FPI กดปุ่มผลิตซาอุ ต.ค.นี้ เซ็นสัญญาคู่ค้ารายใหญ่
#FPI #ทันหุ้น – FPI ตั้งเป้าเดินเครื่องผลิตโรงงานในซาอุ วันที่ 1 ตุลาคมนี้ตามแผน ลั่นไร้ผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง เผยเป็นรายเดียวที่ได้รับใบอนุญาต ล่าสุดเซ็นสัญญาเป็นซัพพลายเออร์ให้ CEER ผู้ผลิตรถอีวีรายใหญ่ซาอุ
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบการขนส่งทางทะเลทั่วโลก แต่ในส่วนของการลงทุนในซาอุดีอาระเบียของบริษัทนั้น ยังคงดำเนินต่อไปได้
ทั้งนี้การก่อสร้างโรงงานของบริษัทFPI ในเมืองเจดด้า ประเทศซาอุดีอาระเบีย ยังคงดำเนินไปตามปกติ เนื่องจากทำที่ตั้งอยู่ห่างจากจุดที่มีการปะทะกันบริเวณพรมแดนริยาดและบาห์เรน โดย FPI ถือเป็นผู้ประกอบการรายแรกและรายเดียวในขณะนี้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างโรงงานจากทั้งหมดกว่า 10 รายที่มีแผนจะเข้ามาลงทุน
** เริ่มผลิต 1 ต.ค.นี้
อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าที่จะเปิดดำเนินการผลิตในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อรองรับออเดอร์ผลิตรถยนต์ แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) หากชิ้นส่วนอื่นๆ จากซัพพลายเออร์รายอื่นเกิดการดีเลย์
ล่าสุดบริษัทได้ ลงนามในสัญญาเป็นซัพพลายเออร์กับ CEER ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายแรกของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งก่อตั้งโดยกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (Public Investment Fund : PIF) ร่วมกับ Foxconn
ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจาก FPI ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกหลายรายการ โดยจะทำหน้าที่เป็น Strategic Partner ด้านการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เพื่อสนับสนุนแผนการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ของ CEER ให้บรรลุเป้าหมาย 45%
CEER มีเป้าหมายในการพัฒนาแบรนด์รถยนต์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย โดยมุ่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทซีดานและ SUV เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ CEER มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารวม 7 รุ่น และตั้งเป้าเริ่มการผลิตรวมถึงการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 4/2569 พร้อมแผนกำลังการผลิตระยะยาวสูงสุดประมาณ 240,000 คันต่อปี
** ป้อนสู่ตลาดปลายปี
ภายหลังการลงนามสัญญา คาดว่า FPI จะทยอยเริ่มกระบวนการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนเข้าสู่สายการผลิตของโรงงาน CEER ให้สอดคล้องกับแผนการส่งมอบรถยนต์รุ่นแรกสู่ตลาดในช่วงปลายปี 2569 รวมถึงเตรียมเข้าร่วมการประมูลโครงการเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะทยอยเปิดตัวตามแผนงานของ CEER ในอนาคต
สำหรับ ปัจจุบันปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในสถานการณ์ความตึงเครียดภูมิภาคตะวันออกกลาง คือการขนส่งทางทะเลที่หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในเส้นทางทะเลแดง นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมของสายเรือที่ “ปล้นกลางอากาศ” โดยการประกาศเก็บค่าธรรมเนียมสงคราม(War Risk Surcharge) เพิ่มเติมสูงถึง 3,000 ดอลลาร์ต่อตู้ สำหรับเรือที่อยู่ระหว่างการเดินทางแต่ยังไม่ถึงท่าเรือ ส่งผลให้ผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยต้องหยุดการส่งออกชั่วคราวเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันได้
“หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงหลังจบเทศกาลรอมฎอน ซึ่งจะเป็นช่วงที่ความต้องการสินค้ากลับมาสูงขึ้น ประกอบกับสินค้าที่ตกค้างมาจากช่วงตรุษจีน อาจทำให้สายเรือมีอำนาจต่อรองในการปรับขึ้นราคาค่าขนส่งมหาศาลในอนาคต” นายสมพล กล่าวทิ้งท้าย