โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกนัฏ”รอรับไม้ต่อ”อรรถพล” งานหินรับมือวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 20.25 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 17.01 น.

รัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงประชาชนแล้วว่าวิกฤตน้ำมัน-พลังงานจากผลพวงสงครามถล่มอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน-พลังงาน จึงทำให้รัฐบาล-รัฐมนตรีบางส่วน ต้องออกแอ็กชันต่างๆ เพื่อเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมกับผลกระทบที่จะตามมา เช่น ค่าครองชีพจะปรับตัวสูงขึ้น จากน้ำมันแพง-การต้องควักเงินในการซื้ออาหาร สินค้าและการใช้บริการต่างๆ มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้า-บริการ โดยอ้างเหตุน้ำมันแพง ต้นทุนสูงขึ้น

โดยเฉพาะหลังครบกำหนด 15 วัน นับจาก 4 มีนาคม ที่รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ที่หากไปถึงตอนนั้นแล้วสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน มีการปรับตัวสูงขึ้น ก็ไม่แน่ว่ารัฐบาลอาจต้องให้มีการปรับขึ้นตามราคาจริงของกลไกตลาด ที่อาจส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะค่าครองชีพของประชาชน ยกเว้นรัฐบาลจะยอมขยายเวลาการตรึงราคาออกไปอีก โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเข้าไปตรึงราคาไว้ หรือเลือกใช้วิธีอื่น เช่น การลดภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น เรื่องก๊าซหุงต้ม รัฐบาลก็คลายความกังวลของประชาชน ด้วยการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานได้ประกาศการตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไป จากประกาศเดิมที่จะหมดในเดือนมีนาคมนี้ แต่จะประกาศตรึงราคาต่อไปอีก 2 เดือน คือถึงพฤษภาคม เพื่อให้ประชาชนสบายใจได้ว่าราคาก๊าซหุงต้มจะไม่มีการปรับขึ้นจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นต้น

การส่งสัญญาณเตือนไปถึงประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน ด้วยการเตรียมปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต เพื่อประหยัดน้ำมัน และการใช้พลังงานไฟฟ้า พบว่าคนในรัฐบาลได้ส่งสัญญาณออกมาเป็นระลอก โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อประหยัดน้ำมัน-พลังงาน ผ่านการทำให้เห็น เช่น การที่รัฐมนตรีไม่ใส่เสื้อสูท เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม เป็นต้น

ส่วนเรื่องใหญ่อย่างการออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้เพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน ตามข่าวก็คือ กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังกำลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่เพื่อเตรียมการไว้ โดยหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็มีแนวโน้มจะได้เห็นการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว

ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น การปิดห้างสรรพสินค้าเวลา 21.00 น. พบว่าฝ่ายรัฐบาลยังไม่ขานรับ เพราะเกรงว่าจะกระทบการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลก็ส่งสัญญาณออกมาว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องมีการออกมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ควบคุมการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจที่เรียกกันว่า ป้ายกล่องไฟ (Light Box) ที่ให้แสงสว่างจากภายในเพื่อทำให้มองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงอาจมีการกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก เป็นต้น

แต่เบื้องต้นที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ในลักษณะขอความร่วมมือ ก็คือ ข้อสั่งการของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แม้ไม่ได้เข้าประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็มีการสั่งการไปยังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ในเรื่องการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มเวิร์กฟรอมโฮม หรือทำงานจากบ้าน-ที่พักอาศัยทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน เหมือนกับที่เคยมีการทำมาแล้วตอนช่วงวิกฤตโควิดระบาดหนัก และให้หน่วยงานราชการงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ดําเนินการในประเทศแทน

โดย “ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี” แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรีในประเด็นนี้ไว้ว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อวิกฤตด้านพลังงานในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจเริ่มดําเนินมาตรการเวิร์กฟรอมโฮมในทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน และงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ดําเนินการในประเทศแทน และให้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ผลพวงจากสงครามถล่มอิหร่าน ซึ่งนอกจากเรื่องน้ำมัน-พลังงานที่หลายคนเป็นห่วงว่าจะกระทบกับคนไทย-เศรษฐกิจประเทศไทย พบว่า ในส่วนของภาคเศรษฐกิจส่วนอื่นๆ เริ่มมีผลกระทบให้เห็นแล้ว

เช่น การท่องเที่ยว ที่ถือเป็นรายได้หลักของประเทศไทย อันเป็นข้อมูลจากการเปิดเผยของ “นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ที่ออกมาเปิดเผยถึงผลการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยเบื้องต้นว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 8 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 7 ล้านคน สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล โดยพบว่าการเดินทางของกลุ่มดังกล่าวชะลอตัวลง 13% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรปและอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่มีเส้นทางการบินเชื่อมต่อผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง

เห็นได้ชัดว่า หากสถานการณ์การสู้รบ-สงครามที่อิหร่านยืดเยื้อ ก็เสี่ยงจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยในแบบโดมิโน กระทบเป็นวงกว้าง แต่หากรับมือกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมันได้ ก็อาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา

ดังนั้นจึงเป็นงานหิน-เผือกร้อนของ รมว.พลังงานคนใหม่ในรัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งตามโผและข่าวที่ออกมาก็คือ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม-อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ-สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ภูมิใจไทย” ที่ข่าวว่าจะมารับไม้ต่อจาก อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงานที่วีซ่าหมด ไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลอนุทิน 2 เพราะฝ่ายการเมืองต้องการเปลี่ยนตัวจากสาเหตุการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทย และข้อเสนอจากบางฝ่ายที่แกนนำพรรคปฏิเสธไม่ได้

หากเป็นไปตามโผ ไม่มีอะไรพลิก การเข้ามาเป็น รมว.พลังงานของเอกนัฏ จะไม่มีเวลาเรียนรู้ ศึกษางาน มาถึงต้องทำงานได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ เพื่อทำให้คนไทยรับมือกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมัน ให้ผ่านไปได้แบบสมูธมากที่สุด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...