โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รองโฆษก ตร. เผยไล่ออกแล้ว 1 นาย ปมปล่อยตัวผู้ต้องกักจีนเทา พบ 1 ใน 5 นาย

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

รองโฆษก ตร. เผยไล่ออกแล้ว 1 นาย ปมปล่อยตัวผู้ต้องกักจีนเทา พบ 1 ใน 5 นาย ชี้ผิดแน่ไม่นำตัวส่งคืนสตมด้าน "ผบ.ตร." สั่งสแกนทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 แถลงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผู้ต้องกักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และชี้แจงการตรวจสอบคดีปล่อยตัวผู้ต้องกักสัญชาติจีน ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับการประสานกรณีอาจมีขบวนการทุจริตปล่อยตัวผู้ต้องกักสัญชาติจีน ตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 จากการที่สถานทูตจีนได้ประสานขอให้ตรวจสอบกรณี นายอาฮ่าง (นายหม่า กวางซู่) ผู้ต้องกักสัญชาติจีน ที่พ้นจากการควบคุมของสถานกักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังได้รับการประสาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที จากการตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง โดยพบพนักงานสอบสวน จำนวน 5 นาย มีการแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อขอตัวผู้ต้องกัก แล้วไม่แจ้งผลและส่งตัวผู้ต้องกักต่อ สตม. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับทั้ง 5 นาย โดยส่งสำนวนคดีอาญาให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวน เมื่อเดือนตุลาคม 2568

ส่วนการดำเนินการทางวินัย ทาง บช.น.ได้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย โดยในราย ร.ต.อ.ไชยาฯ ได้ทำการสอบสวนทางวินัยเสร็จสิ้นแล้ว มีความเห็นลงโทษไล่ออกจากราชการ ส่วนรายอื่นๆ อยู่ในระหว่างขั้นตอนการสอบสวนวินัยร้ายแรง และพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยตามระเบียบ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้กำชับให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เร่งรัดการตรวจสอบภาพรวมทั่วประเทศ และดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยมีการแบ่งมอบภารกิจให้แก่ 5 ส่วนงานหลัก คือ1.ด้านการตรวจสอบ มอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตเชิงระบบ ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบความเชื่อมโยงทั้งบุคคลภายในและภายนอกองค์กร,2.ด้านการตรวจคนเข้าเมือง มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบระบบควบคุมยอดผู้ต้องกัก โดยต้องตรวจสอบยอดผู้ต้องกักและสถานภาพผู้ที่ถูกเบิกตัวไปตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ต้องกัก,3.ด้านการสอบสวน มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ตรวจสอบภายในอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับผู้ต้องกักที่มีการเบิกตัวมาดำเนินคดี

โดยให้ปรากฏข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ดำเนินการทางปกครอง วินัย และอาญากับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดทุกราย พร้อมขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลัง,4. ด้านกฎหมาย มอบหมายให้สำนักงานกฎหมายและคดี และกองคดีอาญา ตรวจสอบการร้องเรียนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการปล่อยผู้ต้องกัก โดยเน้นการประสานงาน เสนอแนะความเห็น และกำหนดมาตรการเข้มงวดในการอายัดตัวผู้ต้องกัก และ 5.ด้านการสนับสนุน หน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานกำลังพล, สำนักงานเทคโนโลยีและการสื่อสาร, กองทะเบียนประวัติอาชญากร, กองวินัย และกองการต่างประเทศ พิจารณาเสนอแนะการดำเนินการทางวินัยและปกครอง โดยดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเด็ดขาด ทบทวนหนังสือเกี่ยวกับการอายัดตัวผู้ต้องกัก และหนังสือกรณีบุคคลต่างด้าวเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหา รวมถึงพิจารณาทบทวนแนวทางมาตรการการลงคดีอาญาในระบบ CRIMES และหมายจับ

โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางการจีนได้ประสานมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยเพื่อสอบถามกรณีที่รอการส่งตัวผู้ร้ายที่ถูกดำเนินคดีในไทยแล้วเสร็จกลับไปยังประเทศจีนแต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลากลับไม่มีผู้ต้องหาถูกส่งตัวกลับไปแต่อย่างใดโดยเฉพาะนาย หม่ากวางซู่ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัวแต่ไม่ได้ถูกส่งกลับจึงมีการตรวจสอบว่าตัวผู้ต้องหาอยู่ที่ไหนและอยู่ในขั้นตอนใดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสั่งการให้ทางตำรวจนครบาลและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบจึงพบว่ามีการเบิกตัวจากพนักงานสอบสวนโรงพักท้องที่เพื่อนำไปดำเนินคดีก่อนจะหายตัวไป

จากการตรวจสอบพบว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 จนถึง 2568 มีการเบิกตัวผู้ต้องกักออกไปจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 131 รายส่วนพนักงานสอบสวนที่พบว่ามีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากกลุ่มผู้ต้องกักชาวต่างชาติมีจำนวน 5 นายยศตั้งแต่ร.ต.อ.-พ.ต.ท.สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลทั้งหมดโดย 1 ใน 5 นายพบว่ามีการเบิกตัวผู้ต้องกักกว่า 30 เคส และในจำนวนนี้ต้นสังกัดจะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ 1 นายในวันนี้ ส่วนอีก 4 นายถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง

สำหรับพฤติกรรมของตำรวจทั้ง 5 นายพบว่าจะมีการรับแจ้งความจากผู้เสียหายในฐานความผิดฉ้อโกงหรือร่วมกันฉ้อโกงจากนั้นพนักงานสอบสวนก็จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ต้องกักชาวจีนที่อยู่ในการควบคุมของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่อยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันกลับประเทศก่อนที่จะไปเบิกตัวเพื่อนำไปดำเนินคดีโดยทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็จะปล่อยตัวตามคำขอเบิกเนื่องจากมีหมายจับของศาลแต่ทางตม.ก็มีหนังสือกำกับท้ายว่าหากสิ้นสุดคดีแล้วต้องนำตัวกลับมาส่งมอบให้กับตม.แต่ปรากฏว่าตัวผู้ต้องกักไม่ถูกส่งตัวกลับมาแต่อย่างใด

พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่าขบวนการดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนในเชิงลึกทั้งหมดตั้งแต่ตัวผู้อ้างเป็นผู้เสียหาย,กลุ่มทนายความ,กลุ่มนายหน้าและกลุ่มตำรวจซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าในภาพรวมเป็นอย่างไรแต่ได้มีการดำเนินคดีไปในแต่ละแต่ละรายที่ตรวจพบก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้มีการตรวจสอบ การปล่อยตัวผู้ต้องกักจาก ตม.ทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่าขบวนการเหล่านี้จะเป็นช่องโหว่หรือเป็นวิธีคิดของโจรหรือไม่ยืนยันต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอนหากมีความผิดจริงก็จะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานเท็จให้เป็นคดีความตั้งแต่แรกเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ต้องถูกส่งตัวกลับไปประเทศต้นทางแต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...