โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิกฤตราคาน้ำมันเขย่าตลาดโลก แต่ “จีน” กลับยืนแกร่ง นักลงทุนมองเป็นที่พักเงินใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 04.02 น.

แม้สงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง กดดันตลาดการเงินทั่วโลก แต่ตลาด จีน กลับปรับตัวลงน้อยกว่าประเทศอื่น ทั้งหุ้น ค่าเงิน และพันธบัตร นักลงทุนมองเป็นที่พักเงินใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกจากสงครามในอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ตลาดการเงินที่กลับยืนหยัดได้อย่างน่าประหลาดคือจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้วิกฤตพลังงานครั้งนี้ดูเหมือนจะสร้างความเสี่ยงต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างจีนก็ตาม

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดโลก ค่าเงินหยวนยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแทบไม่เปลี่ยนแปลง ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนในช่วงวิกฤตที่หลายฝ่ายคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

ปัจจัยสำคัญมาจากยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลปักกิ่งที่พยายามลดความเปราะบางของเศรษฐกิจต่อความผันผวนด้านพลังงานมานานหลายทศวรรษ จีนได้ลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน สร้างความได้เปรียบในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด และเร่งผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจยังคงพึ่งพาน้ำมันนำเข้าอยู่ แต่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันน้อยลงกว่าที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นถึงราว 65% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง

ผู้เชี่ยวชาญจาก Pictet Asset Management ระบุว่า สินทรัพย์จีนมักถูกนักลงทุนทั่วโลกมองข้ามในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้จะมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพในช่วงวิกฤตได้ดี

ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ราคาน้ำมันดิบเคยพุ่งเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงจากความกังวลว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นและทำให้ธนาคารกลางต้องชะลอการลดดอกเบี้ย ก่อนจะฟื้นตัวบางส่วนเมื่อมีสัญญาณจากวอชิงตันว่าอาจมีความพยายามยุติการสู้รบ

ตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดียปรับตัวลดลงประมาณ 6%, 9% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดยุโรปลดลงราว 5% และตลาดหุ้นสหรัฐลดลงประมาณ 1.4%

อย่างไรก็ตามดัชนี CSI 300 Index ของจีนแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยลดลงเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่านักลงทุนที่ถือหุ้นจีนไว้สามารถรักษามูลค่าการลงทุนได้ดีกว่าตลาดส่วนใหญ่

ภาพเดียวกันยังสะท้อนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตร ค่าเงินหยวนมีผลงานดีกว่าสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ และแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีค่าเงิน CFETS RMB Index ซึ่งสะท้อนค่าเงินหยวนถ่วงน้ำหนักทางการค้า แตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1 จุดเบสิกพอยต์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศสปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 จุดเบสิกพอยต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

นักวิเคราะห์บางส่วน มองว่าการประชุมสุดยอดระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดจีนมากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Barings ระบุว่าหากการหารือเป็นไปในเชิงบวก อาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของตลาด

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่มองว่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียวจะทำให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์จีนอย่างกว้างขวาง โดย ผู้เชี่ยวชาญจาก T. Rowe Price ระบุว่าการที่สินทรัพย์จีนมีผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นในช่วงนี้อาจเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นักลงทุนที่สนใจตลาดจีนจึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงานและอุปสงค์ภายในประเทศ โดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานของ CSI 300 ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่บริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น Jinko Solar ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 13% ในตลาดเซี่ยงไฮ้

ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากกว่าที่คาด รัฐบาลปักกิ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน หลังจากเคยเผชิญปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงปี 2564–2565 ส่งผลให้การผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างมาก ควบคู่ไปกับการขยายกำลังผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

นอกจากนี้จีนยังเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางภาคส่วน โดยปัจจุบันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในจีนสูงกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิมแล้ว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเบนซิน ซึ่งคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันของประเทศ เริ่มเข้าสู่แนวโน้มลดลงในระยะยาว

จีนยังมีคลังสำรองพลังงานจำนวนมาก ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า มีน้ำมันดิบจากอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลาจำนวนหลายสิบล้านบาร์เรลที่ถูกเก็บไว้บนเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ชายฝั่งจีน ขณะที่คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล มากกว่าสหรัฐมากกว่า 3 เท่า และเพียงพอที่จะรองรับการหยุดชะงักของการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้นานถึงประมาณ 6 เดือนในกรณีเลวร้ายที่สุด

นักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie Group ประเมินว่า แม้ราคาน้ำมันจะสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อของจีนอาจทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1% เท่านั้น

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าสำหรับจีนคือผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของจีนที่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น อุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนแอ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอย่างระมัดระวัง

รัฐบาลจีนยังส่งสัญญาณว่าจะรักษาพื้นที่ทางนโยบายไว้ เพื่อเตรียมรับมือหากเกิดวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงขึ้นหรือความตึงเครียดกับสหรัฐกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ถูกกำหนดไว้ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าหากความขัดแย้งในอิหร่านยืดเยื้อ ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนอาจยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศมากกว่า และมีระบบสำรองพลังงานที่แข็งแกร่ง

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...