โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BBGI-PCE รับเต็ม B7 TAE ตีปีกบูมเอทานอล

ทันหุ้น

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 15.18 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 20.00 น.

#BBGI #PCE #TAE #ทันหุ้น – BBGI เดินเครื่องผลิต B100 เต็มกำลัง ชี้รัฐลุย B7 ลดแข่งขันหนุนมาร์จิ้นด้าน PCE พร้อมเร่งผลิตปาล์ม ลุ้น B10 เสริมความมั่นคงพลังงาน ด้าน TAE ตีปีก! รับอานิสงส์รัฐหนุน E20 ดันยอดใช้เอทานอลพุ่งชี้ต้นทุนน้ำมันแข่งขันได้ยาว เล็งไตรมาส 2 ฟอร์มเจ๋ง ชูต้นทุนลด-Utilization Rate ขยับ มั่นใจช่วยเกษตรกรไทยยั่งยืน

นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า การที่ภาครัฐเตรียมพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ในส่วนของบริษัทมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการผลิตไบโอดีเซลหรือ B100 ในระดับเต็มกำลังการผลิตมาโดยตลอด แม้จะเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มบริษัทเองมีปริมาณที่สูงกว่าขีดความสามารถในการผลิตที่บริษัทมีอยู่

การปรับสัดส่วนมาเป็น B7 นั้น จะส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยเฉพาะในแง่ของ การลดสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงภายในอุตสาหกรรมลง เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตเพียง 38% ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนการผสมจะทำให้อุตสาหกรรมมีเสถียรภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนการผสมยังเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมโดยตรง เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลและไบโอดีเซลยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลปกติ จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนของประเทศ

จากข้อมูลการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะเร่งกำลังการผลิตขึ้นมาทันทีเพื่อตอบสนองนโยบาย

สำหรับปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องของปัจจัยการผลิตที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการบริหารจัดการและมีสต็อกสำรองที่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานในระยะนี้และพร้อมที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของ B100 และเอทานอลออกสู่ตลาดทันทีหากมีคำสั่งจากภาครัฐ

@ PCE ลุ้นหนุน B10

นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทวางกลยุทธ์บริหารสต๊อกน้ำมันปาล์มให้เพียงพอต่อความต้องการ รองรับการปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 พร้อมกำหนดระดับสต๊อกขั้นต่ำไว้มากกว่า 1 เดือน ควบคู่การทำ Forecast ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาเพื่อรับมือทั้งสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ (Demand) ในประเทศ โดยโครงสร้างตลาดแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคกลาง PCE จะจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ให้พันธมิตรผู้ผลิตไบโอดีเซลเพื่อนำไปแปรรูปต่อ ขณะที่ภาคใต้ PCE ผลิตไบโอดีเซลด้วยตนเอง และส่งมอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในคลังภาคใต้ อาทิ Shell, Chevron และปตท. เพื่อรองรับความต้องการใช้ทั่วทั้งภูมิภาค

“น้ำมันดิบโลก ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวราว 84–85 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล แม้จะอ่อนตัวลงจากที่เคยทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่น คลังน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย ต้องใช้ระยะเวลากว่าจะกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง คาดว่าต้นทุนการสั่งซื้อน้ำมันล็อตใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการเสริมความมั่นคงทางพลังงานควบคู่การพยุงรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม มีความเป็นไปได้ที่นโยบายการใช้ไบโอดีเซลอาจขยับสู่ระดับ B10 ในอนาคต โดย PCE ได้เตรียมความพร้อมรองรับทุกฉากทัศน์ไว้แล้ว เพื่อให้ระบบพลังงานในประเทศมีเสถียรภาพและไม่เกิดภาวะขาดแคลนในระยะยาว”

@ TAEปลดล็อกกำลังการผลิต

นายก้าวหน้า ดีล้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลแปลงสภาพ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า การที่รัฐบาลพยายามผลักดันการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศลงได้อีกกว่า 10% ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และส่งผลบวกโดยตรงต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ เนื่องจากต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเอทานอลประมาณ 70-80% มาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง โมลาส ซึ่งทาง TAE ในฐานะผู้ผลิตกลางน้ำพร้อมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ นอกจากนี้ ราคาประกาศเอทานอลในปัจจุบันที่อยู่ระดับ 20.8 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับที่สามารถแข่งขันกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ดี ทำให้การนำมาผสมเป็น E20 มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตติดตั้งเอทานอลอยู่ที่ประมาณ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้จริงในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 3.4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้เพียงประมาณ 50% เท่านั้น หากรัฐบาลขยายการใช้ E20 ได้จริง จะช่วยให้ความต้องการใช้เอทานอลในตลาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ ที่จะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยของผู้ผลิตลดลง ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นผลกำไรที่ดี จึงมองว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น

และทางผู้ประกอบการพร้อมพร้อมร่วมกันผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจสีเขียวที่ช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งอุตสาหกรรมพลังงานและเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...