โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 08.19 น.
ภูเขาไฟตัมโบรา (ภาพจาก : images.nasa.gov)

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง (ตอนที่ 3/3)

ในขณะที่โลกซีกตะวันตกกำลังสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ แผ่นดินสยามภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กลับต้องเผชิญกับ “อาเพศ” ที่มาในคราบของความเงียบมืด และการล่มสลายของชีวิตอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุครัตนโกสินทร์

ใครจะเชื่อว่าเถ้าถ่านจากภูเขาไฟตัมโบราที่ระเบิดกัมปนาทในปี พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) จะกลายเป็น “มือมืด” ที่เอื้อมมากระชากวิญญาณชาวสยามนับหมื่นในอีกไม่กี่ปีต่อมา [1]

ลางร้ายใต้ฟ้าสลัว : เมื่อพฤกษาล้มตาย ข้าวยากหมากแพง

ย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2358-2361 แผ่นดินสยามเริ่มปรากฏสัญญาณวิปริต ท้องฟ้ากรุงรัตนโกสินทร์ที่เคยสดใสกลับ “มืดมัวเป็นพยับโพยม” แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมานั้นดูขุ่นมัวคล้ายถูกฉาบด้วยหมอกควันหนาทึบ บันทึกโบราณระบุถึงสภาวะอากาศที่ผิดแผก ฝนที่ควรตกตามฤดูกาลกลับแห้งหายไป พืชพันธุ์ธัญญาหาร “เหี่ยวแห้งตายคาประเจียด” [2]

วิกฤตความมั่นคงทางอาหารถั่งโถมเข้าใส่พระนครอย่างรวดเร็ว ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ประชาชนเริ่มอดอยากหิวโหย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตระหนกขวัญเสีย ราวกับธรรมชาติกำลังพิโรธและส่งสัญญาณลางร้ายบางอย่างที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมกำลังจะตามมา

“โรคห่า” มรณะ : เส้นทางจากเบงกอลสู่ปากน้ำเจ้าพระยา

ภัยพิบัติที่แท้จริงอุบัติขึ้นเมื่อความปั่นป่วนของสิ่งแวดล้อมหลังตัมโบรา “ซ้ำเติม” วิกฤตน้ำ อาหาร สุขาภิบาลในภูมิภาค และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง “อหิวาตกโรค” ซึ่งเริ่มระบาดใหญ่จากแถบเบงกอลตั้งแต่ ค.ศ. 1817 ก็อาศัยเส้นทางการค้าและการเดินเรือเป็นทางผ่าน ข้ามมหาสมุทรและคาบสมุทรเข้ามาสู่สยาม [3]

ปีมะโรง พ.ศ. 2363 : โรคระบาดที่ชาวสยามเรียกกันว่า “โรคลงราก” หรือ “โรคห่า” เริ่มแพร่กระจายผ่านเครือข่ายเมืองท่าทางการค้าในภูมิภาค ก่อนเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยา และบุกทะลวงเข้าสู่ราชธานีในราวเดือนพฤษภาคม [4]

สำนวนพงศาวดารระบุความร้ายกาจ : “ในเดือน ๗ นั้น เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในพระนคร ราษฎรเป็นโรคลงราก ล้มตายลงเป็นอันมาก คนเดินไปกลางทางก็ล้มลงตายลงในทันที บางคนนั่งกินข้าวอยู่ก็อาเจียนออกแล้วตายลงก็มี มีความสยดสยองกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน” [5]

เสียงปืนใหญ่ที่ไร้ผล : รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” และมีการยิงปืนใหญ่รอบกำแพงพระนครเพื่อขับไล่เสนียดจัญไร และ “ลมร้าย” ตามความเชื่อร่วมสมัย แต่เสียงกัมปนาทของปืนใหญ่กลับถูกกลบด้วยเสียงคร่ำครวญของผู้คนที่สูญเสียครอบครัว [6]

โศกนาฏกรรม ณ วัดสระเกศ : เมื่อความตายท่วมท้นพระนคร

ความสูญเสียครั้งนั้นเกินกว่าที่ระบบการจัดการศพในสมัยโบราณจะรับไหว วัดสระเกศกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความโศกเศร้า ศพผู้เสียชีวิตถูกนำมาสุมกองไว้จนสูงพะเนินเทินทึก [7]

“ศพพูนพะเนินทับถมกันอยู่ตามประตูวัดและป่าช้า เผากันไม่ทันจนต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังรวมกันเป็นร้อยเป็นพัน กลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วเวหา ฝูงแร้งนับพันบินมาเกาะตามกิ่งไม้และหลังคาพระอุโบสถเพื่อรอจิกกินซากศพ”

นี่คือที่มาของตำนาน “แร้งวัดสระเกศ” ที่ถูกจารึกไว้ในฐานะพยานแห่งหายนะที่แลกมาด้วยชีวิตคนกรุงเทพฯ “ราว” 30,000 คน (ตัวเลขเชิงประมาณการที่มักถูกใช้อ้างในงานสรุปสมัยใหม่ [8] )

มรณกรรมของคนสำคัญ : ความสูญเสียในราชสำนัก

โรคห่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ มันบุกเข้าไปถึงหลังกำแพงพระบรมมหาราชวัง และพรากเอาบุคคลสำคัญอันเป็นเสาหลักของราชสำนักไปหลายท่าน ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ และผู้คนฝ่ายในอีกจำนวนมาก จนเกิดความโศกเศร้าสะเทือนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง [9]

เมื่อพิธีกรรมไม่อาจต้านทานความสูญเสีย รัชกาลที่ 2 จึงทรงหันไปเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ และการทำบุญกุศลตามคติร่วมสมัย ทั้งการรักษาศีล ประพรมน้ำมนต์ และพระราชทานอภัยโทษปล่อยนักโทษบางส่วนเพื่อสร้างกุศลผลบุญท่ามกลางหายนะ [10]

บทสรุป : บทเรียนที่จารึกด้วยหยาดน้ำตา

จากความโศกเศร้า ณ วัดสระเกศ สู่บทเรียนอันล้ำค่าในหน้าพงศาวดารสยาม มหาปะทุตัมโบราพิสูจน์ให้เห็นว่า “โรคระบาด” และ “ภัยธรรมชาติ” คือเงาตามตัวของความแปรปรวนทางระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์บทนี้เตือนสติให้เราตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะภัยพิบัติที่ดูเหมือนไกลตัวแท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันด้วยสายใยของชั้นบรรยากาศ

วันนี้ในศตวรรษที่ 21 บทเรียนจากตัมโบราและอหิวาต์ปีมะโรงต้องถูกนำมาทบทวนใหม่ ธรรมชาติไม่เคยประนีประนอม และระบบอารยธรรมของเราเปราะบางกว่าที่คิด เมื่อระบบนิเวศสั่นคลอน ความมั่นคงของรัฐและชีวิตราษฎรย่อมสั่นคลอนตาม

เราในฐานะมนุษย์ต้องมีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเสมอ เพราะประวัติศาสตร์ได้ย้ำเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อโลกขยับเพียงครั้งเดียว รหัสชีวิตของมนุษยชาติจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทันที

สิ่งที่บทความนี้ทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราฉุกคิดคือ เราจะใช้ “กระจกเงา” บานนี้เพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ หรือจะรอให้โศกนาฏกรรมเดิมซ้ำรอยอีกครั้งใต้ท้องฟ้าสีหม่นที่ไม่มีวันลืม

อ่านตอนที่ 1

อ่านตอนที่ 2

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] Gillen D’Arcy Wood, Tambora: The Eruption That Changed the World (Princeton: Princeton University Press, 2014).

[2] ว่าด้วย “ความผันผวน/ความวิปริตของอากาศ” และผลกระทบทางสังคมหลังอหิวาต์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ดูภาพรวมใน กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์).

[3] แนวคิด “สิ่งแวดล้อม–น้ำ–สุขาภิบาล” มีบทบาทต่อการระบาดและการแพร่กระจายของอหิวาตกโรค เป็นข้อสรุปที่พบในวรรณกรรมวิชาการ เช่น Rita R. Colwell, “Global Climate and Infectious Disease: The Cholera Paradigm,” Science (1996).

[4] กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (เอกสารเผยแพร่ PDF) กล่าวถึงอหิวาตกโรคครั้งใหญ่ในไทยสมัยรัชกาลที่ 2 และคำเรียก “โรคห่า/ลงราก” (ออนไลน์).

[5] การอ้าง “สำนวนพงศาวดาร” ควรผูกกับฉบับพงศาวดารที่ผู้เขียนใช้จริง (เล่ม/หน้า) ในต้นฉบับส่งพิมพ์; ดูบทสรุปสำนวนและบริบทใน กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์).

[6] เรื่องพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” และการยิงปืนใหญ่ในคราวโรคระบาด ดู กรมควบคุมโรค, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (PDF) และ “พระราชพิธีอาพาธพินาศ” (วิกิพีเดียภาษาไทย) เพื่อภาพรวมพิธี.

[7] กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์) กล่าวถึงผลสะเทือนต่อการจัดการศพและพื้นที่วัดสระเกศในความทรงจำสังคม.

[8] กรมควบคุมโรค, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (PDF) อ้างการสูญเสียครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยมักยกตัวเลขประมาณการระดับ “หลักหมื่นถึงราวสามหมื่น” ในงานสรุปสมัยใหม่.

[9] ประเด็นการล้มตาย “ลามถึงคนชั้นสูง/คนในราชสำนัก” ปรากฏในการเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหลายแหล่ง เช่น ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์, “อหิวาตกโรคระบาดสมัยรัชกาลที่ 2…” (28 ม.ค. 2563).

[10] ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์, “อาพาธพินาศ พระราชพิธีโบราณสมัยรัชกาลที่ 2…” (3 มี.ค. 2563) ว่าด้วยการเยียวยาขวัญกำลังใจและคติทำบุญในภาวะโรคระบาด (ออนไลน์).

บรรณานุกรม :

ภาษาไทย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). อหิวาตกโรค (Cholera). เอกสารเผยแพร่ (PDF), จากเว็บไซต์กรมควบคุมโรค.

กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค.” สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569, จากเว็บไซต์กรมศิลปากร.

ศิลปวัฒนธรรม. (2563, 28 มกราคม). “อหิวาตกโรคระบาดสมัยรัชกาลที่ 2 ศพเกลื่อนแม่น้ำ ยิงปืนใหญ่-สวด-รักษา…”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.

ศิลปวัฒนธรรม. (2563, 3 มีนาคม). “อาพาธพินาศ พระราชพิธีโบราณสมัยรัชกาลที่ 2 บรรเทาทุกข์ใจยามเกิดโรค…”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). “พระราชพิธีอาพาธพินาศ.” สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569.

ภาษาต่างประเทศ

Colwell, Rita R. (1996). “Global Climate and Infectious Disease: The Cholera Paradigm.” Science.

Wood, Gillen D’Arcy. (2014). Tambora: The Eruption That Changed the World. Princeton: Princeton University Press.

Arnold, David. (1986). “Cholera and Colonialism in British India.” Past & Present.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...