โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สถิติกาแฟโลก 2026 เมื่อ “กาแฟ” ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจที่ไทยต้องคว้า

SMART SME

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในยุคที่กาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อความกระปรี้กระเปร่า แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่ฝังรากลึกในสังคม รู้หรือไม่ว่าในขณะที่เราจิบกาแฟแก้วโปรดกันทุกวัน ตลาดกาแฟโลกกำลังหมุนไปเร็วระดับหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ! และไทยเราเองก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นในสนามของการปลูกเท่านั้น

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดกาแฟโลกในปีการผลิต 2568/2569 กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล โดยมีผลผลิตพุ่งสูงถึง 174.4 ล้านกระสอบ ซึ่งมี “บราซิล” และ “เวียดนาม” ครองเก้าอี้ผู้ผลิตเบอร์หนึ่งของอาราบิก้าและโรบัสต้าตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีผลผลิตอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก แต่ทิศทางการบริโภคในประเทศกลับเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนทางกับปริมาณการผลิตที่จำกัด ทำให้ไทยต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ปลูก มาเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สถานการณ์การค้ากาแฟของไทยในปี 2568 สะท้อนภาพการเป็น “ผู้นำเข้าสุทธิ” อย่างชัดเจน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 2.3 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้นเกือบ 60% จากปีก่อนหน้า เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของไทยที่ยังคงเติบโตได้ถึง 10% คือสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการแปรรูป (Processing Hub) เหมือนกับประเทศที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลักอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือเยอรมนี แต่กลับสามารถทำกำไรจากการส่งออกกาแฟคั่วและผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปได้เป็นกอบเป็นกำ

เช่นเดียวกับ สมาคมกาแฟไทยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN) โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ในตลาดโลก

สนค. จึงวางหมากยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรม และการค้ากาแฟของไทยให้เติบโตได้ เริ่มจากการทบทวนกฎระเบียบเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟคุณภาพจากทั่วโลกมาสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ ได้อย่างเสรี ควบคู่ไปกับการวางกลไกป้องกันไม่ให้กาแฟนำเข้ามากดดันราคาผลิตผลของเกษตรกรไทย โดยเน้นการยกระดับสู่ “กาแฟคุณภาพ” (Specialty Coffee) และสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรการคั่วและบรรจุที่ทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยแข่งได้ในเวทีโลก

สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญที่จะละเลยไม่ได้คือ “ความยั่งยืนและความเป็นธรรม” โดย สนค. มุ่งส่งเสริมโมเดลธุรกิจสีเขียว ทั้งการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) และการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก รวมถึงการนำกลไกการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) และการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาใช้ เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงและประกันรายได้ที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรไทย ซึ่งการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อุตสาหกรรมกาแฟไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับสากลอย่างยั่งยืน

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์

เรื่ิองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...