BBGI-PCE รับเต็ม B7 TAE ตีปีกบูมเอทานอล
#BBGI #PCE #TAE #ทันหุ้น – BBGI เดินเครื่องผลิต B100 เต็มกำลัง ชี้รัฐลุย B7 ลดแข่งขันหนุนมาร์จิ้นด้าน PCE พร้อมเร่งผลิตปาล์ม ลุ้น B10 เสริมความมั่นคงพลังงาน ด้าน TAE ตีปีก! รับอานิสงส์รัฐหนุน E20 ดันยอดใช้เอทานอลพุ่งชี้ต้นทุนน้ำมันแข่งขันได้ยาว เล็งไตรมาส 2 ฟอร์มเจ๋ง ชูต้นทุนลด-Utilization Rate ขยับ มั่นใจช่วยเกษตรกรไทยยั่งยืน
นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า การที่ภาครัฐเตรียมพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ในส่วนของบริษัทมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการผลิตไบโอดีเซลหรือ B100 ในระดับเต็มกำลังการผลิตมาโดยตลอด แม้จะเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มบริษัทเองมีปริมาณที่สูงกว่าขีดความสามารถในการผลิตที่บริษัทมีอยู่
การปรับสัดส่วนมาเป็น B7 นั้น จะส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยเฉพาะในแง่ของ การลดสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงภายในอุตสาหกรรมลง เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตเพียง 38% ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนการผสมจะทำให้อุตสาหกรรมมีเสถียรภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนการผสมยังเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมโดยตรง เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลและไบโอดีเซลยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลปกติ จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนของประเทศ
จากข้อมูลการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะเร่งกำลังการผลิตขึ้นมาทันทีเพื่อตอบสนองนโยบาย
สำหรับปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องของปัจจัยการผลิตที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการบริหารจัดการและมีสต็อกสำรองที่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานในระยะนี้และพร้อมที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของ B100 และเอทานอลออกสู่ตลาดทันทีหากมีคำสั่งจากภาครัฐ
@ PCE ลุ้นหนุน B10
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทวางกลยุทธ์บริหารสต๊อกน้ำมันปาล์มให้เพียงพอต่อความต้องการ รองรับการปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 พร้อมกำหนดระดับสต๊อกขั้นต่ำไว้มากกว่า 1 เดือน ควบคู่การทำ Forecast ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาเพื่อรับมือทั้งสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ (Demand) ในประเทศ โดยโครงสร้างตลาดแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคกลาง PCE จะจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ให้พันธมิตรผู้ผลิตไบโอดีเซลเพื่อนำไปแปรรูปต่อ ขณะที่ภาคใต้ PCE ผลิตไบโอดีเซลด้วยตนเอง และส่งมอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในคลังภาคใต้ อาทิ Shell, Chevron และปตท. เพื่อรองรับความต้องการใช้ทั่วทั้งภูมิภาค
“น้ำมันดิบโลก ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวราว 84–85 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล แม้จะอ่อนตัวลงจากที่เคยทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่น คลังน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย ต้องใช้ระยะเวลากว่าจะกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง คาดว่าต้นทุนการสั่งซื้อน้ำมันล็อตใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการเสริมความมั่นคงทางพลังงานควบคู่การพยุงรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม มีความเป็นไปได้ที่นโยบายการใช้ไบโอดีเซลอาจขยับสู่ระดับ B10 ในอนาคต โดย PCE ได้เตรียมความพร้อมรองรับทุกฉากทัศน์ไว้แล้ว เพื่อให้ระบบพลังงานในประเทศมีเสถียรภาพและไม่เกิดภาวะขาดแคลนในระยะยาว”
@ TAEปลดล็อกกำลังการผลิต
นายก้าวหน้า ดีล้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลแปลงสภาพ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า การที่รัฐบาลพยายามผลักดันการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศลงได้อีกกว่า 10% ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และส่งผลบวกโดยตรงต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ เนื่องจากต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเอทานอลประมาณ 70-80% มาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง โมลาส ซึ่งทาง TAE ในฐานะผู้ผลิตกลางน้ำพร้อมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ นอกจากนี้ ราคาประกาศเอทานอลในปัจจุบันที่อยู่ระดับ 20.8 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับที่สามารถแข่งขันกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ดี ทำให้การนำมาผสมเป็น E20 มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
ปัจจุบันอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตติดตั้งเอทานอลอยู่ที่ประมาณ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้จริงในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 3.4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้เพียงประมาณ 50% เท่านั้น หากรัฐบาลขยายการใช้ E20 ได้จริง จะช่วยให้ความต้องการใช้เอทานอลในตลาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ ที่จะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยของผู้ผลิตลดลง ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นผลกำไรที่ดี จึงมองว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น
และทางผู้ประกอบการพร้อมพร้อมร่วมกันผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจสีเขียวที่ช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งอุตสาหกรรมพลังงานและเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน