มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง
มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง (ตอนที่ 3/3)
ในขณะที่โลกซีกตะวันตกกำลังสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ แผ่นดินสยามภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กลับต้องเผชิญกับ “อาเพศ” ที่มาในคราบของความเงียบมืด และการล่มสลายของชีวิตอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุครัตนโกสินทร์
ใครจะเชื่อว่าเถ้าถ่านจากภูเขาไฟตัมโบราที่ระเบิดกัมปนาทในปี พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) จะกลายเป็น “มือมืด” ที่เอื้อมมากระชากวิญญาณชาวสยามนับหมื่นในอีกไม่กี่ปีต่อมา [1]
ลางร้ายใต้ฟ้าสลัว : เมื่อพฤกษาล้มตาย ข้าวยากหมากแพง
ย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2358-2361 แผ่นดินสยามเริ่มปรากฏสัญญาณวิปริต ท้องฟ้ากรุงรัตนโกสินทร์ที่เคยสดใสกลับ “มืดมัวเป็นพยับโพยม” แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมานั้นดูขุ่นมัวคล้ายถูกฉาบด้วยหมอกควันหนาทึบ บันทึกโบราณระบุถึงสภาวะอากาศที่ผิดแผก ฝนที่ควรตกตามฤดูกาลกลับแห้งหายไป พืชพันธุ์ธัญญาหาร “เหี่ยวแห้งตายคาประเจียด” [2]
วิกฤตความมั่นคงทางอาหารถั่งโถมเข้าใส่พระนครอย่างรวดเร็ว ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ประชาชนเริ่มอดอยากหิวโหย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตระหนกขวัญเสีย ราวกับธรรมชาติกำลังพิโรธและส่งสัญญาณลางร้ายบางอย่างที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมกำลังจะตามมา
“โรคห่า” มรณะ : เส้นทางจากเบงกอลสู่ปากน้ำเจ้าพระยา
ภัยพิบัติที่แท้จริงอุบัติขึ้นเมื่อความปั่นป่วนของสิ่งแวดล้อมหลังตัมโบรา “ซ้ำเติม” วิกฤตน้ำ อาหาร สุขาภิบาลในภูมิภาค และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง “อหิวาตกโรค” ซึ่งเริ่มระบาดใหญ่จากแถบเบงกอลตั้งแต่ ค.ศ. 1817 ก็อาศัยเส้นทางการค้าและการเดินเรือเป็นทางผ่าน ข้ามมหาสมุทรและคาบสมุทรเข้ามาสู่สยาม [3]
ปีมะโรง พ.ศ. 2363 : โรคระบาดที่ชาวสยามเรียกกันว่า “โรคลงราก” หรือ “โรคห่า” เริ่มแพร่กระจายผ่านเครือข่ายเมืองท่าทางการค้าในภูมิภาค ก่อนเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยา และบุกทะลวงเข้าสู่ราชธานีในราวเดือนพฤษภาคม [4]
สำนวนพงศาวดารระบุความร้ายกาจ : “ในเดือน ๗ นั้น เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในพระนคร ราษฎรเป็นโรคลงราก ล้มตายลงเป็นอันมาก คนเดินไปกลางทางก็ล้มลงตายลงในทันที บางคนนั่งกินข้าวอยู่ก็อาเจียนออกแล้วตายลงก็มี มีความสยดสยองกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน” [5]
เสียงปืนใหญ่ที่ไร้ผล : รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” และมีการยิงปืนใหญ่รอบกำแพงพระนครเพื่อขับไล่เสนียดจัญไร และ “ลมร้าย” ตามความเชื่อร่วมสมัย แต่เสียงกัมปนาทของปืนใหญ่กลับถูกกลบด้วยเสียงคร่ำครวญของผู้คนที่สูญเสียครอบครัว [6]
โศกนาฏกรรม ณ วัดสระเกศ : เมื่อความตายท่วมท้นพระนคร
ความสูญเสียครั้งนั้นเกินกว่าที่ระบบการจัดการศพในสมัยโบราณจะรับไหว วัดสระเกศกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความโศกเศร้า ศพผู้เสียชีวิตถูกนำมาสุมกองไว้จนสูงพะเนินเทินทึก [7]
“ศพพูนพะเนินทับถมกันอยู่ตามประตูวัดและป่าช้า เผากันไม่ทันจนต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังรวมกันเป็นร้อยเป็นพัน กลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วเวหา ฝูงแร้งนับพันบินมาเกาะตามกิ่งไม้และหลังคาพระอุโบสถเพื่อรอจิกกินซากศพ”
นี่คือที่มาของตำนาน “แร้งวัดสระเกศ” ที่ถูกจารึกไว้ในฐานะพยานแห่งหายนะที่แลกมาด้วยชีวิตคนกรุงเทพฯ “ราว” 30,000 คน (ตัวเลขเชิงประมาณการที่มักถูกใช้อ้างในงานสรุปสมัยใหม่ [8] )
มรณกรรมของคนสำคัญ : ความสูญเสียในราชสำนัก
โรคห่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ มันบุกเข้าไปถึงหลังกำแพงพระบรมมหาราชวัง และพรากเอาบุคคลสำคัญอันเป็นเสาหลักของราชสำนักไปหลายท่าน ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ และผู้คนฝ่ายในอีกจำนวนมาก จนเกิดความโศกเศร้าสะเทือนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง [9]
เมื่อพิธีกรรมไม่อาจต้านทานความสูญเสีย รัชกาลที่ 2 จึงทรงหันไปเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ และการทำบุญกุศลตามคติร่วมสมัย ทั้งการรักษาศีล ประพรมน้ำมนต์ และพระราชทานอภัยโทษปล่อยนักโทษบางส่วนเพื่อสร้างกุศลผลบุญท่ามกลางหายนะ [10]
บทสรุป : บทเรียนที่จารึกด้วยหยาดน้ำตา
จากความโศกเศร้า ณ วัดสระเกศ สู่บทเรียนอันล้ำค่าในหน้าพงศาวดารสยาม มหาปะทุตัมโบราพิสูจน์ให้เห็นว่า “โรคระบาด” และ “ภัยธรรมชาติ” คือเงาตามตัวของความแปรปรวนทางระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์บทนี้เตือนสติให้เราตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะภัยพิบัติที่ดูเหมือนไกลตัวแท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันด้วยสายใยของชั้นบรรยากาศ
วันนี้ในศตวรรษที่ 21 บทเรียนจากตัมโบราและอหิวาต์ปีมะโรงต้องถูกนำมาทบทวนใหม่ ธรรมชาติไม่เคยประนีประนอม และระบบอารยธรรมของเราเปราะบางกว่าที่คิด เมื่อระบบนิเวศสั่นคลอน ความมั่นคงของรัฐและชีวิตราษฎรย่อมสั่นคลอนตาม
เราในฐานะมนุษย์ต้องมีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเสมอ เพราะประวัติศาสตร์ได้ย้ำเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อโลกขยับเพียงครั้งเดียว รหัสชีวิตของมนุษยชาติจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทันที
สิ่งที่บทความนี้ทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราฉุกคิดคือ เราจะใช้ “กระจกเงา” บานนี้เพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ หรือจะรอให้โศกนาฏกรรมเดิมซ้ำรอยอีกครั้งใต้ท้องฟ้าสีหม่นที่ไม่มีวันลืม
อ่านตอนที่ 1
อ่านตอนที่ 2
อ่านเพิ่มเติม :
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เชิงอรรถ :
[1] Gillen D’Arcy Wood, Tambora: The Eruption That Changed the World (Princeton: Princeton University Press, 2014).
[2] ว่าด้วย “ความผันผวน/ความวิปริตของอากาศ” และผลกระทบทางสังคมหลังอหิวาต์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ดูภาพรวมใน กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์).
[3] แนวคิด “สิ่งแวดล้อม–น้ำ–สุขาภิบาล” มีบทบาทต่อการระบาดและการแพร่กระจายของอหิวาตกโรค เป็นข้อสรุปที่พบในวรรณกรรมวิชาการ เช่น Rita R. Colwell, “Global Climate and Infectious Disease: The Cholera Paradigm,” Science (1996).
[4] กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (เอกสารเผยแพร่ PDF) กล่าวถึงอหิวาตกโรคครั้งใหญ่ในไทยสมัยรัชกาลที่ 2 และคำเรียก “โรคห่า/ลงราก” (ออนไลน์).
[5] การอ้าง “สำนวนพงศาวดาร” ควรผูกกับฉบับพงศาวดารที่ผู้เขียนใช้จริง (เล่ม/หน้า) ในต้นฉบับส่งพิมพ์; ดูบทสรุปสำนวนและบริบทใน กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์).
[6] เรื่องพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” และการยิงปืนใหญ่ในคราวโรคระบาด ดู กรมควบคุมโรค, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (PDF) และ “พระราชพิธีอาพาธพินาศ” (วิกิพีเดียภาษาไทย) เพื่อภาพรวมพิธี.
[7] กรมศิลปากร, “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค” (ออนไลน์) กล่าวถึงผลสะเทือนต่อการจัดการศพและพื้นที่วัดสระเกศในความทรงจำสังคม.
[8] กรมควบคุมโรค, “อหิวาตกโรค (Cholera)” (PDF) อ้างการสูญเสียครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยมักยกตัวเลขประมาณการระดับ “หลักหมื่นถึงราวสามหมื่น” ในงานสรุปสมัยใหม่.
[9] ประเด็นการล้มตาย “ลามถึงคนชั้นสูง/คนในราชสำนัก” ปรากฏในการเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหลายแหล่ง เช่น ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์, “อหิวาตกโรคระบาดสมัยรัชกาลที่ 2…” (28 ม.ค. 2563).
[10] ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์, “อาพาธพินาศ พระราชพิธีโบราณสมัยรัชกาลที่ 2…” (3 มี.ค. 2563) ว่าด้วยการเยียวยาขวัญกำลังใจและคติทำบุญในภาวะโรคระบาด (ออนไลน์).
บรรณานุกรม :
ภาษาไทย
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). อหิวาตกโรค (Cholera). เอกสารเผยแพร่ (PDF), จากเว็บไซต์กรมควบคุมโรค.
กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). “โรคระบาดสมัยรัตนโกสินทร์: ตอน อหิวาตกโรค.” สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569, จากเว็บไซต์กรมศิลปากร.
ศิลปวัฒนธรรม. (2563, 28 มกราคม). “อหิวาตกโรคระบาดสมัยรัชกาลที่ 2 ศพเกลื่อนแม่น้ำ ยิงปืนใหญ่-สวด-รักษา…”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.
ศิลปวัฒนธรรม. (2563, 3 มีนาคม). “อาพาธพินาศ พระราชพิธีโบราณสมัยรัชกาลที่ 2 บรรเทาทุกข์ใจยามเกิดโรค…”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). “พระราชพิธีอาพาธพินาศ.” สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569.
ภาษาต่างประเทศ
Colwell, Rita R. (1996). “Global Climate and Infectious Disease: The Cholera Paradigm.” Science.
Wood, Gillen D’Arcy. (2014). Tambora: The Eruption That Changed the World. Princeton: Princeton University Press.
Arnold, David. (1986). “Cholera and Colonialism in British India.” Past & Present.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com