โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนูน้อยอันอันกับครอบครัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งสายเปย์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 10.58 น. • OfficeOnlybook
จากเด็กกำพร้าที่ถูกทารุณจนเกือบสิ้นใจ… สู่ท่านประธานตัวน้อยผู้กุมบังเหียนตระกูลฉิน พร้อมพลังลับจากสร้อยข้อมือเงินที่สยบทุกอันตราย!

ข้อมูลเบื้องต้น

หนูน้อยอันอันกับครอบครัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งสายเปย์

奶包三岁半,我是全豪门的团宠

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง : 惊颜ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook

เรื่องย่อ

เมื่อ ‘อันอัน’ เด็กน้อยที่ถูกลักพาตัวไปทารุณนานถึงสามปี ได้รับการช่วยเหลือจาก ‘ฉินฮ่าวเฉิน’ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ตามหาลูกสาวมาตลอดหนึ่งพันวัน ชีวิตที่เคยหนาวเหน็บก็เปลี่ยนไปตลอดกาล!

ท่ามกลางการประเคนความรักระดับเจ้าหญิงและกองทัพพี่ชายจอมคลั่งรักที่พร้อมจะขยี้ทุกคนที่เคยรังแกเธอให้จมดิน อันอันได้ค้นพบความลับของ ‘สร้อยข้อมือเงินปาฏิหาริย์’ ที่มอบพลังพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์และรักษาบาดแผล

เมื่อภัยร้ายที่ซ่อนอยู่เริ่มปรากฏ หนูน้อยวัยสามขวบครึ่งจึงต้องใช้พลังลับเพื่อปกป้องครอบครัวมหาเศรษฐีที่พร้อมจะมอบโลกทั้งใบให้เธอเพียงคนเดียว!

บทที่ 1 อันอันคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ

บทที่ 1 อันอันคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ

ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝูที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง A ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูทรุดโทรมและอ้างว้าง ชายวัยกลางคนหน้าตาโหดเหี้ยมกำลังขยุ้มคอเสื้อด้านหลังของหนูน้อยตัวเล็กคนหนึ่งกลางลาน พร้อมกับแผดเสียงด่าทออย่างดุดัน

“ยัยเด็กเวร! วัน ๆ เอาแต่ขี้เกียจ สั่งให้กวาดลานบ้านแค่นี้ยังกล้าแอบวิ่งหนีไปเที่ยวเล่นอีกนะ!”

“อันอันไม่ได้วิ่งหนีนะคะ ผู้อำนวยการ…”

เด็กน้อยวัยเพียงสามขวบครึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอมีชื่อเล่นว่าอันอัน ส่วนชื่อจริงนั้นยังไม่มีใครทราบว่าคือชื่ออะไร

เนื่องจากอันอันเผชิญกับภาวะอดอยากมาเป็นเวลานาน ร่างกายของเธอจึงผอมโซและขาดสารอาหารอย่างหนัก ทำให้เธอดูตัวเล็กและบอบบางกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากนัก เธอพยายามหดคอหนีด้วยความหวาดกลัวพลางเอ่ยอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา

“ผู้อำนวยการขา อันอันเข้าไปในครัวเพื่อหาของทานค่ะ ตั้งแต่เมื่อคืนอันอันยังไม่ได้ทานอะไรเลย เช้านี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง อันอันหิวเหลือเกินค่ะ…”

ในขณะนั้นท้องของเธอส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก แต่ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ทานหมั่นโถวลูกเล็กในมือจนหมด ก็ถูกจงเจี้ยนเหรินกระชากตัวออกมาเสียก่อน

จงเจี้ยนเหริน ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ จ้องมองใบหน้าซูบผอมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นของอันอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เขาใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากของเด็กน้อยอย่างแรงจนเกิดรอยแดงชัดเจน

“กิน กิน กิน! ในหัวมีแต่เรื่องกิน! ถ้าลานบ้านยังกวาดไม่สะอาด อย่าหวังเลยว่าจะได้เสนอหน้าเข้าไปในครัวอีก!”

เดิมทีจงเจี้ยนเหรินยอมรับเลี้ยงอันอันไว้ก็เพราะในตอนแรกเด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม เขาแอบหวังลึก ๆ ว่าจะสามารถหาครอบครัวมหาเศรษฐีมาอุปถัมภ์รับเลี้ยงอันอันไปได้ เพื่อที่เขาจะได้รับเงินสนับสนุนก้อนโตมาเติมเต็มกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง

แต่ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปอันอันกลับยิ่งผอมแห้งลงเรื่อย ๆ จนดูไม่มีราศี และทุกครั้งที่มีผู้ใจบุญมาเยี่ยมเยียน อันอันก็มักจะแสดงอาการหวาดกลัวและหลบซ่อนตัวเสมอ ท่าทางที่ดูขี้ขลาดและไม่กล้าสู้หน้าคนทำให้เธอไม่เป็นที่ประทับใจของใครเลย

จงเจี้ยนเหรินยังคงอารมณ์เสียไม่หาย เขาเตรียมจะหยิบไม้กวาดขึ้นมาฟาดเพื่อระบายโทสะ อันอันรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นแล้วใช้มือน้อย ๆ กอดศีรษะตัวเองไว้แน่นพร้อมกับหลับตาปี๋ด้วยความหวาดหวั่น

ในจังหวะนั้นเอง เด็กชายรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคาร ในข้อมือของเขาสวมสร้อยข้อมือเงินที่ดูมีราคา เขาตะโกนลั่น

“คุณปู่! ผมหิวแล้ว! ผมจะกินเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ!”

เขาคือจงเสี่ยวเฉียง หลานชายสุดที่รักของจงเจี้ยนเหริน ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้กับคุณปู่ของเขา จงเจี้ยนเหรินที่ปฏิต่อเด็กคนอื่นอย่างร้ายกาจ กลับแสดงความรักและความตามใจต่อหลานชายอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าสถานสงเคราะห์จะได้รับของบริจาคดี ๆ อะไรมา เขาจะเก็บไว้ให้จงเสี่ยวเฉียงก่อนเสมอ รวมถึงกำไลเงินคู่นั้นที่ความจริงแล้วเป็นของติดตัวของอันอัน แต่จงเจี้ยนเหรินกลับยึดมาให้หลานชายของเขาสวมใส่แทน

เมื่อได้ยินเสียงหลานชาย จงเจี้ยนเหรินก็เปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนทันที

"จ้ะ ๆ กินเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ เลยนะ! กินเยอะ ๆ เลย! อยู่กับปู่รับรองอิ่มไม่อั้น!"

ก่อนจะเข้าครัวไป เขาไม่ลืมที่จะหันมาถลึงตาใส่อันอัน

“รีบกวาดให้สะอาด! ถ้ายังเห็นเศษฝุ่นล่ะก็ วันนี้แกไม่ต้องกินข้าว!”

จงเสี่ยวเฉียงหันมามองอันอันพลางทำหน้าทะเล้นเยาะเย้ย ท้องของอันอันส่งเสียงร้องประท้วง ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำด้วยความรู้สึกอัดอั้น เธอรู้ดีว่าเธอคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ น้ำตาเม็ดใสเริ่มร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ อันอันรีบเช็ดน้ำตาแล้วหยิบไม้กวาดที่สูงกว่าตัวเธอมาก ขึ้นมาพยายามกวาดลานบ้านอย่างสุดกำลัง เพราะหากกวาดไม่สะอาด วันนี้เธอคงต้องอดอาหารจริง ๆ

ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดส่อง เสียงเครื่องยนต์รถยนต์จากระยะไกลค่อย ๆ ดังชัดขึ้นและมุ่งตรงมายังบ้านแห่งความสุขแห่งนี้ เพียงครู่เดียว รถลินคอล์นรุ่นยาวพิเศษพร้อมกับรถเบนท์ลีย์สีดำอีกสี่คันก็เข้ามาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูใหญ่

บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทลงจากรถและเข้าประจำตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ บอดี้การ์ดนายหนึ่งเปิดประตูรถคันหรูด้วยความเคารพ

“ท่านประธานครับ ถึงสถานสงเคราะห์แล้วครับ”

ภายในห้องโดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะถูกปรับระดับให้ต่ำลง บุรุษที่นั่งอยู่บนนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แพขนตายาวทอดเงาจาง ๆ ลงบนโหนกแก้มดูมีเสน่ห์อย่างลึกลับ

ฉินฮ่าวเฉินก้าวลงจากรถ รองเท้าหนังสีดำขัดเงาสัมผัสพื้นอย่างมั่นคง เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาและกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี๊ยบ แม้จะแต่งกายเรียบง่ายแต่มันกลับส่งเสริมให้เขาดูสูงส่งและมีอำนาจ คิ้วเข้มพาดเฉียงขึ้นรับกับดวงตาคมลึกที่แฝงไปด้วยความเย็นชาและโดดเดี่ยว จนผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกเกรงขามเพียงแค่แรกเห็น

สายตาของฉินฮ่าวเฉินหยุดนิ่งอยู่ที่ป้ายสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซิ่งฝู นี่คือสถานสงเคราะห์แห่งที่ 129 ที่เขาเดินทางมาค้นหา และเป็นวันที่ 1,000 พอดีนับตั้งแต่ลูกสาวของเขาหายสาบสูญไป แม้พวกโจรลักพาตัวจะได้รับโทษไปแล้ว แต่ลูกสาวของเขากลับยังไร้ร่องรอย ไม่ว่าจะมีเบาะแสเพียงน้อยนิดเพียงใด เขาจะทิ้งทุกภารกิจเพื่อมาตรวจสอบด้วยตัวเองเสมอ แม้ผลที่ได้รับจะเป็นความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

จากรายงานล่าสุดพบว่าที่นี่เคยรับเลี้ยงเด็กที่มีอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเขา ฉินฮ่าวเฉินจึงเดินทางมาทันที ความอ่อนล้าจากการนอนไม่หลับปรากฏชัดบนใบหน้าแต่ก็ถูกบดบังด้วยความเคร่งขรึม ในขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปกดกริ่ง เสียงนุ่มนิ่มของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“คุณลุงขา มาหาใครเหรอคะ?”

ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมองต้นเสียง ภายในรั้วเหล็กมีเด็กน้อยคนหนึ่งยืนถือไม้กวาดทางมะพร้าวอันเขื่อง ใบหน้าที่ดูผอมโซและมอมแมมนั้นไม่ได้ลดทอนความสดใสของดวงตากลมโตคู่นั้นลงเลย ในวินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เพราะเด็กน้อยคนนี้มีใบหน้าเหมือนกับเย่เจาซือภรรยาของเขาในตอนเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาอุทานเบา ๆ

“ท่านประธานครับ เด็กคนนี้หน้าเหมือนภรรยาของท่านมากเลยครับ!”

ฉินฮ่าวเฉินดึงสติกลับมาได้ในที่สุด เขาขยับริมฝีปากเอ่ยเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า

“อันอัน…”

อันอันแสดงสีหน้ามึนงง เธอเกาศีรษะเบา ๆ พลางสงสัยว่าทำไมคุณลุงแปลกหน้าถึงรู้ชื่อของเธอได้ เธอเอียงคอถาม

“คุณลุงรู้จักอันอันด้วยเหรอคะ?”

ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองเด็กน้อยอย่างไม่วางตาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงตวาดแหลมสูงก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด

“อันอัน! บอกให้กวาดลานบ้านให้สะอาดไม่ใช่เหรอ? ทำไมพื้นยังสกปรกแบบนี้! นี่แกแอบอู้งานไปคุยเล่นอีกแล้วใช่ไหม!”

เมื่อได้ยินเสียงด่าที่คุ้นเคย ร่างเล็ก ๆ ของอันอันก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวทันที เธอรีบกระชับด้ามไม้กวาดไว้แน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“คุณลุงขา อันอันต้องไปกวาดพื้นแล้วค่ะ”

พูดจบเธอก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

“อันอัน…“

เสียงเรียกของฉินฮ่าวเฉินไม่สามารถหยุดยั้งเด็กน้อยได้

ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองแผ่นหลังที่ผอมบางและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นด้วยความสะเทือนใจ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขีดสุด เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอำมหิต

“พังประตูทิ้งซะ!”

“รับทราบครับ ท่านประธาน!”

บทที่ 2 คุณพ่อมารับอันอันกลับบ้าน

บทที่ 2 คุณพ่อมารับอันอันกลับบ้าน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง…

จงเจี้ยนเหรินชี้นิ้วไปยังกองขยะที่เกลื่อนกราดเต็มพื้นลาน

“พื้นสกปรกขนาดนี้ แกจงใจทำให้ฉันอารมณ์เสียตั้งแต่เช้าเลยใช่ไหม!”

อันอันเห็นจงเสี่ยวเฉียงแอบยืนเอามืออุดปากแอบหัวเราะเยาะเย้ยเธออยู่ข้าง ๆ แถมถังขยะก็ยังล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น เธอจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยตอบโต้ด้วยความอัดอั้น

“ผู้อำนวยการ จงเสี่ยวเฉียงเป็นคนทำถังขยะล้มค่ะ ไม่ใช่อันอันกวาดไม่สะอาดนะคะ!”

จงเจี้ยนเหรินได้ยินดังนั้นก็เดือดดาลยิ่งกว่าเดิม เขาปรี่เข้าไปกระชากไม้กวาดมาจากมือน้อย ๆ ของอันอัน แล้วชูขึ้นเหนือหัวทำท่าจะฟาด

“นอกจากจะขี้เกียจแล้วยังกล้าโกหกใส่ร้ายเสี่ยวเฉียงของฉันอีกนะ! ยัยเด็กเหลือขอไม่มีพ่อไม่มีแม่! เห็นทีถ้าฉันไม่เฆี่ยนแกให้หนักสักรอบ แกก็คงไม่ยอมรับผิดสินะ!”

ทว่า ในขณะที่ไม้กวาดกำลังจะฟาดลงมา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากทิศทางหน้าประตูสถานสงเคราะห์

เสียงนั้นดังจนจงเจี้ยนเหรินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม เขาถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างหยาบคายก่อนจะหันไปตะคอกใส่อันอันทิ้งท้าย

“กวาดให้สะอาดซะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะตีแกให้ตายเลยยัยเด็กเวร!”

หลังจากสิ้นเสียงด่า จงเจี้ยนเหรินก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปยังทิศทางที่เกิดเสียงดังทันที

สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีขนาดเล็กมาก เพียงแค่วิ่งพ้นหัวมุมตึกไปเขาก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ที่หน้าประตูได้อย่างชัดเจน

สายตาของจงเจี้ยนเหรินปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ดูมีสง่าราศีและภูมิฐานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เป็นคนแรก ก่อนจะเลื่อนไปเห็นกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำหน้านิ่งที่ยืนรายล้อมอยู่รอบตัวเขา

แต่สิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือ… ตอนนี้ประตูเหล็กบานใหญ่ของสถานสงเคราะห์ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินอย่างน่าอนาถ

บุรุษผู้เป็นศูนย์กลางของบอดี้การ์ดเหล่านั้นแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูอึมครึม

เพียงแค่สบตา จงเจี้ยนเหรินก็รู้สึกขนลุกซู่ เขาถามด้วยเสียงสั่นเครือ “พวก… พวกแกเป็นใคร? ประตู… ประตูบานนี้พวกแกทำพัง ฉันเห็นนะ! จ่ายเงินมา! ต้องจ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!”

เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะรายงานท่านประธานของเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ท่านประธานครับ ผู้ชายคนนี้คือผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์แห่งนี้ ชื่อจงเจี้ยนเหรินครับ”

ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองจงเจี้ยนเหรินด้วยดวงตาที่เย็นเยียบถึงขีดสุด ราวกับกำลังมองดูซากศพที่ไม่มีชีวิต

เสียงของจงเจี้ยนเหรินทั้งดังและหยาบกระด้าง คำด่าทอที่เขาเพิ่งพ่นใส่อันอันเมื่อครู่ จึงดังแว่วเข้าหูของเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

เมื่อถูกสายตาคู่นั้นจ้องมอง จงเจี้ยนเหรินรู้สึกราวกับลำคอถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่นจนเริ่มหายใจลำบาก

เขาก้าวถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัวไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว

ในตอนนี้สถานสงเคราะห์แทบจะไม่มีรายได้อะไรเลย แต่คนกลุ่มนี้ดูแล้วต้องเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน ถ้าเขาสามารถใช้เรื่องประตูเหล็กมาเรียกเงินก้อนโตได้ล่ะก็…

แววตาของจงเจี้ยนเหรินฉายแววเจ้าเล่ห์และแผนการร้าย เธอแผดเสียงตะโกนลั่น

“ไม่ว่าพวกแกจะเป็นใคร ต้องชดเชยค่าประตูนี้มา! ประตูของฉันน่ะของแพงนะ! ถ้าไม่จ่ายสักแปดหมื่นหรือแสนนึง พวกแกอย่าหวังว่าจะหนีไปได้!”

ฉินฮ่าวเฉินปรายตามองประตูเหล็กเก่า ๆ ที่ผุพังอยู่บนพื้น ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคออย่างเย็นชา

เงินเพียงแสนสองแสนไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย แต่เขาจะไม่มีวันมอบเงินแม้แต่เศษสตางค์เดียวให้กับผู้ชายใจร้ายคนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ยินเต็มสองหูว่าคนคนนี้ข่มขู่และรังแกอันอันของเขาอย่างไร

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินฮ่าวเฉินก็ก้าวขาเดินตรงไปยังทิศทางที่เจ้าก้อนแป้งน้อยวิ่งหายไปเมื่อครู่นี้ทันที

“นี่! จ่ายเงินมานะ! จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!”

จงเจี้ยนเหรินเห็นอีกฝ่ายทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนก็แผดเสียงแหลมสูง

เขากำลังจะวิ่งเข้าไปขวาง แต่จู่ ๆ บอดี้การ์ดร่างยักษ์หลายคนก็เข้ามาล้อมจงเจี้ยนเหรินไว้ แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมราวกับยมทูตที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อ

ฉินฮ่าวเฉินเดินไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“มัดตัวมันไว้ซะ!”

พ้นหัวมุมตึกไปเล็กน้อย ก็จะพบกับลานหลังบ้านเล็ก ๆ ของสถานสงเคราะห์

ในเวลานี้ กลางลานบ้านมีเพียงร่างเล็ก ๆ ที่ดูผอมบางยืนอยู่เพียงลำพัง

อันอันเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นที่สุด เธอกระชับด้ามไม้กวาดอันใหญ่ในมือน้อย ๆ แล้วเริ่มลงมือกวาดขยะที่เกลื่อนพื้นใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจ

ทันใดนั้น เสียงเรียกที่แสนนุ่มนิ่มก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“อันอัน…”

ฝีเท้าของอันอันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็รีบสะบัดหัวแล้วลงมือกวาดพื้นต่อทันที

ผู้อำนวยการบอกว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อมีแม่ เป็นเด็กนิสัยไม่ดีที่ไม่มีใครรัก แม้แต่เด็กคนอื่น ๆ ในสถานสงเคราะห์ก็ยังไม่ชอบเธอเลย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขนาดนี้ เธอต้องหูฝาดไปเองแน่ ๆ

“อันอัน ไม่ต้องกลัวนะลูก… พ่อมาแล้ว”

เสียงที่นุ่มนวลนั้นดังขึ้นอีกครั้งจากเบื้องหลัง

อันอันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปมองทางต้นเสียง

ภาพที่เห็นคือเรียวขายาวภายใต้กางเกงสแล็กเนื้อดีราคาแพงระยับ เรียวขาคู่นั้นดูยาวจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อันอันต้องเงยหน้าขึ้นจนสุดคอ ถึงจะมองเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงนั้นได้ชัดเจน

คือคุณลุงสุดหล่อที่อยู่หน้าประตูนี่เอง!

แต่ว่า… ทำไมคุณลุงถึงบอกว่าเป็นคุณพ่อของเธอล่ะ

อันอันกะพริบตากลมโตด้วยความสงสัยเป็นที่สุด

ฉินฮ่าวเฉินก้าวเข้าไปหาเธออีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย

เขายื่นมือยาวออกไปค่อย ๆ ดึงไม้กวาดที่ทั้งใหญ่และสกปรกออกจากมือน้อย ๆ ของเธออย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าการขยับตัวที่รุนแรงจะทำให้เธอตกใจกลัว

จากนั้น เขาก็ค่อย ๆ รวบร่างเล็กที่ผอมโซนั้นเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอมและระมัดระวัง

“อันอัน… พ่อขอโทษนะครับที่มาหาอันอันช้าไป”

“อันอัน พ่อมารับอันอันกลับบ้านเราแล้วนะครับ”

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของอันอันที่ได้รับการสวมกอดด้วยความรู้สึกราวกับเธอคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก

เธอเริ่มรู้สึกโหยหาและโจนเข้าหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและมั่นคงนี้อย่างไม่รู้ตัว

อันอันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณลุงหน้าตาดีที่กำลังกอดเธอไว้

ในจังหวะนั้นเอง อันอันเหลือบไปเห็นจงเสี่ยวเฉียงเดินออกมาจากตัวอาคาร เธอสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของคุณลุงด้วยความหวาดกลัว เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า

“จงเสี่ยวเฉียงมาแล้วค่ะ…”

จงเสี่ยวเฉียงที่เดินพุงกางออกมาด้วยความอิ่มหนำสำราญ เมื่อเห็นอันอันยืนกอดอยู่กับคนแปลกหน้าแถมยังทิ้งไม้กวาดไว้ข้าง ๆ

เขาชี้นิ้วมาที่อันอันทันทีด้วยสีหน้าอวดดี พลางตะโกนลั่น

“นั่นไง! แกแอบอู้งานอีกแล้ว! ฉันจะไปฟ้องคุณปู่!”

อันอันตั้งท่าจะอ้าปากเถียง แต่แล้วฝ่ามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นก็ลูบหัวเธอเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน วินาทีนั้นอันอันได้รับความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนในชีวิตเลย

ฉินฮ่าวเฉินอุ้มอันอันลุกขึ้นยืน กอดเธอไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนาเพื่อเป็นเกราะป้องกัน เขาปรายตามองเจ้าเด็กอ้วนท้วนคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“เฮ่อเหยียน”

“ครับ ท่านประธาน!”

ไม่ต้องรอให้ฉินฮ่าวเฉินสั่งซ้ำสอง ผู้ช่วยคู่ใจที่ทำงานด้วยกันมานานย่อมรู้ดีว่าต้องจัดการอย่างไรต่อไป

สองนาทีหลังจากนั้น…

จงเจี้ยนเหรินถูกมัดไว้อย่างหนาแน่นและถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่หน้าประตูเหล็กที่พังทลาย โดยมีจงเสี่ยวเฉียงหลานชายของเขานั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ

เฮ่อเหยียนนำกำไลเงินคู่หนึ่งที่ผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างดี มาส่งให้ท่านประธานอย่างระมัดระวัง

ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองกำไลเงินคู่นั้น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองมือของเจ้าเด็กอ้วนคนนั้นด้วยแววตาอำมหิต ราวกับกำลังพิจารณาว่ามือนั้นสมควรจะเก็บไว้หรือไม่

จงเจี้ยนเหรินเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือยัยเด็กอันอันนั่นเอง และเขาก็รู้ดีว่าคนเหล่านี้มีอิทธิพลมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะต่อกรด้วยได้

เมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองที่มือของหลานชายสุดที่รัก เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นร้องไห้ขอความเมตตาทันที

“ท่านผู้ใจบุญ ได้โปรดไว้ชีวิตหลานชายผมด้วยเถิด! กำไลนั่นผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นของอันอัน! หลานผมเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย! ขอร้องล่ะครับ!”

จงเสี่ยวเฉียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้องไห้โยเยหนักกว่าเดิม

“ปู่! ปู่! กำไลนั่นของผมนะ! ไม่ใช่ของอันอันสักหน่อย!”

“ปู่! ผมจะเอา! ผมจะเอากำไลของผมคืน!”

จงเสี่ยวเฉียงลงไปนอนดิ้นพราด ๆ กับพื้นอย่างเอาแต่ใจ

จงเจี้ยนเหรินหน้าซีดเผือดด้วยความสยอง เขาถลึงตาใส่หลานตัวเอง
“หุบปากนะ! เงียบเดี๋ยวนี้เลย!”

เขาเสียใจเหลือเกินที่มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะรีบเอามืออุดปากหลานชายไม่ให้พูดอะไรที่หาเรื่องใส่ตัวไปมากกว่านี้แน่

ฉินฮ่าวเฉินยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา เขาไม่สนใจจะเสวนากับคนกลุ่มนี้อีกต่อไป เขาอุ้มลูกสาวหันหลังเดินขึ้นรถไปทันที

เฮ่อเหยียนได้รับคำสั่งทางสายตาที่ไร้เสียง เขารีบสั่งการบอดี้การ์ดทันที

“คุมตัวพวกเขาทั้งหมดไป!”

ขบวนรถหรูที่เดินทางมาอย่างสง่างาม บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวออกจากที่นี่อย่างน่าเกรงขาม

และทุกคนที่เคยรังแกคุณหนูแห่งตระกูลฉิน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็จะได้รับผลกรรมที่พวกเขาก่อไว้ในที่สุด

ภายในรถลินคอล์น…

ตั้งแต่จำความได้ นี่คือครั้งแรกที่อันอันได้ก้าวขาออกจากสถานสงเคราะห์

เธอมองสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยความสงสัย มือน้อย ๆ จับชายเสื้อของคุณลุงสุดหล่อคนนี้เอาไว้แน่นด้วยความประหม่า

“คุณลุงสุดหล่อขา… คุณลุงจะพาอันอันไปไหนเหรอคะ?”

คำว่า ‘คุณลุง’ ทำให้หัวใจของฉินฮ่าวเฉินเจ็บปวดราวกับถูกบีบคั้น

แววตาของเขาฉายแวววูบไหวด้วยความเสียใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“อันอันครับ พ่อจะพาอันอันกลับบ้าน… กลับบ้านของเรานะครับ”

อันอันเงยหน้าขึ้นตั้งท่าจะถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วโลกทั้งใบของเธอก็พลันมืดสนิทลง สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างช้า ๆ

ในโสตประสาทสุดท้าย เธอได้ยินเสียงเรียกที่แสนอ่อนโยนนั้นกลายเป็นความร้อนรนและห่วงใย

“อันอัน! อันอันครับ! ขับรถให้เร็วกว่านี้อีก!”

คนขับรถรีบเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที

“รับทราบครับ ท่านประธาน!”

ฉินฮ่าวเฉินกอดอันอันไว้ในอ้อมอกด้วยความสงสารจับใจ ก่อนจะสั่งการ

“เฮ่อเหยียน โทรหาเหยียนอี้ ให้เขากลับบ้านเดี๋ยวนี้!”

“ครับ ท่านประธาน!”

เฮ่อเหยียนรีบกดโทรศัพท์หาคุณชายรอง ‘ฉินเหยียนอี้’ ทันที

ก่อนที่สติจะดับวูบไป อันอันคล้ายจะเห็นว่าคุณลุงสุดหล่อคนนั้นมีน้ำตาคลอเบ้า เธอกระซิบพึมพำด้วยริมฝีปากสีชมพูซีดเซียว

“คุณลุงสุดหล่อ… เป็นคุณพ่อของอันอันจริง ๆ เหรอคะ…”

แต่น่าเสียดายที่อันอันยังไม่ทันได้รับคำยืนยันจากฉินฮ่าวเฉิน เธอก็หมดสติเข้าสู่ห้วงนิทราไปเสียก่อน

บทที่ 3 พี่ชายรองเปิดตัวอย่างเจิดจรัส

บทที่ 3 พี่ชายรองเปิดตัวอย่างเจิดจรัส

“ผลตรวจปัสสาวะพบสารคีโตนเป็นบวก ร่างกายเผชิญภาวะอดอยากรุนแรง และมีภาวะทุพโภชนาการในระดับที่อันตรายมากครับ”

ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีเข้าชุดกันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม บนสันจมูกโด่งคมสันของเขาประดับด้วยแว่นตากรอบทองที่ช่วยส่งเสริมใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจุติลงมาบนโลกมนุษย์ให้ดูสุขุมนุ่มลึกยิ่งขึ้น

เขาคือ ‘ฉินเหยียนอี้’ คุณชายรองแห่งตระกูลฉิน และเป็นพี่ชายคนรองของอันอัน ปัจจุบันเขาอายุเพียงยี่สิบหกปี แต่ด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่นทำให้เขากลายเป็นแพทย์ระดับแนวหน้าของวงการที่หาตัวจับยาก

ในตอนแรกที่ได้รับโทรศัพท์จากเฮ่อเหยียนผู้ช่วยส่วนตัวของคนเป็นพ่อ ฉินเหยียนอี้แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะน้องสาวของเขาหายสาบสูญไปนานถึงสามปีเต็มหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งนั้น โดยที่ไม่มีเบาะแสหรือร่องรอยใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่วันนี้เขากลับได้รับแจ้งว่าน้องสาวกลับมาถึงบ้านแล้ว

ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของนายแพทย์หนุ่มคือความระแวดระวัง เขาตั้งใจจะทำการตรวจดีเอ็นเอให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันกรณีที่มีการสวมรอยหรือการส่ง ‘อันอันตัวปลอม’ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้เรื่องการหาตัวตายตัวแทนหรือปลอมตัวมาแอบอ้างนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่า ทันทีที่ฉินเหยียนอี้ได้เห็นหน้าอันอัน ความคิดเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปทันทีราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง! เพราะถ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลฉิน เขาก็พร้อมจะใช้มีดผ่าตัดของตัวเองทิ่มตาให้บอดไปเสียยังจะดีกว่า!

ใบหน้าของฉินเหยียนอี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด น้ำเสียงของเขาเจือปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะสะกดกั้น

“อันอันอายุสามขวบครึ่งแล้ว แต่กลับมีน้ำหนักไม่ถึงสิบกิโลกรัมด้วยซ้ำ!”
ในบรรดาสมาชิกตระกูลฉิน ฉินเหยียนอี้นับว่าเป็นคนที่มีบุคลิกอ่อนโยนและใจเย็นที่สุด แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขากลับฉายโชนไปด้วยความอำมหิต

“คุณพ่อครับ ผมถนัดใช้มีดผ่าตัดที่สุด เดี๋ยวผมจะไปจัดการยัยแก่นั่นให้จบ ๆ ไปเอง!”

“ทำแบบนั้นมันจะดูเป็นการปรานีเกินไปหน่อยไหม?”

ฉินฮ่าวเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ดวงตาคมลึกแผ่ซ่านไอสังหารที่น่าขนลุก

“ทุกสิ่งที่อันอันเคยได้รับความทรมาน ฉันจะให้มันต้องชดใช้คืนเป็นหมื่นเท่า”

บนเตียงเจ้าหญิงขนาดคิงไซส์ ร่างเล็ก ๆ ของเจ้าก้อนแป้งน้อยกินพื้นที่เพียงนิดเดียวของเตียงกว้าง มือน้อยที่ผอมบางวางทับอยู่บนถุงประคบร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย หลังจากที่เพิ่งได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดไปสองถุงใหญ่

แพขนตางอนหนาค่อย ๆ ขยับสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่อันอันจะลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเพดานและสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความมึนงงและสับสน

ผ้าม่านลูกไม้สีนวลตรงหน้าต่างบานใหญ่ถูกปิดไว้เพื่อพรางแสงแดดยามเที่ยงที่อาจจะสว่างเกินไป เหนือหน้าต่างมีโมบายกระดิ่งลมน่ารักแขวนอยู่ เมื่อมีลมพัดผ่านเบา ๆ มันก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งฟังสบายหู

ผนังห้องถูกทาด้วยโทนสีม่วงอ่อนราวกับความฝัน มีภาพวาดจากจิตรกรชื่อดังระดับโลกแขวนประดับไว้ พร้อมกับรูปถ่ายสมาชิกครอบครัวในอิริยาบถต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น

เตียงนอนมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ปูด้วยผ้าปูที่นอนลูกไม้สีหวานและผ้าห่มสีชมพูฟูฟ่อง รอบกายของเธอรายล้อมไปด้วยตุ๊กตาขนสัตว์นุ่มนิ่มหลากรูปแบบ

ห้องทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยโทนสีชมพูม่วงที่ดูหวานละมุนและสว่างไสว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างที่สุด

อันอันแสดงสีหน้าเหม่อลอย… นี่เธอมาอยู่ในสวรรค์แล้วหรือ

ที่สถานสงเคราะห์ ห้องนอนมีขนาดเล็กแคบนิดเดียว แถมยังต้องอยู่รวมกับเด็กคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนบนเตียงสองชั้นที่แออัด แต่ห้องนี้กลับกว้างขวางและงดงามเกินกว่าที่จินตนาการของเด็กน้อยจะไปถึง

ราวกับมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน ฉินฮ่าวเฉินที่ยืนอยู่หน้าห้องนอนพลันหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยที่เคยหลับใหลได้ฟื้นคืนสติแล้ว เขาก็รีบก้าวเท้าเข้ามาที่ข้างเตียงทันที

ฉินฮ่าวเฉินพยายามระงับความตื่นเต้นเพราะเกรงว่าจะทำให้เด็กน้อยตกใจ เขาประดับรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดไว้บนใบหน้า พลางเอ่ยเรียกเสียงเบา

“อันอันครับ”

เมื่ออันอันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอจึงค่อย ๆ หันหน้าไปมองทางต้นเสียง

เป็นคุณลุงสุดหล่อคนนั้นนั่นเอง!

“คุณลุงสุดหล่อขา… คุณลุงก็มาสวรรค์เหมือนกันเหรอคะ?”

น้ำเสียงนุ่มนิ่มไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความซื่อตรง ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยขณะจ้องมองคุณลุง

ฉินฮ่าวเฉินหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เขาใช้ฝ่ามือลูบแก้มตอบซูบของเธอเบา ๆ
“อันอันครับ ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์หรอกลูก ที่นี่คือบ้านของอันอันนะลูก”

“บ้านของอันอัน… เหรอคะ?”

อันอันกะพริบตาปริบ ๆ คนอย่างอันอันก็มีบ้านกับเขาด้วยเหรอ แถมบ้านยังหลังใหญ่และสวยงามขนาดนี้เลยเหรอ?

“แล้วก็อันอัน—“

น้ำเสียงของฉินฮ่าวเฉินเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เขาเน้นย้ำด้วยความรัก

“ถ้ายังเรียกคุณพ่อว่าคุณลุงสุดหล่ออีกล่ะก็ คุณพ่อจะงอนแล้วนะลูก”

อันอันตกใจจนรีบส่ายหัวรัว ๆ

“ไม่เอาค่ะ อย่าพึ่งงอนนะคะ”

ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ นำทางเธอ

“งั้นอันอันต้องเรียกคุณลุงว่าอะไรคะ?”

อันอันไม่แน่ใจนัก และที่สำคัญคือเธอไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ได้รับยิน

ฉินฮ่าวเฉินหยิบสมุดสำมะโนครัวออกมา เปิดไปยังหน้าที่มีชื่อของเธออยู่ แล้วชี้ให้เจ้าก้อนแป้งน้อยดู
“อันอัน ดูนี่สิครับ นี่คือชื่อของอันอัน ‘ฉินซุ่ยอัน’ พ่อกับแม่ตั้งชื่อนี้ให้เพราะอยากให้อันอันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและปลอดภัยไปทุก ๆ ปีเลยนะลูก”

เธอจ้องมองชื่อนั้นด้วยความตั้งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย

“อันอันอ่านไม่ออกค่ะ…”

ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหัวเธอ

“ไม่เป็นไรครับลูก เดี๋ยวพออันอันได้เข้าโรงเรียน อันอันก็จะอ่านออกเองครับ”

อันอันเงยหน้าขึ้นมองเขา ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยเสียงแผ่วเบา

“คุณพ่อ…”

ฉินฮ่าวเฉินโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ เอียงหูเข้าไปหาเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยการสนับสนุนเพื่อให้เธอมั่นใจที่จะเรียกเขาอีกครั้งอย่างเต็มเสียง

อันอันรู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวราวกับลอยอยู่ในอากาศ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม เธอตะโกนเรียกสุดเสียง

“คุณพ่อ!”

ลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้างที่ข้างแก้มดูหวานละมุนรับกับดวงตาที่เป็นประกาย ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่สุดในรอบสามปี

เขาอ้าแขนออกกว้างแล้วรวบตัวเจ้าก้อนแป้งน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมอกอย่างระมัดระวังที่สุด

“อันอัน… ลูกรักของคุณพ่อ”

อันอันซบหน้าลงกับอกแกร่ง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝันที่งดงามที่สุด

นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาแสนนาน เธอเคยคิดว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในสถานสงเคราะห์ไปตลอดกาล จนตายไปก็คงเป็นเพียง ‘ยัยเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า’ ตามที่ผู้อำนวยการเคยด่าไว้

แต่ตอนนี้เธอมีคุณพ่อเป็นของตัวเองแล้ว

ทันใดนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น ถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

“คุณพ่อขา แล้วคุณแม่ล่ะคะ?”

เมื่อต้องสบกับดวงตาใสซื่อที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ฉินฮ่าวเฉินก็พูดไม่ออก ความจริงบางอย่างมันช่างยากเกินกว่าจะเอ่ย

“คุณแม่ของอันอัน… เธอ…”

ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากหน้าห้องนอน พร้อมกับเสียงทุ้มของชายหนุ่ม

“คุณพ่อครับ! ผมให้คนเตรียมอาหารอ่อน ๆ ไว้ให้แล้วครับ”

เมื่อได้ยินเสียงคนแปลกหน้า อันอันก็รีบมุดหน้าหนีเข้าไปในอ้อมกอดของฉินฮ่าวเฉินทันที ราวกับว่าถ้าเธอหลบแบบนี้แล้ว คนอื่นจะไม่เห็นเธอ
ฉินฮ่าวเฉินรีบตบหลังปลอบใจลูกสาวเบา ๆ พลางส่งสายตาดุใส่ฉินเหยียนอี้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา

“เหยียนอี้ ลูกทำอันอันตกใจนะ”

ฝีเท้าของฉินเหยียนอี้หยุดกึก เขาถามอย่างมึนงง

“ผมเหรอ?”

พอเห็นน้องสาวตัวน้อยแอบหลบอยู่หลังคุณพ่อ ฉินเหยียนอี้ก็รีบยอมรับผิดทันที เขาลดระดับเสียงลงแล้วเอ่ยด้วยความสำนึกผิด

“ขอโทษครับ พอดีผมพูดเสียงดังไปหน่อย”

เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงอย่างนุ่มนวล

เนื่องจากอันอันน้อยยังคงซุกหน้าอยู่ ฉินเหยียนอี้จึงมองเห็นเพียงกลุ่มผมสีดำนุ่ม ๆ และศีรษะกลมทุยของเธอเท่านั้น เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด

“อันอันครับ พี่คือพี่ชายรองของอันอันนะ เป็นพี่ชายคนที่สองชื่อฉินเหยียนอี้ครับ”

ฉินซุ่ยอันค่อย ๆ หันหน้ากลับมามอง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความระแวดระวังชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าพี่ชายรอง

ในสายตาของเธอ พี่ชายคนนี้หล่อมาก ผิวพรรณสะอาดสะอ้านในชุดสีขาวล้วน ดูราวกับเทวดาตัวจริง

เมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มเปิดใจยอมมองเขา ฉินเหยียนอี้จึงเลื่อนถาดอาหารในมือเข้าไปใกล้ ๆ

“อันอัน หิวหรือยังครับ?”

เพราะกลัวว่าจะทำให้น้องสาวตกใจอีก เขาจึงพยายามเติมหางเสียงให้ดูละมุนขึ้น แม้ว่ามันจะฟังดูขัดกับบุคลิกปกติของเขาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

ท้องของอันอันน้อยราวกับจะเข้าใจคำถาม มันส่งเสียงร้อง ‘จ๊อก ๆ’ ออกมาทันที

เธอเขินจนหน้าแดงระเรื่อ รีบเอามืออุดพุงน้อย ๆ ของตัวเองไว้พลางพยักหน้าหงึกหงัก

“หิวนิดหน่อยค่ะ”

ดวงตากลมโตเริ่มจับจ้องไปที่อาหารหอมกรุ่นในถาดอย่างห้ามใจไม่ได้ เธอแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

ที่สถานสงเคราะห์ ผู้อำนวยการมักจะด่าว่าเธอกินเปลืองและไม่ค่อยให้เธอทานข้าวบ่อย ๆ ความจริงแล้วเธอทานน้อยมาก และต้องทนหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง

ฉินฮ่าวเฉินเห็นดังนั้นจึงรับถาดอาหารมาจากมือลูกชาย เขาหยิบแก้วน้ำนมที่มีอุณหภูมิพอเหมาะส่งไปที่ริมฝีปากของลูกสาว

“อันอัน ดื่มนมก่อนนะลูก”

อันอันจ้องมองของเหลวสีขาวนวลในแก้วพลางกะพริบตาปริบ ๆ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่านมเหรอ

ปกติเธอจะเห็นจงเสี่ยวเฉียงดื่มมันอยู่บ่อย ๆ เธอทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสเลยสักครั้ง

กลิ่นหอมของนมแตะจมูก อันอันกระซิบตอบเสียงเบา

“อันอันจะดื่มแค่นิดเดียวค่ะ จะไม่ดื่มเยอะแน่นอน…”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...