R3 เป็นค่ายใหญ่ของไทยเหมา รวมหมดทุกสายที่เป็นแนวร่วม มีโรงเรียนในค่าย รหัสโรงเรียนคือ 5/1 สอนวิชาทั่วไป สอนการทหารและความคิดปฏิวัติ ทุกวันนี้โรงเรียนป่าแห่งนี้อยู่ที่เมืองนาหม้อ ห่างจากเมืองไซประมาณ 50 กิโลเมตร เมืองนี้ติดกับแขวงหลวงน้ำทา ถ้ามาจากเมืองนาเต่ยจะมานาหม้อง่ายกว่า”
ครั้นถึงปี ค.ศ.1979 มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ภายในพรรคคอมมิวนิสต์ลาว เกิดการแตกแยก แบ่งเป็นสายเหมากับสายโซเวียต ฝ่ายไทยตามเหมา ฝ่ายลาวตามโซเวียต
“ผมเลยอยู่ลาวไม่ได้ ต้องย้ายไปอยู่จีนกับกลุ่มไทยเหมา แต่ก็มีส่วนหนึ่งกลับไทยตามนโยบายรัฐบาลไทยตอนนั้น คนที่ต่อสู้ต่อก็ลี้ภัยไปคุนหมิง ผมเติบโตที่นั่น พอปี 1986 พ่อบุญธรรมป่วยเป็นมะเร็งตาย ผมเลยได้ไปอยู่ในความดูแลของ ลุงเปลื้อง วรรณศรี ลุงเปลื้องส่งผมเรียนหนังสือที่คุนหมิง ได้เข้าโรงเรียน เรียนทั้งภาษาจีนและภาษาไทย ปี 1990 ลุงเปลื้องส่งผมกลับลาว แต่ลุงเปลื้องยังอยู่ที่นั่น และเสียชีวิตที่จีน”
คนเล่าหยุดกะทันหัน คล้ายสะกดกลั้นความรู้สึก
“ลุงเปลื้องเคยพูดถึง ลุงผี (หมายถึง อัศนี พลจันทร – ผู้เขียน) ท่านสั่งผมไว้ว่าถ้ากลับลาว ให้ตามหาลุงผี แต่จนแล้วจนรอดผมไม่เคยได้เจอลุงผีเลย”
ท่านสิดทิไซยังคงติดตามข่าวคราวของสหายผู้ใหญ่จากไทยอยู่เสมอ ราวสิบกว่าปีก่อน เขาทราบข่าวว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง กลับมาเยี่ยมยามนาหม้อ มารำลึกความหลังบ้านป่าที่เคยพำนัก และได้ลงทุนสร้างโรงเรียนประถม 1 แห่ง ที่นาหม้อ
…ขบวนรถไฟใกล้ถึงสถานีเมืองไซ ดึงคนในห้วงความหลังคืนสู่ปัจจุบันเมื่อเราถามถึงปัญหาสังคมของลาวตอนเหนือยุคนี้ ในมุมมองของผู้ก่อตั้งโรงเรียน เขามองว่าปัญหายาเสพติดทำให้ผู้บริหารอย่างเขา “เจ็บหัว” ไม่น้อย
“ขบวนการยาเสพติดมันมาจากทางพม่า เข้ามาทางแขวงบ่อแก้ว ผ่านแขวงอุดมไซ ลงไปแขวงเวียงจันทน์ แล้วเข้าไทยทางหนองคาย ที่โรงเรียนผม มีเด็กน้อยบางคนแอบมั่วสุมเสพยาม้า น้ำกระท่อม ยาสูบไฟฟ้า ทั้งที่โรงเรียนออกกฎระเบียบ แต่ก็ยังมีคนละเมิด สังคมลาวปัจจุบันถ้าครอบครัวไหนพ่อแม่ยังดื่มน้ำกระท่อม เด็กๆ ก็จะชวนกันดื่ม ผมเจ็บหัวเลย”
ผู้บริหารโรงเรียนเหลียวเป่ยเผยอีกว่า ยังมีปัญหาสำคัญอีกเรื่องคือ ปัญหาการค้ามนุษย์ การค้าเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง
“มีคนจีนที่มาแต่งงานกับคนลาว แล้วมาซื้อหาเด็กไป โดยเฉพาะชาวกำมุมีลูกหลาย บางทีพ่อแม่ก็ขายลูกให้เขาไป บางทีถูกล่อลวงไป”
เสียงประกาศจากพนักงานรถไฟแจ้งว่าขบวนรถไฟลาวจีนกำลังเข้าเทียบชานชาลาสถานีเมืองไซ ท่านสิดทิไซชวนให้พวกเราเปลี่ยนใจลงสถานีนี้ด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่ปลายทางของเราคือสถานีนาเต่ย แขวงหลวงน้ำทา พวกเราจึงจำต้องอำลากัน
…บทเพลง ‘คึดฮอดหลวงน้ำทา’ ของนักร้องหนุ่มชาวลาวลอยมาในห้วงคิด…
วัยวันผันผ่านถึงห้วงยามนี้ ‘สหายผู้ใหญ่ชาวไทย’ บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะคึดฮอดโรงเรียนป่ารหัส 5/1 รวมถึงผู้คนชาวลาวเทิงหลากชาติพันธุ์ในเขตรอยต่อหลวงน้ำทา เหมือนที่อดีตเด็กชายชาวลาวคนหนึ่งยังระลึกถึงพวกเขาอยู่เสมอ…หรือไม่หนอ?
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คึดฮอด ‘หลวงน้ำทา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com