โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

บูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา เรื่องสยองของอุษาคเนย์ ทำไมต้องใช้ “สตรีมีครรภ์” ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา เรื่องสยองของอุษาคเนย์ ทำไมต้องใช้ “สตรีมีครรภ์” ?

ความเชื่อเรื่องการบูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสาปรากฏในดินแดนอุษาคเนย์มานาน และถ้าย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ปรากฏหลักฐานที่บันทึกถึงเรื่องการบูชายัญมนุษย์ด้วยการฝังสตรีมีครรภ์ไว้ใต้เสาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องเล่านี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องใช้สตรีมีครรภ์

ฝังสตรีมีครรภ์ไว้ใต้เสา เรื่องเล่าจาก “วัน วลิต” และ “ราชาธิราช”

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี กล่าวถึงประเด็นการบูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสาไว้ในผลงาน “หินตั้ง-ศาสนาผี อาศรมสถิต พลังชีวิต ผีบรรพชน” (สำนักพิมพ์มติชน) โดยยกบันทึก “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” ของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อ “วัน วลิต” ชาวฮอลันดาที่เข้ามาทำงานในกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2176-2185 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่เล่าถึงการบูชายัญมนุษย์ มาให้เห็นภาพ

ฟาน ฟลีต บันทึกไว้ว่า (ย่อหน้าใหม่ และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“…พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายทรงให้ความสำคัญกับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์น้อยมาก ถ้าสร้างพระราชวัง หอสูง หรือที่ประทับต้องสร้างเพื่อพระองค์ ใต้เสาแต่ละต้นซึ่งปักลงไปในพื้นดินต้องโยนหญิงมีครรภ์คนหนึ่งลงไป และยิ่งกว่านั้นหญิงผู้ตายในเวลาใกล้คลอดยิ่งดี

ด้วยเหตุนี้จึงมักมีเรื่องเศร้าโศกใหญ่หลวงในกรุงศรีอยุธยาเสมอ ๆ ในระหว่างเวลาที่สร้างหรือซ่อมพระราชวัง เนื่องด้วยสิ่งก่อสร้างในสยามอยู่สูงเหนือพื้นดินขึ้นมามาก และตั้งอยู่บนเสาไม้ ฉะนั้น ผู้หญิงจำนวนมากจึงต้องประสบเคราะห์กรรมดังกล่าว ถึงแม้ว่าคำบรรยายนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องนิยาย แต่การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ

ประชาชนผู้ซึ่งถือผีถือลางเชื่อว่า ผู้หญิงเหล่านี้เมื่อตายแล้วจะกลับเป็นผีปีศาจที่ดุร้าย ไม่เพียงปกป้องเสาซึ่งตนถูกโยนลงมาข้างใต้ แต่ยังช่วยให้ทั้งบ้านพ้นจากโชคร้าย

พระเจ้าแผ่นดินมักทรงสั่งให้พวกทาส 2-3 คน ไปจับหญิงทุกคนซึ่งกำลังมีครรภ์มาโดยไม่ต้องคำนึงถึงอะไร แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนถูกเอาตัวออกมาจากบ้าน เว้นเสียแต่ว่าไม่อาจหาหญิงมีครรภ์ตามท้องถนนได้แล้ว พวกผู้หญิงมีครรภ์เหล่านี้จะถูกนำตัวไปเข้าเฝ้าพระราชินี พระราชินีทรงดูแลปฏิบัติกับหญิงเหล่านี้เหมือนอย่างเช่นเป็นคนในตระกูลสูง

เมื่อพวกหญิงเหล่านั้นอยู่ที่นั่นได้ 2-3 วันแล้ว พวกเธอก็จะถูก (ขอโทษสำหรับคำบรรยายที่ป่าเถื่อน) โยนลงไปในหลุมให้หงายท้องขึ้น แล้วเอาเสาปักทิ่มลงไปในท้อง…”

ฟาน ฟลีต ยังเล่าเรื่องบูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสาโดยใช้สตรีมีครรภ์ ในเอกสารชิ้นเดิมด้วยว่า

“…มีประตูทางเข้า 17 ประตู รวมทั้งประตูเสา (Petousian) หรือประตูหัวใจ (อันเป็นทางเข้าไปยังพระราชวัง) ในตอนต้นปี ค.ศ. 1634 (พ.ศ. 2177) พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันทรงเปลี่ยนประตูทั้งหมด และเรื่องจากประตูเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นประตูวัดวาอาราม ประตูบ้าน หรือประตูวัง (แม้ว่าประตูเหล่านี้จะน่าเกลียดหรือไม่สลักสำคัญอันใด) ถือเป็นที่ ๆ ศักดิ์สิทธิ์ในประเทศสยาม

พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งให้โยนหญิงมีครรภ์ 2 คนลงใต้เสาแต่ละเสา จำเป็นต้องใช้หญิงมีครรภ์ถึง 68 คน สำหรับประตู 17 ประตูนี้ ด้วยเหตุนี้หญิงจำนวนหนึ่งจึงถูกนำตัวเข้ามาในวัง แต่หลังจากนั้น 2 วัน ก็มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น คือ หญิง 5 คน ซึ่งถูกจับตัวมาได้คลอดบุตรขณะถูกนำตัวเข้าไปในพระราชวัง เหตุนี้จึงทำให้เกิดความเศร้าสลดใจอย่างใหญ่หลวงขึ้นในพระมหาราชวัง และเชื่อว่าเป็นความมหัศจรรย์

ออกญาจักรี (Oya Syery) [ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นออกญาสุโขทัย (Oya Sucethay) และเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง] ได้กล้ากราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เป็นที่ปรากฏว่าพระเป็นเจ้าสูงสุดทรงไม่เห็นด้วยกับการโยนหญิงลงไปใต้เสาประตูแต่ละเสา แต่เพื่อขับไล่ผีร้าย (ซึ่งตามความคิดของคนไทย คิดว่าผีร้ายเป็นเจ้าของประตูเหล่านี้) ออกญาจักรีจึงแนะให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทำพิธีเฉพาะประตูเสาเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงตกลงตามนั้น และมีพระราชบัญชาให้กักตัวหญิงมีครรภ์ 4 คนไว้เท่านั้น

ส่วนหญิงคนอื่น ๆ (พวกที่คลอดบุตรออกมาแล้ว กับพวกที่ยังไม่ได้คลอด) ได้ถูกโกนผมหมด และถูกฟันบนศีรษะ 2 ครั้ง และพวกเขาได้รับการบอกเล่าว่าพระเจ้าได้ประทานชีวิตของพวกเขาไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแผ่นดิน และพวกเขาควรจะต้องตาย แต่ด้วยพระเมตตากรุณาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีมากกว่าพระเจ้าเสียอีก พวกเธอทั้งหมดจึงสามารถกลับไปบ้านเรือนของตนเองได้ ยกเว้นหญิง 4 คนซึ่งกล่าวมาแล้ว ที่ถูกโยนลงไปใต้เสาประตูเสา…”

ชุดข้อมูลที่ฟาน ฟลีต ถ่ายทอดไว้ใน “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” อาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริง แล้วก็อาจเป็นได้ทั้งเรื่องเล่าที่เขาได้ยินได้ฟังจากคนอื่น หรือที่สุดอาจเป็นเรื่องแต่งจากจินตนาการ ที่ทำให้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวสยามในสายตาชาวตะวันตกดูป่าเถื่อน และไร้อารยธรรมก็เป็นได้เช่นกัน

การบูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา ยังปรากฏใน “พงศาวดารมอญ” หรือที่รู้จักในชื่อ “ราชาธิราช” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีในราชสำนัก 4 คน มีเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อครั้งเป็นพระยาพระคลัง เป็นแม่กองการแปล และชำระความ เมื่อ พ.ศ. 2328 ดังความว่า (ย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“…แล้วมะกะโทให้หาฤกษ์ปลูกปราสาท โหรถวายฤกษ์ในฤกษ์นั้นว่า วันพฤหัสบดีเดือนหกแรมสามค่ำ ศักราชได้ 648 ปี นักษัตรฤกษ์ยี่สิบสองเป็นราชฤกษ์นั้น จะมีหญิงมีครรภ์แปดเดือนเดินมาเป็นนิมิตได้ฤกษ์เอาเสาลงหลุม จึงมุขมนตรีคนทั้งปวง ครั้นวันฤกษ์ก็พร้อมกันคอยท่า และนิมิตถึงฤกษ์เวลากลางวัน

พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงก็พร้อมกันว่าได้ฤกษ์แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุมจึงยกเอาเสาปราสาทนั้นลงหลุม โลหิตสตรีนั้นกระเด็นขึ้นมาเป็นอสรพิษแปดตัว เจ็ดตัวนั้นตายในสถานที่นั้น แต่ตัวหนึ่งเลื้อยไปทางทิศประจิม แลโหรทำนายว่า เมืองนี้จะบังเกิดกษัตริย์แปดพระองค์ จะทิวงคตในเมืองนี้เจ็ดพระองค์ แต่พระองค์หนึ่งนั้นจะไปทิวงคตฝ่ายประจิมทิศ ครั้นสร้างปราสาทสำเร็จแล้ว จึงให้พระโหราพฤฒามาตย์ตั้งพระราชพิธีราชาภิเศกรับพระนาม ซึ่งสมเด็จพระร่วงเจ้าพระราชทานมานั้น ทรงพระนามชื่อว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว…”

แม้ราชาธิราชจะแปล และเรียบเรียงจากพงศาวดารมอญ แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของเรื่องให้มีความใกล้เคียงความเป็นนวนิยาย โดยปรับลำดับเหตุการณ์ให้มีโครงเรื่องแบบนวนิยาย เพื่อเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับราชาเหนือราชาทั้งปวง สอดคล้องกับสังคม และการเมืองสยามในยุคนั้น ราชาธิราชฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จึงมีลักษณะเป็นบันเทิงคดี หรือเรื่องแต่ง ทั้งแก่นเรื่อง โครงเรื่อง และตัวละคร ดังนั้น ถึงจะปรากฏเรื่องการนำสตรีมีครรภ์ฝังทั้งเป็นใต้เสา ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

บูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา ทำไมต้องใช้ “สตรีมีครรภ์” ?

คำถามที่หลายคนสงสัย คือ การบูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา ทำไมสตรีมีครรภ์ต้องรับเคราะห์ทุกที เรื่องนี้ศิริพจน์อธิบายว่า เพราะสตรีมีครรภ์ถือเป็นสิ่งพิเศษในหลายสังคม และวัฒนธรรมทั่วโลก

ผลงานของเซอร์ เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ (Sir James George Frazer) เรื่อง “The Golden Bough: A Study in Magic and Religion” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2433 ในชื่อ “The Golden Bough: A Study in Comparative Religion” กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจพิเศษของสตรีมีครรภ์มากมายหลายกรณีจากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก

เฉพาะการบูชายัญด้วยสตรีมีครรภ์นั้น เซอร์ เฟรเซอร์ ได้ยกตัวอย่างจากกรณีที่ชาวกรีก และโรมันใช้สตรีมีครรภ์เป็นเครื่องพลีกรรมแก่เทพีแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และพระแม่ธรณี เพื่อให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ และผลิตผลต่าง ๆ ผลิดอกออกผลอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะผู้หญิงมีครรภ์ก็คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และผลิตผลนั่นเอง

เซอร์ เฟรเซอร์ ยังยกตัวอย่างความเชื่อเกี่ยวกับสตรีมีครรภ์ในหลายพื้นที่ เช่น ผู้คนในแคว้นไบเอิร์น (Bayern) และออสเตรีย เชื่อว่า สตรีมีครรภ์สามารถสื่อสารกับความอุดมสมบูรณ์ได้ ดังนั้น ถ้าให้ผลไม้ที่ออกเป็นลูกแรกของต้นหรือของไร่สวนให้พวกเธอกิน ต้นไม้จะผลิดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ในปีหน้า หรือชาวอเมริกันอินเดียนเผ่าโอริโนโก (Orinico) จะให้สตรีมีลูกแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพืช เพราะเชื่อว่า พวกเธอคุ้นเคยกับการให้กำเนิด ถ้าให้พวกเธอหว่านเมล็ดพันธุ์ก็จะอุดมสมบูรณ์กว่าให้ผู้ชายหว่านถึง 2-3 เท่า

ในทางกลับกัน กลุ่มชาวบาแกนดา (Baganda) กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของชาวบันตู (Bantu) ที่ใหญ่ที่สุดในยูกันดา ทวีปแอฟริกา เชื่อว่า ภรรยาที่เป็นหมันจะทำให้สวนของสามีติดเชื้อหมันไปด้วย ทำให้พืชพันธุ์ไม่ออกผลผลิต หญิงชาวบาแกนดาที่เป็นหมันจึงมีสถานะเป็นม่ายจำนวนมาก

“ความเชื่อว่า หญิงมีครรภ์เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และผลิตผลที่งอกงามนั้น จึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก การบูชายัญหญิงมีครรภ์จึงควรจะเป็นสัญลักษณ์ในการประกันความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนขนาดเล็กอย่างหมู่บ้านหรือใหญ่ขนาดเมืองก็ตาม เรื่องราวความเชื่อของการฝังหญิงมีครรภ์ไว้ในหลุมเสาต่าง ๆ ในอุษาคเนย์ก็คงมีพื้นฐานมาจากรากเหง้าเดียวกันนี้เอง” ศิริพจน์สรุป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. หินตั้ง-ศาสนาผี อาศรมสถิต พลังชีวิต ผีบรรพชน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2568.

พระยาพระคลัง (หน). พระราชพงศาวดารรามัญ เรื่อง ราชาธิราช. พระนคร: บริการ, 2489.

มาโนช ดินลานสกูล, วินัย สุกใส และธีรยุทธ์ เกณบุตร. (2562). ราชาธิราช : จากพระราชพงศาวดารสู่นวนิยาย. วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า, ปีที่ 6 (ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2562), 46.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บูชายัญมนุษย์ฝังทั้งเป็นใต้เสา เรื่องสยองของอุษาคเนย์ ทำไมต้องใช้ “สตรีมีครรภ์” ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...