โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ผลวิจัยชี้ชัดขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่ายไม่เพิ่มรายได้!

ไทยโพสต์

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

งานวิจัยชี้ 'ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย' ไม่เพิ่มรายได้ร้านชำ พบร้านค้าถึง 74% ไม่รับรู้นโยบาย สะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง

11 มี.ค.2569 - เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้วของการทดลองปลดล็อกให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 - 17.00 น. (เริ่ม 3 ธ.ค. 2568) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาทดลอง 180 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป

ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าปลีกและร้านชำรายย่อยตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบช่องว่างสำคัญระหว่างการประกาศนโยบายจากส่วนกลาง กับการรับรู้และนำไปปฏิบัติจริงของคนในพื้นที่อีกด้วย

รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการจำนวน 23 ร้าน ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมร้านขายของชำ ร้านขายส่ง และร้านอาหารแนวครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 74 (17 จาก 23 ร้าน) ไม่ทราบหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายการปลดล็อกเวลาขายช่วง 14.00–17.00 น. ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศ ทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงยึด เวลาเดิม (11.00–14.00 น. และหลัง 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น การล่อซื้อ ตรวจจับ โดยผู้ให้สัมภาษณ์บางส่วนระบุในทำนองว่า ได้กำไรขวดละไม่กี่บาทเอง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวัน แต่หากตีความกฎหมายผิด อาจถูกปรับหลักหมื่นบาทหรือถูกดำเนินคดี อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า ไม่คุ้ม ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการรายย่อยว่า เมื่อเทียบกำไรที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว การขายในช่วงเวลาที่ขยายเพิ่มอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการขยายเวลาเพียงทำให้เกิดการโยกย้ายเวลาซื้อจากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่าย ส่งผลให้ยอดขายรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง (Policy–Practice Gap) แม้นโยบายจะประกาศใช้ในระดับประเทศแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รับรู้หรือไม่มั่นใจในการตีความกฎหมาย ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งเลือกใช้แนวทางป้องกันความเสี่ยง ด้วยการยึดเวลาขายเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่มีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้ หากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนการบังคับใช้ในระดับพื้นที่ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการสื่อสารกฎหมายให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลนโยบายหลังประกาศใช้ รวมถึงใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ประกอบการทบทวนมาตรการในอนาคต นอกจากนั้น สวรส. กำลังให้ทุนวิจัยทำการประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ จากการทดลองขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ (ปลดล็อคช่วงเวลา 14.00-17.00 น.) ซึ่งผลงานวิจัยจะออกมาภายในเวลาที่กำหนด 180 วันนับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2568

ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า บทเรียนจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพต้องเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานทางวิชาการ การสื่อสารนโยบาย และบริบทการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยระบุว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการและชุมชน และสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายในอนาคต ทั้งในด้านการสื่อสารมาตรการ การออกแบบนโยบาย และการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

"ท้ายที่สุดนี้ สวรส. จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นย้ำให้พิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานในช่วงทดลอง 180 วันนี้อย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ ในระยะยาว ทั้งนี้ การทบทวนมาตรการควรดำเนินการโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เป็นสำคัญ เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกิดความสมดุลและตอบโจทย์ผลประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ-สังคม-เศรษฐกิจควบคู่กันไป เพราะนโยบายสาธารณะที่ยั่งยืน ต้องไม่มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจระยะสั้น จนละเลยต้นทุนทางสุขภาพและผลกระทบทางสังคมในระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับ" ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...