หนูน้อยอันอันกับครอบครัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งสายเปย์
ข้อมูลเบื้องต้น
หนูน้อยอันอันกับครอบครัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งสายเปย์
奶包三岁半,我是全豪门的团宠
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 惊颜ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook
เรื่องย่อ
เมื่อ ‘อันอัน’ เด็กน้อยที่ถูกลักพาตัวไปทารุณนานถึงสามปี ได้รับการช่วยเหลือจาก ‘ฉินฮ่าวเฉิน’ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ตามหาลูกสาวมาตลอดหนึ่งพันวัน ชีวิตที่เคยหนาวเหน็บก็เปลี่ยนไปตลอดกาล!
ท่ามกลางการประเคนความรักระดับเจ้าหญิงและกองทัพพี่ชายจอมคลั่งรักที่พร้อมจะขยี้ทุกคนที่เคยรังแกเธอให้จมดิน อันอันได้ค้นพบความลับของ ‘สร้อยข้อมือเงินปาฏิหาริย์’ ที่มอบพลังพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์และรักษาบาดแผล
เมื่อภัยร้ายที่ซ่อนอยู่เริ่มปรากฏ หนูน้อยวัยสามขวบครึ่งจึงต้องใช้พลังลับเพื่อปกป้องครอบครัวมหาเศรษฐีที่พร้อมจะมอบโลกทั้งใบให้เธอเพียงคนเดียว!
บทที่ 1 อันอันคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ
บทที่ 1 อันอันคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ
ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝูที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง A ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูทรุดโทรมและอ้างว้าง ชายวัยกลางคนหน้าตาโหดเหี้ยมกำลังขยุ้มคอเสื้อด้านหลังของหนูน้อยตัวเล็กคนหนึ่งกลางลาน พร้อมกับแผดเสียงด่าทออย่างดุดัน
“ยัยเด็กเวร! วัน ๆ เอาแต่ขี้เกียจ สั่งให้กวาดลานบ้านแค่นี้ยังกล้าแอบวิ่งหนีไปเที่ยวเล่นอีกนะ!”
“อันอันไม่ได้วิ่งหนีนะคะ ผู้อำนวยการ…”
เด็กน้อยวัยเพียงสามขวบครึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอมีชื่อเล่นว่าอันอัน ส่วนชื่อจริงนั้นยังไม่มีใครทราบว่าคือชื่ออะไร
เนื่องจากอันอันเผชิญกับภาวะอดอยากมาเป็นเวลานาน ร่างกายของเธอจึงผอมโซและขาดสารอาหารอย่างหนัก ทำให้เธอดูตัวเล็กและบอบบางกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากนัก เธอพยายามหดคอหนีด้วยความหวาดกลัวพลางเอ่ยอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา
“ผู้อำนวยการขา อันอันเข้าไปในครัวเพื่อหาของทานค่ะ ตั้งแต่เมื่อคืนอันอันยังไม่ได้ทานอะไรเลย เช้านี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง อันอันหิวเหลือเกินค่ะ…”
ในขณะนั้นท้องของเธอส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก แต่ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ทานหมั่นโถวลูกเล็กในมือจนหมด ก็ถูกจงเจี้ยนเหรินกระชากตัวออกมาเสียก่อน
จงเจี้ยนเหริน ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ จ้องมองใบหน้าซูบผอมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นของอันอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เขาใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากของเด็กน้อยอย่างแรงจนเกิดรอยแดงชัดเจน
“กิน กิน กิน! ในหัวมีแต่เรื่องกิน! ถ้าลานบ้านยังกวาดไม่สะอาด อย่าหวังเลยว่าจะได้เสนอหน้าเข้าไปในครัวอีก!”
เดิมทีจงเจี้ยนเหรินยอมรับเลี้ยงอันอันไว้ก็เพราะในตอนแรกเด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม เขาแอบหวังลึก ๆ ว่าจะสามารถหาครอบครัวมหาเศรษฐีมาอุปถัมภ์รับเลี้ยงอันอันไปได้ เพื่อที่เขาจะได้รับเงินสนับสนุนก้อนโตมาเติมเต็มกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง
แต่ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปอันอันกลับยิ่งผอมแห้งลงเรื่อย ๆ จนดูไม่มีราศี และทุกครั้งที่มีผู้ใจบุญมาเยี่ยมเยียน อันอันก็มักจะแสดงอาการหวาดกลัวและหลบซ่อนตัวเสมอ ท่าทางที่ดูขี้ขลาดและไม่กล้าสู้หน้าคนทำให้เธอไม่เป็นที่ประทับใจของใครเลย
จงเจี้ยนเหรินยังคงอารมณ์เสียไม่หาย เขาเตรียมจะหยิบไม้กวาดขึ้นมาฟาดเพื่อระบายโทสะ อันอันรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นแล้วใช้มือน้อย ๆ กอดศีรษะตัวเองไว้แน่นพร้อมกับหลับตาปี๋ด้วยความหวาดหวั่น
ในจังหวะนั้นเอง เด็กชายรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคาร ในข้อมือของเขาสวมสร้อยข้อมือเงินที่ดูมีราคา เขาตะโกนลั่น
“คุณปู่! ผมหิวแล้ว! ผมจะกินเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ!”
เขาคือจงเสี่ยวเฉียง หลานชายสุดที่รักของจงเจี้ยนเหริน ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้กับคุณปู่ของเขา จงเจี้ยนเหรินที่ปฏิต่อเด็กคนอื่นอย่างร้ายกาจ กลับแสดงความรักและความตามใจต่อหลานชายอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าสถานสงเคราะห์จะได้รับของบริจาคดี ๆ อะไรมา เขาจะเก็บไว้ให้จงเสี่ยวเฉียงก่อนเสมอ รวมถึงกำไลเงินคู่นั้นที่ความจริงแล้วเป็นของติดตัวของอันอัน แต่จงเจี้ยนเหรินกลับยึดมาให้หลานชายของเขาสวมใส่แทน
เมื่อได้ยินเสียงหลานชาย จงเจี้ยนเหรินก็เปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนทันที
"จ้ะ ๆ กินเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ เลยนะ! กินเยอะ ๆ เลย! อยู่กับปู่รับรองอิ่มไม่อั้น!"
ก่อนจะเข้าครัวไป เขาไม่ลืมที่จะหันมาถลึงตาใส่อันอัน
“รีบกวาดให้สะอาด! ถ้ายังเห็นเศษฝุ่นล่ะก็ วันนี้แกไม่ต้องกินข้าว!”
จงเสี่ยวเฉียงหันมามองอันอันพลางทำหน้าทะเล้นเยาะเย้ย ท้องของอันอันส่งเสียงร้องประท้วง ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำด้วยความรู้สึกอัดอั้น เธอรู้ดีว่าเธอคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ น้ำตาเม็ดใสเริ่มร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ อันอันรีบเช็ดน้ำตาแล้วหยิบไม้กวาดที่สูงกว่าตัวเธอมาก ขึ้นมาพยายามกวาดลานบ้านอย่างสุดกำลัง เพราะหากกวาดไม่สะอาด วันนี้เธอคงต้องอดอาหารจริง ๆ
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดส่อง เสียงเครื่องยนต์รถยนต์จากระยะไกลค่อย ๆ ดังชัดขึ้นและมุ่งตรงมายังบ้านแห่งความสุขแห่งนี้ เพียงครู่เดียว รถลินคอล์นรุ่นยาวพิเศษพร้อมกับรถเบนท์ลีย์สีดำอีกสี่คันก็เข้ามาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทลงจากรถและเข้าประจำตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ บอดี้การ์ดนายหนึ่งเปิดประตูรถคันหรูด้วยความเคารพ
“ท่านประธานครับ ถึงสถานสงเคราะห์แล้วครับ”
ภายในห้องโดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะถูกปรับระดับให้ต่ำลง บุรุษที่นั่งอยู่บนนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แพขนตายาวทอดเงาจาง ๆ ลงบนโหนกแก้มดูมีเสน่ห์อย่างลึกลับ
ฉินฮ่าวเฉินก้าวลงจากรถ รองเท้าหนังสีดำขัดเงาสัมผัสพื้นอย่างมั่นคง เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาและกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี๊ยบ แม้จะแต่งกายเรียบง่ายแต่มันกลับส่งเสริมให้เขาดูสูงส่งและมีอำนาจ คิ้วเข้มพาดเฉียงขึ้นรับกับดวงตาคมลึกที่แฝงไปด้วยความเย็นชาและโดดเดี่ยว จนผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกเกรงขามเพียงแค่แรกเห็น
สายตาของฉินฮ่าวเฉินหยุดนิ่งอยู่ที่ป้ายสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝู นี่คือสถานสงเคราะห์แห่งที่ 129 ที่เขาเดินทางมาค้นหา และเป็นวันที่ 1,000 พอดีนับตั้งแต่ลูกสาวของเขาหายสาบสูญไป แม้พวกโจรลักพาตัวจะได้รับโทษไปแล้ว แต่ลูกสาวของเขากลับยังไร้ร่องรอย ไม่ว่าจะมีเบาะแสเพียงน้อยนิดเพียงใด เขาจะทิ้งทุกภารกิจเพื่อมาตรวจสอบด้วยตัวเองเสมอ แม้ผลที่ได้รับจะเป็นความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
จากรายงานล่าสุดพบว่าที่นี่เคยรับเลี้ยงเด็กที่มีอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเขา ฉินฮ่าวเฉินจึงเดินทางมาทันที ความอ่อนล้าจากการนอนไม่หลับปรากฏชัดบนใบหน้าแต่ก็ถูกบดบังด้วยความเคร่งขรึม ในขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปกดกริ่ง เสียงนุ่มนิ่มของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณลุงขา มาหาใครเหรอคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมองต้นเสียง ภายในรั้วเหล็กมีเด็กน้อยคนหนึ่งยืนถือไม้กวาดทางมะพร้าวอันเขื่อง ใบหน้าที่ดูผอมโซและมอมแมมนั้นไม่ได้ลดทอนความสดใสของดวงตากลมโตคู่นั้นลงเลย ในวินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เพราะเด็กน้อยคนนี้มีใบหน้าเหมือนกับเย่เจาซือภรรยาของเขาในตอนเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาอุทานเบา ๆ
“ท่านประธานครับ เด็กคนนี้หน้าเหมือนภรรยาของท่านมากเลยครับ!”
ฉินฮ่าวเฉินดึงสติกลับมาได้ในที่สุด เขาขยับริมฝีปากเอ่ยเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า
“อันอัน…”
อันอันแสดงสีหน้ามึนงง เธอเกาศีรษะเบา ๆ พลางสงสัยว่าทำไมคุณลุงแปลกหน้าถึงรู้ชื่อของเธอได้ เธอเอียงคอถาม
“คุณลุงรู้จักอันอันด้วยเหรอคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองเด็กน้อยอย่างไม่วางตาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงตวาดแหลมสูงก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด
“อันอัน! บอกให้กวาดลานบ้านให้สะอาดไม่ใช่เหรอ? ทำไมพื้นยังสกปรกแบบนี้! นี่แกแอบอู้งานไปคุยเล่นอีกแล้วใช่ไหม!”
เมื่อได้ยินเสียงด่าที่คุ้นเคย ร่างเล็ก ๆ ของอันอันก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวทันที เธอรีบกระชับด้ามไม้กวาดไว้แน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“คุณลุงขา อันอันต้องไปกวาดพื้นแล้วค่ะ”
พูดจบเธอก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“อันอัน…“
เสียงเรียกของฉินฮ่าวเฉินไม่สามารถหยุดยั้งเด็กน้อยได้
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองแผ่นหลังที่ผอมบางและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นด้วยความสะเทือนใจ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขีดสุด เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอำมหิต
“พังประตูทิ้งซะ!”
“รับทราบครับ ท่านประธาน!”
บทที่ 2 คุณพ่อมารับอันอันกลับบ้าน
บทที่ 2 คุณพ่อมารับอันอันกลับบ้าน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง…
จงเจี้ยนเหรินชี้นิ้วไปยังกองขยะที่เกลื่อนกราดเต็มพื้นลาน
“พื้นสกปรกขนาดนี้ แกจงใจทำให้ฉันอารมณ์เสียตั้งแต่เช้าเลยใช่ไหม!”
อันอันเห็นจงเสี่ยวเฉียงแอบยืนเอามืออุดปากแอบหัวเราะเยาะเย้ยเธออยู่ข้าง ๆ แถมถังขยะก็ยังล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น เธอจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยตอบโต้ด้วยความอัดอั้น
“ผู้อำนวยการ จงเสี่ยวเฉียงเป็นคนทำถังขยะล้มค่ะ ไม่ใช่อันอันกวาดไม่สะอาดนะคะ!”
จงเจี้ยนเหรินได้ยินดังนั้นก็เดือดดาลยิ่งกว่าเดิม เขาปรี่เข้าไปกระชากไม้กวาดมาจากมือน้อย ๆ ของอันอัน แล้วชูขึ้นเหนือหัวทำท่าจะฟาด
“นอกจากจะขี้เกียจแล้วยังกล้าโกหกใส่ร้ายเสี่ยวเฉียงของฉันอีกนะ! ยัยเด็กเหลือขอไม่มีพ่อไม่มีแม่! เห็นทีถ้าฉันไม่เฆี่ยนแกให้หนักสักรอบ แกก็คงไม่ยอมรับผิดสินะ!”
ทว่า ในขณะที่ไม้กวาดกำลังจะฟาดลงมา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากทิศทางหน้าประตูสถานสงเคราะห์
เสียงนั้นดังจนจงเจี้ยนเหรินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม เขาถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างหยาบคายก่อนจะหันไปตะคอกใส่อันอันทิ้งท้าย
“กวาดให้สะอาดซะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะตีแกให้ตายเลยยัยเด็กเวร!”
หลังจากสิ้นเสียงด่า จงเจี้ยนเหรินก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปยังทิศทางที่เกิดเสียงดังทันที
สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีขนาดเล็กมาก เพียงแค่วิ่งพ้นหัวมุมตึกไปเขาก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ที่หน้าประตูได้อย่างชัดเจน
สายตาของจงเจี้ยนเหรินปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ดูมีสง่าราศีและภูมิฐานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เป็นคนแรก ก่อนจะเลื่อนไปเห็นกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำหน้านิ่งที่ยืนรายล้อมอยู่รอบตัวเขา
แต่สิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือ… ตอนนี้ประตูเหล็กบานใหญ่ของสถานสงเคราะห์ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินอย่างน่าอนาถ
บุรุษผู้เป็นศูนย์กลางของบอดี้การ์ดเหล่านั้นแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูอึมครึม
เพียงแค่สบตา จงเจี้ยนเหรินก็รู้สึกขนลุกซู่ เขาถามด้วยเสียงสั่นเครือ “พวก… พวกแกเป็นใคร? ประตู… ประตูบานนี้พวกแกทำพัง ฉันเห็นนะ! จ่ายเงินมา! ต้องจ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!”
เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะรายงานท่านประธานของเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านประธานครับ ผู้ชายคนนี้คือผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์แห่งนี้ ชื่อจงเจี้ยนเหรินครับ”
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองจงเจี้ยนเหรินด้วยดวงตาที่เย็นเยียบถึงขีดสุด ราวกับกำลังมองดูซากศพที่ไม่มีชีวิต
เสียงของจงเจี้ยนเหรินทั้งดังและหยาบกระด้าง คำด่าทอที่เขาเพิ่งพ่นใส่อันอันเมื่อครู่ จึงดังแว่วเข้าหูของเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
เมื่อถูกสายตาคู่นั้นจ้องมอง จงเจี้ยนเหรินรู้สึกราวกับลำคอถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่นจนเริ่มหายใจลำบาก
เขาก้าวถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัวไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้สถานสงเคราะห์แทบจะไม่มีรายได้อะไรเลย แต่คนกลุ่มนี้ดูแล้วต้องเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน ถ้าเขาสามารถใช้เรื่องประตูเหล็กมาเรียกเงินก้อนโตได้ล่ะก็…
แววตาของจงเจี้ยนเหรินฉายแววเจ้าเล่ห์และแผนการร้าย เธอแผดเสียงตะโกนลั่น
“ไม่ว่าพวกแกจะเป็นใคร ต้องชดเชยค่าประตูนี้มา! ประตูของฉันน่ะของแพงนะ! ถ้าไม่จ่ายสักแปดหมื่นหรือแสนนึง พวกแกอย่าหวังว่าจะหนีไปได้!”
ฉินฮ่าวเฉินปรายตามองประตูเหล็กเก่า ๆ ที่ผุพังอยู่บนพื้น ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคออย่างเย็นชา
เงินเพียงแสนสองแสนไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย แต่เขาจะไม่มีวันมอบเงินแม้แต่เศษสตางค์เดียวให้กับผู้ชายใจร้ายคนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ยินเต็มสองหูว่าคนคนนี้ข่มขู่และรังแกอันอันของเขาอย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินฮ่าวเฉินก็ก้าวขาเดินตรงไปยังทิศทางที่เจ้าก้อนแป้งน้อยวิ่งหายไปเมื่อครู่นี้ทันที
“นี่! จ่ายเงินมานะ! จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!”
จงเจี้ยนเหรินเห็นอีกฝ่ายทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนก็แผดเสียงแหลมสูง
เขากำลังจะวิ่งเข้าไปขวาง แต่จู่ ๆ บอดี้การ์ดร่างยักษ์หลายคนก็เข้ามาล้อมจงเจี้ยนเหรินไว้ แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมราวกับยมทูตที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อ
ฉินฮ่าวเฉินเดินไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“มัดตัวมันไว้ซะ!”
พ้นหัวมุมตึกไปเล็กน้อย ก็จะพบกับลานหลังบ้านเล็ก ๆ ของสถานสงเคราะห์
ในเวลานี้ กลางลานบ้านมีเพียงร่างเล็ก ๆ ที่ดูผอมบางยืนอยู่เพียงลำพัง
อันอันเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นที่สุด เธอกระชับด้ามไม้กวาดอันใหญ่ในมือน้อย ๆ แล้วเริ่มลงมือกวาดขยะที่เกลื่อนพื้นใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจ
ทันใดนั้น เสียงเรียกที่แสนนุ่มนิ่มก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“อันอัน…”
ฝีเท้าของอันอันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็รีบสะบัดหัวแล้วลงมือกวาดพื้นต่อทันที
ผู้อำนวยการบอกว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อมีแม่ เป็นเด็กนิสัยไม่ดีที่ไม่มีใครรัก แม้แต่เด็กคนอื่น ๆ ในสถานสงเคราะห์ก็ยังไม่ชอบเธอเลย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขนาดนี้ เธอต้องหูฝาดไปเองแน่ ๆ
“อันอัน ไม่ต้องกลัวนะลูก… พ่อมาแล้ว”
เสียงที่นุ่มนวลนั้นดังขึ้นอีกครั้งจากเบื้องหลัง
อันอันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปมองทางต้นเสียง
ภาพที่เห็นคือเรียวขายาวภายใต้กางเกงสแล็กเนื้อดีราคาแพงระยับ เรียวขาคู่นั้นดูยาวจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อันอันต้องเงยหน้าขึ้นจนสุดคอ ถึงจะมองเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงนั้นได้ชัดเจน
คือคุณลุงสุดหล่อที่อยู่หน้าประตูนี่เอง!
แต่ว่า… ทำไมคุณลุงถึงบอกว่าเป็นคุณพ่อของเธอล่ะ
อันอันกะพริบตากลมโตด้วยความสงสัยเป็นที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินก้าวเข้าไปหาเธออีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย
เขายื่นมือยาวออกไปค่อย ๆ ดึงไม้กวาดที่ทั้งใหญ่และสกปรกออกจากมือน้อย ๆ ของเธออย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าการขยับตัวที่รุนแรงจะทำให้เธอตกใจกลัว
จากนั้น เขาก็ค่อย ๆ รวบร่างเล็กที่ผอมโซนั้นเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอมและระมัดระวัง
“อันอัน… พ่อขอโทษนะครับที่มาหาอันอันช้าไป”
“อันอัน พ่อมารับอันอันกลับบ้านเราแล้วนะครับ”
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของอันอันที่ได้รับการสวมกอดด้วยความรู้สึกราวกับเธอคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก
เธอเริ่มรู้สึกโหยหาและโจนเข้าหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและมั่นคงนี้อย่างไม่รู้ตัว
อันอันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณลุงหน้าตาดีที่กำลังกอดเธอไว้
ในจังหวะนั้นเอง อันอันเหลือบไปเห็นจงเสี่ยวเฉียงเดินออกมาจากตัวอาคาร เธอสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของคุณลุงด้วยความหวาดกลัว เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า
“จงเสี่ยวเฉียงมาแล้วค่ะ…”
จงเสี่ยวเฉียงที่เดินพุงกางออกมาด้วยความอิ่มหนำสำราญ เมื่อเห็นอันอันยืนกอดอยู่กับคนแปลกหน้าแถมยังทิ้งไม้กวาดไว้ข้าง ๆ
เขาชี้นิ้วมาที่อันอันทันทีด้วยสีหน้าอวดดี พลางตะโกนลั่น
“นั่นไง! แกแอบอู้งานอีกแล้ว! ฉันจะไปฟ้องคุณปู่!”
อันอันตั้งท่าจะอ้าปากเถียง แต่แล้วฝ่ามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นก็ลูบหัวเธอเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน วินาทีนั้นอันอันได้รับความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนในชีวิตเลย
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มอันอันลุกขึ้นยืน กอดเธอไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนาเพื่อเป็นเกราะป้องกัน เขาปรายตามองเจ้าเด็กอ้วนท้วนคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เฮ่อเหยียน”
“ครับ ท่านประธาน!”
ไม่ต้องรอให้ฉินฮ่าวเฉินสั่งซ้ำสอง ผู้ช่วยคู่ใจที่ทำงานด้วยกันมานานย่อมรู้ดีว่าต้องจัดการอย่างไรต่อไป
สองนาทีหลังจากนั้น…
จงเจี้ยนเหรินถูกมัดไว้อย่างหนาแน่นและถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่หน้าประตูเหล็กที่พังทลาย โดยมีจงเสี่ยวเฉียงหลานชายของเขานั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ
เฮ่อเหยียนนำกำไลเงินคู่หนึ่งที่ผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างดี มาส่งให้ท่านประธานอย่างระมัดระวัง
ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองกำไลเงินคู่นั้น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองมือของเจ้าเด็กอ้วนคนนั้นด้วยแววตาอำมหิต ราวกับกำลังพิจารณาว่ามือนั้นสมควรจะเก็บไว้หรือไม่
จงเจี้ยนเหรินเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือยัยเด็กอันอันนั่นเอง และเขาก็รู้ดีว่าคนเหล่านี้มีอิทธิพลมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะต่อกรด้วยได้
เมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองที่มือของหลานชายสุดที่รัก เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นร้องไห้ขอความเมตตาทันที
“ท่านผู้ใจบุญ ได้โปรดไว้ชีวิตหลานชายผมด้วยเถิด! กำไลนั่นผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นของอันอัน! หลานผมเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย! ขอร้องล่ะครับ!”
จงเสี่ยวเฉียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้องไห้โยเยหนักกว่าเดิม
“ปู่! ปู่! กำไลนั่นของผมนะ! ไม่ใช่ของอันอันสักหน่อย!”
“ปู่! ผมจะเอา! ผมจะเอากำไลของผมคืน!”
จงเสี่ยวเฉียงลงไปนอนดิ้นพราด ๆ กับพื้นอย่างเอาแต่ใจ
จงเจี้ยนเหรินหน้าซีดเผือดด้วยความสยอง เขาถลึงตาใส่หลานตัวเอง
“หุบปากนะ! เงียบเดี๋ยวนี้เลย!”
เขาเสียใจเหลือเกินที่มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะรีบเอามืออุดปากหลานชายไม่ให้พูดอะไรที่หาเรื่องใส่ตัวไปมากกว่านี้แน่
ฉินฮ่าวเฉินยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา เขาไม่สนใจจะเสวนากับคนกลุ่มนี้อีกต่อไป เขาอุ้มลูกสาวหันหลังเดินขึ้นรถไปทันที
เฮ่อเหยียนได้รับคำสั่งทางสายตาที่ไร้เสียง เขารีบสั่งการบอดี้การ์ดทันที
“คุมตัวพวกเขาทั้งหมดไป!”
ขบวนรถหรูที่เดินทางมาอย่างสง่างาม บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวออกจากที่นี่อย่างน่าเกรงขาม
และทุกคนที่เคยรังแกคุณหนูแห่งตระกูลฉิน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็จะได้รับผลกรรมที่พวกเขาก่อไว้ในที่สุด
ภายในรถลินคอล์น…
ตั้งแต่จำความได้ นี่คือครั้งแรกที่อันอันได้ก้าวขาออกจากสถานสงเคราะห์
เธอมองสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยความสงสัย มือน้อย ๆ จับชายเสื้อของคุณลุงสุดหล่อคนนี้เอาไว้แน่นด้วยความประหม่า
“คุณลุงสุดหล่อขา… คุณลุงจะพาอันอันไปไหนเหรอคะ?”
คำว่า ‘คุณลุง’ ทำให้หัวใจของฉินฮ่าวเฉินเจ็บปวดราวกับถูกบีบคั้น
แววตาของเขาฉายแวววูบไหวด้วยความเสียใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“อันอันครับ พ่อจะพาอันอันกลับบ้าน… กลับบ้านของเรานะครับ”
อันอันเงยหน้าขึ้นตั้งท่าจะถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วโลกทั้งใบของเธอก็พลันมืดสนิทลง สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างช้า ๆ
ในโสตประสาทสุดท้าย เธอได้ยินเสียงเรียกที่แสนอ่อนโยนนั้นกลายเป็นความร้อนรนและห่วงใย
“อันอัน! อันอันครับ! ขับรถให้เร็วกว่านี้อีก!”
คนขับรถรีบเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
“รับทราบครับ ท่านประธาน!”
ฉินฮ่าวเฉินกอดอันอันไว้ในอ้อมอกด้วยความสงสารจับใจ ก่อนจะสั่งการ
“เฮ่อเหยียน โทรหาเหยียนอี้ ให้เขากลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
“ครับ ท่านประธาน!”
เฮ่อเหยียนรีบกดโทรศัพท์หาคุณชายรอง ‘ฉินเหยียนอี้’ ทันที
ก่อนที่สติจะดับวูบไป อันอันคล้ายจะเห็นว่าคุณลุงสุดหล่อคนนั้นมีน้ำตาคลอเบ้า เธอกระซิบพึมพำด้วยริมฝีปากสีชมพูซีดเซียว
“คุณลุงสุดหล่อ… เป็นคุณพ่อของอันอันจริง ๆ เหรอคะ…”
แต่น่าเสียดายที่อันอันยังไม่ทันได้รับคำยืนยันจากฉินฮ่าวเฉิน เธอก็หมดสติเข้าสู่ห้วงนิทราไปเสียก่อน
บทที่ 3 พี่ชายรองเปิดตัวอย่างเจิดจรัส
บทที่ 3 พี่ชายรองเปิดตัวอย่างเจิดจรัส
“ผลตรวจปัสสาวะพบสารคีโตนเป็นบวก ร่างกายเผชิญภาวะอดอยากรุนแรง และมีภาวะทุพโภชนาการในระดับที่อันตรายมากครับ”
ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีเข้าชุดกันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม บนสันจมูกโด่งคมสันของเขาประดับด้วยแว่นตากรอบทองที่ช่วยส่งเสริมใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจุติลงมาบนโลกมนุษย์ให้ดูสุขุมนุ่มลึกยิ่งขึ้น
เขาคือ ‘ฉินเหยียนอี้’ คุณชายรองแห่งตระกูลฉิน และเป็นพี่ชายคนรองของอันอัน ปัจจุบันเขาอายุเพียงยี่สิบหกปี แต่ด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่นทำให้เขากลายเป็นแพทย์ระดับแนวหน้าของวงการที่หาตัวจับยาก
ในตอนแรกที่ได้รับโทรศัพท์จากเฮ่อเหยียนผู้ช่วยส่วนตัวของคนเป็นพ่อ ฉินเหยียนอี้แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะน้องสาวของเขาหายสาบสูญไปนานถึงสามปีเต็มหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งนั้น โดยที่ไม่มีเบาะแสหรือร่องรอยใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่วันนี้เขากลับได้รับแจ้งว่าน้องสาวกลับมาถึงบ้านแล้ว
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของนายแพทย์หนุ่มคือความระแวดระวัง เขาตั้งใจจะทำการตรวจดีเอ็นเอให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันกรณีที่มีการสวมรอยหรือการส่ง ‘อันอันตัวปลอม’ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้เรื่องการหาตัวตายตัวแทนหรือปลอมตัวมาแอบอ้างนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
แต่ทว่า ทันทีที่ฉินเหยียนอี้ได้เห็นหน้าอันอัน ความคิดเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปทันทีราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง! เพราะถ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลฉิน เขาก็พร้อมจะใช้มีดผ่าตัดของตัวเองทิ่มตาให้บอดไปเสียยังจะดีกว่า!
ใบหน้าของฉินเหยียนอี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด น้ำเสียงของเขาเจือปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะสะกดกั้น
“อันอันอายุสามขวบครึ่งแล้ว แต่กลับมีน้ำหนักไม่ถึงสิบกิโลกรัมด้วยซ้ำ!”
ในบรรดาสมาชิกตระกูลฉิน ฉินเหยียนอี้นับว่าเป็นคนที่มีบุคลิกอ่อนโยนและใจเย็นที่สุด แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขากลับฉายโชนไปด้วยความอำมหิต
“คุณพ่อครับ ผมถนัดใช้มีดผ่าตัดที่สุด เดี๋ยวผมจะไปจัดการยัยแก่นั่นให้จบ ๆ ไปเอง!”
“ทำแบบนั้นมันจะดูเป็นการปรานีเกินไปหน่อยไหม?”
ฉินฮ่าวเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ดวงตาคมลึกแผ่ซ่านไอสังหารที่น่าขนลุก
“ทุกสิ่งที่อันอันเคยได้รับความทรมาน ฉันจะให้มันต้องชดใช้คืนเป็นหมื่นเท่า”
บนเตียงเจ้าหญิงขนาดคิงไซส์ ร่างเล็ก ๆ ของเจ้าก้อนแป้งน้อยกินพื้นที่เพียงนิดเดียวของเตียงกว้าง มือน้อยที่ผอมบางวางทับอยู่บนถุงประคบร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย หลังจากที่เพิ่งได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดไปสองถุงใหญ่
แพขนตางอนหนาค่อย ๆ ขยับสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่อันอันจะลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเพดานและสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความมึนงงและสับสน
ผ้าม่านลูกไม้สีนวลตรงหน้าต่างบานใหญ่ถูกปิดไว้เพื่อพรางแสงแดดยามเที่ยงที่อาจจะสว่างเกินไป เหนือหน้าต่างมีโมบายกระดิ่งลมน่ารักแขวนอยู่ เมื่อมีลมพัดผ่านเบา ๆ มันก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งฟังสบายหู
ผนังห้องถูกทาด้วยโทนสีม่วงอ่อนราวกับความฝัน มีภาพวาดจากจิตรกรชื่อดังระดับโลกแขวนประดับไว้ พร้อมกับรูปถ่ายสมาชิกครอบครัวในอิริยาบถต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
เตียงนอนมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ปูด้วยผ้าปูที่นอนลูกไม้สีหวานและผ้าห่มสีชมพูฟูฟ่อง รอบกายของเธอรายล้อมไปด้วยตุ๊กตาขนสัตว์นุ่มนิ่มหลากรูปแบบ
ห้องทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยโทนสีชมพูม่วงที่ดูหวานละมุนและสว่างไสว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างที่สุด
อันอันแสดงสีหน้าเหม่อลอย… นี่เธอมาอยู่ในสวรรค์แล้วหรือ
ที่สถานสงเคราะห์ ห้องนอนมีขนาดเล็กแคบนิดเดียว แถมยังต้องอยู่รวมกับเด็กคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนบนเตียงสองชั้นที่แออัด แต่ห้องนี้กลับกว้างขวางและงดงามเกินกว่าที่จินตนาการของเด็กน้อยจะไปถึง
ราวกับมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน ฉินฮ่าวเฉินที่ยืนอยู่หน้าห้องนอนพลันหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยที่เคยหลับใหลได้ฟื้นคืนสติแล้ว เขาก็รีบก้าวเท้าเข้ามาที่ข้างเตียงทันที
ฉินฮ่าวเฉินพยายามระงับความตื่นเต้นเพราะเกรงว่าจะทำให้เด็กน้อยตกใจ เขาประดับรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดไว้บนใบหน้า พลางเอ่ยเรียกเสียงเบา
“อันอันครับ”
เมื่ออันอันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอจึงค่อย ๆ หันหน้าไปมองทางต้นเสียง
เป็นคุณลุงสุดหล่อคนนั้นนั่นเอง!
“คุณลุงสุดหล่อขา… คุณลุงก็มาสวรรค์เหมือนกันเหรอคะ?”
น้ำเสียงนุ่มนิ่มไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความซื่อตรง ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยขณะจ้องมองคุณลุง
ฉินฮ่าวเฉินหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เขาใช้ฝ่ามือลูบแก้มตอบซูบของเธอเบา ๆ
“อันอันครับ ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์หรอกลูก ที่นี่คือบ้านของอันอันนะลูก”
“บ้านของอันอัน… เหรอคะ?”
อันอันกะพริบตาปริบ ๆ คนอย่างอันอันก็มีบ้านกับเขาด้วยเหรอ แถมบ้านยังหลังใหญ่และสวยงามขนาดนี้เลยเหรอ?
“แล้วก็อันอัน—“
น้ำเสียงของฉินฮ่าวเฉินเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เขาเน้นย้ำด้วยความรัก
“ถ้ายังเรียกคุณพ่อว่าคุณลุงสุดหล่ออีกล่ะก็ คุณพ่อจะงอนแล้วนะลูก”
อันอันตกใจจนรีบส่ายหัวรัว ๆ
“ไม่เอาค่ะ อย่าพึ่งงอนนะคะ”
ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ นำทางเธอ
“งั้นอันอันต้องเรียกคุณลุงว่าอะไรคะ?”
อันอันไม่แน่ใจนัก และที่สำคัญคือเธอไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ได้รับยิน
ฉินฮ่าวเฉินหยิบสมุดสำมะโนครัวออกมา เปิดไปยังหน้าที่มีชื่อของเธออยู่ แล้วชี้ให้เจ้าก้อนแป้งน้อยดู
“อันอัน ดูนี่สิครับ นี่คือชื่อของอันอัน ‘ฉินซุ่ยอัน’ พ่อกับแม่ตั้งชื่อนี้ให้เพราะอยากให้อันอันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและปลอดภัยไปทุก ๆ ปีเลยนะลูก”
เธอจ้องมองชื่อนั้นด้วยความตั้งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย
“อันอันอ่านไม่ออกค่ะ…”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหัวเธอ
“ไม่เป็นไรครับลูก เดี๋ยวพออันอันได้เข้าโรงเรียน อันอันก็จะอ่านออกเองครับ”
อันอันเงยหน้าขึ้นมองเขา ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยเสียงแผ่วเบา
“คุณพ่อ…”
ฉินฮ่าวเฉินโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ เอียงหูเข้าไปหาเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยการสนับสนุนเพื่อให้เธอมั่นใจที่จะเรียกเขาอีกครั้งอย่างเต็มเสียง
อันอันรู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวราวกับลอยอยู่ในอากาศ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม เธอตะโกนเรียกสุดเสียง
“คุณพ่อ!”
ลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้างที่ข้างแก้มดูหวานละมุนรับกับดวงตาที่เป็นประกาย ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่สุดในรอบสามปี
เขาอ้าแขนออกกว้างแล้วรวบตัวเจ้าก้อนแป้งน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมอกอย่างระมัดระวังที่สุด
“อันอัน… ลูกรักของคุณพ่อ”
อันอันซบหน้าลงกับอกแกร่ง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝันที่งดงามที่สุด
นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาแสนนาน เธอเคยคิดว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในสถานสงเคราะห์ไปตลอดกาล จนตายไปก็คงเป็นเพียง ‘ยัยเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า’ ตามที่ผู้อำนวยการเคยด่าไว้
แต่ตอนนี้เธอมีคุณพ่อเป็นของตัวเองแล้ว
ทันใดนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น ถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
“คุณพ่อขา แล้วคุณแม่ล่ะคะ?”
เมื่อต้องสบกับดวงตาใสซื่อที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ฉินฮ่าวเฉินก็พูดไม่ออก ความจริงบางอย่างมันช่างยากเกินกว่าจะเอ่ย
“คุณแม่ของอันอัน… เธอ…”
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากหน้าห้องนอน พร้อมกับเสียงทุ้มของชายหนุ่ม
“คุณพ่อครับ! ผมให้คนเตรียมอาหารอ่อน ๆ ไว้ให้แล้วครับ”
เมื่อได้ยินเสียงคนแปลกหน้า อันอันก็รีบมุดหน้าหนีเข้าไปในอ้อมกอดของฉินฮ่าวเฉินทันที ราวกับว่าถ้าเธอหลบแบบนี้แล้ว คนอื่นจะไม่เห็นเธอ
ฉินฮ่าวเฉินรีบตบหลังปลอบใจลูกสาวเบา ๆ พลางส่งสายตาดุใส่ฉินเหยียนอี้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา
“เหยียนอี้ ลูกทำอันอันตกใจนะ”
ฝีเท้าของฉินเหยียนอี้หยุดกึก เขาถามอย่างมึนงง
“ผมเหรอ?”
พอเห็นน้องสาวตัวน้อยแอบหลบอยู่หลังคุณพ่อ ฉินเหยียนอี้ก็รีบยอมรับผิดทันที เขาลดระดับเสียงลงแล้วเอ่ยด้วยความสำนึกผิด
“ขอโทษครับ พอดีผมพูดเสียงดังไปหน่อย”
เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงอย่างนุ่มนวล
เนื่องจากอันอันน้อยยังคงซุกหน้าอยู่ ฉินเหยียนอี้จึงมองเห็นเพียงกลุ่มผมสีดำนุ่ม ๆ และศีรษะกลมทุยของเธอเท่านั้น เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“อันอันครับ พี่คือพี่ชายรองของอันอันนะ เป็นพี่ชายคนที่สองชื่อฉินเหยียนอี้ครับ”
ฉินซุ่ยอันค่อย ๆ หันหน้ากลับมามอง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความระแวดระวังชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าพี่ชายรอง
ในสายตาของเธอ พี่ชายคนนี้หล่อมาก ผิวพรรณสะอาดสะอ้านในชุดสีขาวล้วน ดูราวกับเทวดาตัวจริง
เมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มเปิดใจยอมมองเขา ฉินเหยียนอี้จึงเลื่อนถาดอาหารในมือเข้าไปใกล้ ๆ
“อันอัน หิวหรือยังครับ?”
เพราะกลัวว่าจะทำให้น้องสาวตกใจอีก เขาจึงพยายามเติมหางเสียงให้ดูละมุนขึ้น แม้ว่ามันจะฟังดูขัดกับบุคลิกปกติของเขาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม
ท้องของอันอันน้อยราวกับจะเข้าใจคำถาม มันส่งเสียงร้อง ‘จ๊อก ๆ’ ออกมาทันที
เธอเขินจนหน้าแดงระเรื่อ รีบเอามืออุดพุงน้อย ๆ ของตัวเองไว้พลางพยักหน้าหงึกหงัก
“หิวนิดหน่อยค่ะ”
ดวงตากลมโตเริ่มจับจ้องไปที่อาหารหอมกรุ่นในถาดอย่างห้ามใจไม่ได้ เธอแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ที่สถานสงเคราะห์ ผู้อำนวยการมักจะด่าว่าเธอกินเปลืองและไม่ค่อยให้เธอทานข้าวบ่อย ๆ ความจริงแล้วเธอทานน้อยมาก และต้องทนหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง
ฉินฮ่าวเฉินเห็นดังนั้นจึงรับถาดอาหารมาจากมือลูกชาย เขาหยิบแก้วน้ำนมที่มีอุณหภูมิพอเหมาะส่งไปที่ริมฝีปากของลูกสาว
“อันอัน ดื่มนมก่อนนะลูก”
อันอันจ้องมองของเหลวสีขาวนวลในแก้วพลางกะพริบตาปริบ ๆ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่านมเหรอ
ปกติเธอจะเห็นจงเสี่ยวเฉียงดื่มมันอยู่บ่อย ๆ เธอทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสเลยสักครั้ง
กลิ่นหอมของนมแตะจมูก อันอันกระซิบตอบเสียงเบา
“อันอันจะดื่มแค่นิดเดียวค่ะ จะไม่ดื่มเยอะแน่นอน…”