โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กองทุนน้ำมันเริ่มติดลบ! รัฐบาลเตรียมออก "พ.ร.ก.กู้เงิน" ช่วยชดเชย เบนซินจ่อขึ้นราคาเป็นขั้นบันได

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รัฐบาลไทยเตรียมออก

รัฐบาลไทยเตรียมออก "พ.ร.ก.กู้เงิน" ช่วยชดเชยกองทุนน้ำมัน หลังเริ่มติดลบ จากการตรึงราคาพลังงาน ส่วนเบนซินจ่อขึ้นราคาเป็นขั้นบันไดตามกลไก

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ขณะนี้กองทุนเริ่มติดลบเล็กน้อย จากเดิมที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางยังมีเงินคงเหลือเป็นบวกมากกว่า 2,000 ล้านบาท

เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน รัฐบาลจึงได้หารือถึงแนวทางการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยในประเด็นดังกล่าวได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีขีดความสามารถในการบริหารภาวะติดลบได้ในระดับหนึ่ง และที่ผ่านมาเคยมีการดำเนินการออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้มาแล้วหนึ่งครั้ง ดังนั้นกลไกและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจึงได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว หากจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้ง

ในด้านการบริหารจัดการพลังงาน รัฐบาลได้ออกมาตรการสำคัญหลายประการเพื่อรองรับสถานการณ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมาร์ พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมาย จากเดิม 1% เป็น 3% ซึ่งจะทยอยปรับเป็น 1.5% ภายในสิ้นเดือนมีนาคม และเพิ่มเป็น 3% ภายในสิ้นเดือนเมษายน มาตรการดังกล่าวจะช่วยยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันในประเทศออกไปได้ประมาณ 7 วัน

ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. กำลังเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบหลัก โดยมีการพิจารณาจัดหาจากประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีความเสี่ยงเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการโอนเงินถูกระงับหรือกักเก็บได้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กล่าวว่า หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลได้เตรียมแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มเติม ทั้งการจัดหาแหล่งนำเข้าน้ำมันสำรอง และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรองของประเทศ โดยจะกำหนดแผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามมาตรการที่ประกาศไว้เป็นเวลา 15 วันจนกว่าจะครบกำหนด ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ราคายังไม่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป

ในส่วนมาตรการด้านการใช้พลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า ได้มีการประกาศเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล เพื่อลดการใช้เนื้อดีเซล โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังมีการศึกษาการส่งเสริมการใช้ B10 และ B20 รวมถึงการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 เพื่อเพิ่มการใช้เอทานอลที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตรของไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่มาตรการจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วันก่อนจะมีการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง

ในด้านก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ขณะนี้ได้มีการจัดหาแหล่งทดแทนบางส่วนแล้ว โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่ออนุมัติการจัดหาก๊าซธรรมชาติทดแทนจากแหล่งอื่นแทนก๊าซจากกาตาร์ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งหารือกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (JDA) ให้เพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงขอเพิ่มการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการประหยัดพลังงาน โดยหน่วยงานภาครัฐจะเป็นกลุ่มแรกที่ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันที่มีสถานีบริการทั่วประเทศให้ช่วยส่งเสริมการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้กับประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมัน โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และรัฐบาลได้เตรียมแผนจัดหาพลังงานจากหลายแหล่งเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการจัดระบบดูแลผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ

ด้านมาตรการดูแลราคาสินค้า นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยใช้กลไกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การจำหน่ายสินค้าต้องมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมถึงห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า หากพบการกระทำความผิดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ สำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาก่อน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...