ประธาน กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา หนุนควบรวม "ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม" ชูปั๊มเศรษฐกิจยั่งยืน
นางเอมอร ศรีกงพาน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวถึงการควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่า ไม่นานมานี้ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ไปบ้างแล้วว่าหากเกิดจริง จะเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยแยกการกีฬาออกไป เพื่อพัฒนานักกีฬาให้เป็นมืออาชีพในระดับนานาชาติ ถือเป็นเหตุผลที่มีความสำคัญ ในส่วนการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ตนอยากตั้งเป็นข้อสังเกตและมุมมองเชิงโครงสร้าง ตนคิดว่าการควบรวมนั้น มีโอกาสและมีความเสี่ยง พูดง่ายๆ ว่าต้องดูให้ดี ตนอยากให้มอง 4 มิติ
มิติแรกคือด้านยุทธศาสตร์ มองในข้อดี ถือว่าเป็นการบูรณาการทุนวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เป็นระบบเดียวกัน เมื่อเป็นระบบเดียวกันก็จะบริหารจัดการง่ายขึ้น และยังเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศอย่างมีเอกภาพด้วย ทำให้การเล่าเรื่องอัตลักษณ์ของชาติทำได้ชัดเจน ไม่ต้องแยกส่วนแบบที่เป็นอยู่ แต่ข้อที่น่าเป็นห่วงก็คือเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจ ส่วนมากเราจะมุ่งไปที่รายได้หรือจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งขัดกับเป้าหมายทางวัฒนธรรมที่จะเป็นการฟื้นฟู และมีความน่าเป็นห่วงคือการทำให้เป็นสินค้าเกินความจำเป็น
มิติที่สอง ด้านการบริหารราชการ ข้อดีคือเป็นการลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและงบประมาณ สามารถตั้งงบประมาณงบเดียวไปบริหารจัดการได้ สามารถวางแผนนโยบายพื้นที่เดียวกันได้อย่างครบวงจร เช่น การจัดเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ นำเอาวัฒนธรรมมารวมกับการท่องเที่ยวได้ในครั้งเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่ข้อกังวลในมิตินี้คือภารกิจที่ใหญ่และหลากหลายจะทำให้บริหารยากขึ้นหรือไม่
“วัฒนธรรมเป็นงานเชิงคุณค่าส่วนการท่องเที่ยวเป็นงานเชิงการตลาด การจัดหารายได้ เน้นปริมาณ วิธีคิดนั้นมีส่วนที่ต่างกันอยู่ บุคลากรก็ใช้ทักษะคนละด้าน ความเชี่ยวชาญคนละด้าน” นางเอมอร กล่าว
นางเอมอร กล่าวต่อว่า มิติที่สามเป็นด้านเศรษฐกิจ เราสามารถดันเทศกาล ศิลปะ ชุมชนท้องถิ่นไปสู่ตลาดโลกได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือทำให้มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมเป็นฐาน แต่ข้อกังวลคือการเน้นรายได้ระยะสั้น ทำให้เกิดการทำลายความยั่งยืนของแหล่งวัฒนธรรม
มิติสุดท้ายคือภาพลักษณ์ของประเทศ สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศผ่านวัฒนธรรมที่มีชีวิตได้อย่างทรงพลัง สร้างแบรนด์ประเทศที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน แต่ข้อกังวลก็คือหากบริหารไม่ดี อาจจะใช้วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์เกินไป รวมทั้งประเด็นอ่อนไหวทางศาสนาและประเพณีเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังสูงมาก เช่น หากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วทำลายภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ประเพณีและศาสนา เราต้องชั่งน้ำหนักและเอาสิ่งที่ดีหาทางป้องกันแก้ไขให้ดี
นางเอมอร ระบุว่า ตนอยากเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่า ควรจะต้องมีรูปแบบการรวมกระทรวงที่เหมาะสม ต้องบูรณาการเชิงนโยบายมากกว่าบูรณาการแบบรวมศูนย์ทั้งหมด ยึดหลักเรื่องสมดุลอนุรักษ์ ออกกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรม อย่าใช้ประโยชน์เกินขีดจำกัด ต้องมีการประเมินผลทางวัฒนธรรมด้วย
“อย่าลืมว่าต้องให้ชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมทั้งโครงสร้างการบริหารจะต้องคำนึงถึง 2 กลุ่ม คือกลุ่มเชิงคุณค่าและกลุ่มเศรษฐกิจ ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เป้าหมายทางวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายระยะยาว ส่วนเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายรายได้” นางเอมอร กล่าว
นางเอมอร ย้ำว่า ต้องมีนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เชิงระบบ พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติให้ได้ การใช้ทูตวัฒนธรรมร่วมกับการท่องเที่ยว ทั้งในระดับชุมชน อำเภอ จังหวัด และประเทศ ซึ่งต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นให้ถ้วนหน้า
“ควบรวมกระทรวงนั้นเหมาะ แต่ต้องมุ่งสร้างพลังเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แต่ไม่เหมาะ หากมุ่งสร้างรายได้ระยะสั้นตัว ลดคุณค่าทางวัฒนธรรม เราต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวหลัก เป็นทุน” นางเอมอร กล่าว