ความขัดแย้งโลก 2026 ความเปลี่ยนแปลงของสงคราม
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
ความขัดแย้งโลก 2026
ความเปลี่ยนแปลงของสงคราม
“เป็นเรื่องยากที่จะทำนายว่า อนาคตจะนำสงครามชนิดไหนมาให้เรา เมื่อสงครามเปลี่ยน รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมักจะสร้างความประหลาดใจให้เราเสมอ”
Mara Karlin (2024)
Professor at John Hopkins University
สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญในวิชา “ยุทธศาสตร์ทหาร” มาอย่างยาวนาน คือการคาดคะเนถึงรูปแบบของสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และแน่นอนว่าการคาดคะเนหรือการประมาณสถานการณ์สงครามในวันข้างหน้า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน บางทีการประมาณการเช่นนี้อาจดูเป็นเรื่องง่าย ก็ต่อเมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีต ที่การย้อนเวลาเช่นนั้นช่วยให้เราได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสงครามได้ชัดเจนขึ้น
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นถึงข้อถกเถียงอย่างมากในเรื่องของคุณลักษณะของสงคราม (characteristic of war) ในบรรดานักยุทธศาสตร์ทหาร และผู้ที่สนใจในหัวข้อดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงเวลาของสถานการณ์โลกปัจจุบัน
ยุคสมัยของสงครามเย็น
หากเรามองย้อนกลับไปสู่โลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงการมาของสงครามในรูปแบบใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องของพัฒนาการที่สำคัญของเทคโนโลยีทหาร คือ “การปฏิวัตินิวเคลียร์” (Nuclear Revolution) ซึ่งความร้ายแรงของอาวุธเช่นนี้ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในเดือนสิงหาคม 1945
อาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงเช่นนี้ มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ที่คู่ขัดแย้งใหม่ในยุคหลังสงครามได้กลายเป็น “สหรัฐอเมริกา vs สหภาพโซเวียต” แต่ด้วยเงื่อนไขของอำนาจการทำลายของอาวุธนิวเคลียร์นั้น รัฐมหาอำนาจใหญ่ไม่สามารถที่จะใช้คุณลักษณะของสงครามแบบเดิม ที่เกิดในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 คือ “สงครามเบ็ดเสร็จ” เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เลย
การกำหนดรูปแบบของสงครามที่เป็นการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป คุณลักษณะของสงครามใหม่จึงเน้นในเรื่องของการแข่งขันในการสร้างอิทธิพล การสะสมอาวุธ และหากมีความจำเป็นแล้ว ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า แต่การเผชิญหน้าเช่นนี้จะถูกควบคุมไม่ให้เกิด “การยกระดับสงคราม” (escalation of war) ไปสู่ภาวะของสงครามเต็มรูปที่เป็น “สงครามระหว่างรัฐ” เพราะสงครามระหว่างรัฐมหาอำนาจนั้น อาจนำไปสู่สภาวะของ “สงครามนิวเคลียร์” ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสงครามดังกล่าวจะกลายเป็น “สงครามล้างโลก” เช่นในจินตนาการของนิยายวิทยาศาสตร์หรือไม่
เงื่อนไขทางการเมืองและการทหารเช่นนี้ทำให้สงครามระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น “สงครามร้อน” เช่นที่เกิดในต้นศตวรรษที่ 20 จึงถูกเปลี่ยนสภาวะให้เป็น “สงครามเย็น” ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 หรือที่กล่าวกันในทางยุทธศาสตร์ว่า สงครามเย็นคือสัญญาณถึงการสิ้นสุดของ “ยุคสงครามเบ็ดเสร็จ” ของศตวรรษที่ 20 เพราะ “สงครามนิวเคลียร์เบ็ดเสร็จ” คือหายนะของมนุษยชาติอย่างแน่นอน
สภาวะที่สำคัญของสงครามเย็นคือ “การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์” ที่รัฐมหาอำนาจดำเนินยุทธศาสตร์ด้วยการ “ป้องปราม” อันส่งผลให้ทฤษฎี “การป้องปรามนิวเคลียร์” (Nuclear Deterrence) กลายเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ในยุคสงครามเย็น และยุทธศาสตร์นี้ดำเนินไปด้วยความหวังว่า สงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัฐมหาอำนาจจะไม่เกิดขึ้น โดยใช้การป้องปรามเป็นเครื่องมือในการยับยั้ง หรืออาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า สงครามนิวเคลียร์จะไม่เกิดขึ้น ตราบเท่าที่กลไกและอำนาจของการป้องปรามยังมีประสิทธิภาพในการทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ตัดสินใจที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อน
ในที่สุด สหภาพโซเวียตเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย ที่ถือกำเนิดจาก “การปฏิวัติบอลเชวิก” ในปี 1917 และการล่มสลายในปี 1991 เช่นนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำหน้าที่ในการปิดฉากโลกยุคสงครามเย็น อันส่งผลให้คุณลักษณะของสงครามในอนาคตต้องเปลี่ยนตามไปกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยุคหลังสงครามเย็น
ยุคสมัยของสงครามเย็นจบลง พร้อมกับการมาของการเมืองระหว่างประเทศชุดใหม่ หรือที่เรียกในทางรัฐศาสตร์ว่า “โลกยุคหลังสงครามเย็น” ซึ่งสหรัฐอเมริกามีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ความเป็นการเมืองโลกแบบ “2 ขั้ว” (bipolar) ในแบบยุคสงครามเย็น กลายเป็นการเมืองโลกแบบ “ขั้วเดียว” (unipolar) ที่มีสหรัฐเป็น “มหาอำนาจเดี่ยว” ในการเมืองโลก
สงครามในโลกแบบขั้วเดียวนั้น ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่แต่อย่างใด หากเป็นเรื่องของการที่รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐ จะต้องทำหน้าที่ในการรักษา “ระเบียบโลก” ที่มีปัญหาจากการที่รัฐในภูมิภาครุกรานรัฐเพื่อนบ้าน สงครามในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นเรื่องของ “การรวบรวมพันธมิตร” (coalitions) เพื่อจัดตั้งกองกำลังผสมจากชาติต่างๆ ในอันที่จะเข้าไปจัดการกับ “รัฐอันธพาล” ที่เปิดการรุกรานทางทหาร เช่น การเข้าแทรกแซงการรุกรานคูเวตของอิรัก ด้วยการจัดตั้งกองกำลังผสมจาก 42 ชาติ
นอกจากสงครามจัดการกับปัญหา “รัฐอันธพาล” ในภูมิภาคแล้ว สงครามอีกชุดเป็นเรื่องของ “การรักษาสันติภาพ” ที่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ของยุโรปตะวันออกหรือในแอฟริกา ตัวอย่างของภาพยนตร์อย่าง “Blackhawk Down” ที่เป็นเรื่องของปฏิบัติการรักษาสันติภาพในโมกาดิชู เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคุณลักษณะของสงครามในยุคหลังสงครามเย็น ที่ข้าศึกไม่ใช่กองทัพขนาดใหญ่ และไม่มีสถานะของความเป็นรัฐ
ยุคการก่อการร้าย
โลกยุคหลังสงครามเย็นที่ถือเอาปีแห่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 เป็นจุดเริ่มต้นนั้น ถูกท้าทายอย่างมากจากการโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 หรืออาจกล่าวได้ว่าการโจมตีตึกเวิลด์เทรดในวันนั้น คือการสิ้นสุดของยุคหลังสงครามเย็น ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคก่อการร้าย” อันส่งผลให้สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) เป็นแกนกลางของสงครามในยุคนี้
สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่เป็นผลโดยตรงจากเหตุการณ์ 9/11 (หรือการโจมตีในวันที่ 11 กันยายน) นั้น ส่งผลอย่างชัดเจนต่อคุณลักษณะของสงคราม เพราะแนวคิดของ “สงครามระหว่างรัฐ” หรือความขัดแย้งที่เป็นการใช้กำลังรบระหว่างรัฐนั้น ถูกลดระดับความสำคัญลง ข้อถกเถียงทั้งทางยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธีจึงเน้นในเรื่องบทบาทของ “ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” (non-state actors) เช่น ขบวนการก่อการร้าย ขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งผลของสงครามในสภาวะดังกล่าวได้นำไปสู่แนวคิดในเรื่องของ “สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” (Non-State Warfare)
ในอีกด้านของประเด็นนี้คือ ปัญหา “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) ที่คู่ความขัดแย้งฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐ และอีกฝ่ายเป็นตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งทำให้ระดับพื้นฐานของการต่อสู้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หรือที่บางคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็น “สงครามต่างระดับ” เพราะทั้ง 2 ฝ่ายมีความแตกต่างกันในทุกด้าน จนไม่มีภาวะที่เป็น “ระดับความเท่าเทียม” ของสงคราม กล่าวคือ เป็นสงครามระหว่างรัฐกับขบวนการก่อการร้าย ที่ทำอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล และเป็นพื้นที่เฉพาะ เช่น สงครามในอัฟกานิสถานหรือสงครามในอิรัก เป็นต้น
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การให้ความสนใจในปัญหาทางยุทธศาสตร์ของ “สงครามระหว่างรัฐ” มีอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะความสนใจของรัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐ มุ่งความสนใจไปสู่เรื่องของการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์ การติดตามไล่ล่าสังหารอุซามะฮ์ บิน ลาดิน และต่อมาคือการทำสงครามกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ซึ่งจะเห็นชัดเจนว่าสหรัฐให้ความสนใจต่อปัญหาทางยุทธศาสตร์กับเรื่องของ “การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่” ไม่มากนัก
ในมิติของงานทางยุทธการแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรจะถูกเน้นและให้ความสำคัญมากเท่ากับการ “ไล่ล่า” ผู้ก่อการร้าย และไม่มีอาวุธอะไรจะเข้ามาเป็นประเด็นขัดแย้งและข้อถกเถียงได้มากเท่ากับการใช้โดรนในภารกิจของ “การสังหารเป้าหมายบุคคล” (targeted killings) ดังนั้น ด้วยเงื่อนไขของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ความสนใจต่อปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องหลัก อาจเป็นเพราะภัยคุกคามที่ชัดเจนเฉพาะหน้า คือขบวนการก่อการร้าย ไม่ใช่รัฐมหาอำนาจฝ่ายตรงข้าม
ประกอบกับการที่สหรัฐต้องเข้าไป “ติดกับดักสงคราม” ทั้งในอิรักและในอัฟกานิสถานนั้น โจทย์ทางยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐกลายเป็นเรื่องของ “สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ” (Counterinsurgency Warfare) ที่มีสภาวะของการเป็นสงครามขนาดเล็กภายในพื้นที่จำกัด อีกทั้งข้าศึกเองไม่ได้มีอำนาจกำลังรบขนาดใหญ่ และดังที่กล่าวแล้วว่าในภาวะเช่นนี้ ความสนใจในการเตรียมรับกับภัยคุกคามขนาดใหญ่ที่เป็นเรื่องของสงครามระหว่างรัฐนั้น มีนัยเป็นประเด็นรองในทางทหาร หรือถ้าคิดในเรื่องเช่นนี้ ก็มองว่าปัญหาการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัญหาระยะไกล ยังมีเวลาเตรียมการ
การหวนคืนของสงครามใหญ่
แม้สงครามขนาดใหญ่ที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มขึ้นชัดเจนในปี 2020 ดังจะเห็นได้ถึงความสูญเสียที่เกิดกับทุกประเทศทั่วโลก และเป็นความสูญเสียขนาดใหญ่ จนสิ่งที่เกิดขึ้นอาจต้องเรียกว่าเป็น “สงครามโควิด” ที่มีผลกับชีวิตของคนและสังคมในขอบเขตทั่วโลก สงครามชุดนี้ทำให้ “สงครามการทหาร” ที่เกิดขึ้นในหลายจุดต้องแปรเปลี่ยนไป
ขณะที่สงครามโควิดยังเพิ่งเริ่มต้นในปีที่ 3 นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อนในทางความมั่นคง คือการตัดสินใจของผู้นำรัสเซียในการเปิดการโจมตียูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 การบุกยูเครนเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการหวนคืนของ “สงครามระหว่างรัฐ” ทั้งยังเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดของรัฐยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แม้สงครามจะเป็นการรบที่จำกัดอยู่ในสมรภูมิยูเครน แต่ก็เป็นสงครามที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองโลกอย่างมาก
สงครามยูเครนจึงไม่ใช่เพียงสงครามระหว่างรัฐในการเมืองโลกศตวรรษที่ 21 เท่านั้น หากยังเป็นสงครามที่มีบริบทของการเมืองโลกอย่างชัดเจนด้วย ฉะนั้น สงครามยูเครนในปี 2026 จะยังคงเป็นปัจจัยในการลากจูงการเมืองโลกต่อไป!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความขัดแย้งโลก 2026 ความเปลี่ยนแปลงของสงคราม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly