โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไขคำตอบ ทำไม “ไม่มีทอง” อาจเป็นความเสี่ยงที่สุดของนักลงทุน? โลกยุคนี้ ยุคแห่งความเสี่ยง 2569

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดคำตอบ ทำไม “ไม่มีทอง” อาจเป็นความเสี่ยงที่สุดของนักลงทุน? โลกยุคนี้ ยุคแห่งความเสี่ยง 2569

สงครามมาแล้ว? โลกยุคแห่งความเสี่ยง แต่ “ไม่มีทอง” เสี่ยงกว่าหรือไม่? World Gold Council แนะเพิ่มสัดส่วนลงทุน 2.5–10% รับตลาดปั่นป่วน–โลกผันผวน

“ทองคำ ของมันต้องมี” อาจไม่ใช่แค่คำพูดติดปากอีกต่อไป แต่กลายเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์จากรายงานล่าสุดของ World Gold Council (WGC) ที่ระบุชัดว่า นักลงทุนควรมี “ทองคำ” อยู่ในพอร์ตระยะยาว พร้อมแนะนำสัดส่วนเหมาะสมราว 2.5–10% เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ต ท่ามกลางปีที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวน และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นร้อนแรง แม้ระหว่างทางจะเผชิญแรงเหวี่ยงและแรงขายเป็นระยะ แต่ภาพรวมยังถูกจัดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หลายสถาบันการเงินยังคงมุมมองบวกต่อทองคำ โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งหนี้สาธารณะสูง ทิศทางดอกเบี้ยที่แกว่งตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่

รายงานฉบับล่าสุดของ WGC ภายใต้ชื่อ “Gold as a Strategic Asset 2026 edition” ย้ำชัดว่า ทองคำไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น แต่ควรถูกจัดวางในฐานะ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตทั้งด้านผลตอบแทนและการควบคุมความเสี่ยง

หัวใจสำคัญของรายงานปี 2026 คือการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังหลายทศวรรษ ควบคู่กับการจำลองพอร์ตการลงทุนในช่วงเวลา 3 ปี 5 ปี และ 20 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า การเพิ่มทองคำในสัดส่วนประมาณ 2.5% ถึง 10% สามารถยกระดับผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง หรือ risk-adjusted return ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความหมายของคำว่า risk-adjusted return คือ ไม่ได้ดูแค่ผลตอบแทนสูงสุด แต่ดูว่าผลตอบแทนนั้นมาพร้อมความผันผวนมากแค่ไหน หากพอร์ตได้ผลตอบแทนใกล้เคียงเดิม แต่ความแกว่งตัวลดลง ถือว่า “คุณภาพ” ของผลตอบแทนดีขึ้น และข้อมูลของ WGC ระบุว่าทองคำช่วยทำหน้าที่นั้นได้จริง

อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของทองคำในช่วงตลาดเผชิญแรงเทขายรุนแรง เมื่อหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลงแรง การมีทองคำในพอร์ตสามารถช่วยลดโอกาสขาดทุนหนักได้ เพราะทองคำมักมีความสัมพันธ์กับหุ้นและพันธบัตรในระดับต่ำ บางช่วงเวลาที่หุ้นร่วง ทองคำไม่ได้ร่วงตาม หรือบางครั้งกลับปรับตัวขึ้น ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ลดแรงกระแทกของพอร์ตโดยรวม

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก ราคาทองคำในรูปดอลลาร์สหรัฐเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นราว 9% ต่อปี ตัวเลขนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดหุ้นระยะยาว และสูงกว่าสินทรัพย์บางประเภทอย่างพันธบัตรหรือสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด ภาพจำเดิมที่ว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ทำงาน” จึงอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลระยะยาว

แม้ทองคำจะไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล แต่การปรับขึ้นของราคาในช่วงหลายสิบปีสะท้อนบทบาทในฐานะเครื่องรักษามูลค่าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเงินหรือช่วงเงินเฟ้อสูง ทองคำมักทำผลงานโดดเด่นกว่าสินทรัพย์หลักอื่นในหลายจังหวะสำคัญ

ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นอีกปีแห่งความไม่แน่นอน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังต้องรับมือกับระดับหนี้สาธารณะสูงและทิศทางดอกเบี้ยที่ผันผวน ยุโรปเผชิญแรงกดดันจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่จีนอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งแรงสะเทือนไปทั้งระบบการเงินโลก

WGC ยังชี้ว่าตลาดทองคำทั่วโลกมีสภาพคล่องสูงมาก โดยในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยราว 3.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน สะท้อนว่าทองคำไม่ใช่สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม แต่เป็นตลาดขนาดใหญ่ระดับโลก นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ผ่านทองคำแท่ง กองทุน ETF ทองคำ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และด้วยความสามารถในการซื้อขายปริมาณมากโดยไม่กระทบราคามากนัก จึงยิ่งเสริมสถานะของทองคำในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของตลาดโลกส่งผ่านมาทั้งตลาดหุ้น ค่าเงินบาท และอัตราดอกเบี้ย เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ราคาทองคำในประเทศมักปรับขึ้นแรงกว่าราคาทองคำโลก เพราะสะท้อนทั้งราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกัน ทำให้ทองคำมีบทบาททั้งในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากตลาดโลก และตัวป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในคราวเดียว

รายงานยังเน้นว่าทองคำควรถูกมองเป็น “การจัดสรรระยะยาว” มากกว่าการเข้าออกตามจังหวะราคา เพราะจุดแข็งของทองอยู่ที่การช่วยเสริมเสถียรภาพพอร์ตตลอดวัฏจักรเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงการเก็งกำไรระยะสั้น

นายเซาไก ฟาน หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของ WGC ระบุว่า สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการรับมือกับความผันผวน การมีทองคำในพอร์ต 2.5–10% เป็นช่วงสัดส่วนที่จากการวิเคราะห์แล้วให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทั้งด้านผลตอบแทนและการลดความเสี่ยง

ในมิติที่ลึกกว่านั้น ทองคำยังถูกนิยามว่าเป็น “สินทรัพย์เชิงอธิปไตย” เพราะไม่ขึ้นกับนโยบายของประเทศใด ไม่ผูกกับความสามารถชำระหนี้ของบริษัทหรือรัฐบาลใด และไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา หากถือครองจริงในประเทศของตนเอง

หลังปี 2020 โลกเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง ทั้งสงคราม ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่การเมือง แต่ลามถึงระบบการเงิน การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และพลังงาน เมื่อการเมืองกระทบเศรษฐกิจโดยตรง การจัดพอร์ตการลงทุนก็ต้องคิดเผื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

จุดสำคัญคือ ธนาคารกลางหลายประเทศเพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง เพราะกังวลว่าการถือเงินสกุลต่างประเทศมากเกินไปอาจเสี่ยงถูกคว่ำบาตรหรืออายัดในบางสถานการณ์ แต่ทองคำที่เก็บไว้เองไม่มีความเสี่ยงจากระบบการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ในโลกที่มีแนวโน้มแบ่งขั้วมากขึ้น หลายประเทศจึงต้องการถือสินทรัพย์ที่ “เป็นกลาง” มากขึ้น แม้ดอลลาร์ยังมีบทบาทสำคัญ แต่การเพิ่มทองคำในทุนสำรองสะท้อนความพยายามลดความเสี่ยงเชิงระบบ นี่ทำให้ทองคำกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อย

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ยังโยงกับพลังงานและเงินเฟ้อ หากความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ค่าเงินประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจอ่อนค่า ทองคำจึงถูกมองเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ และเป็นตัวรักษามูลค่าในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนทั่วโลกอาจสูงขึ้นในระยะยาว

ในยุคที่ข่าวการคว่ำบาตรหรือความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นข้ามคืน และผลกระทบลามข้ามทวีปในเวลาอันสั้น ทองคำจึงยังทำหน้าที่เป็น “กันชน” สำคัญในพอร์ตการลงทุน

คำแนะนำของ WGC ไม่ได้บอกให้นักลงทุนทุ่มเงินทั้งหมดไปที่ทองคำ แต่ย้ำว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การไม่มีทองคำเลยในพอร์ตอาจเป็น “ความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง” เช่นกัน เพราะความเสี่ยงไม่ได้มีแค่การขาดทุนจากราคาที่ปรับลง แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการไม่มีสินทรัพย์ที่ช่วยพยุงพอร์ตในวันที่ตลาดผันผวนรุนแรง

ในยุคแห่งความเสี่ยงที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทองคำแพงหรือยัง” แต่คือ “พอร์ตของเราพร้อมรับแรงสั่นสะเทือนแค่ไหน” และจากข้อมูลระยะยาวที่ถูกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ คำตอบหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือ การมีทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม อาจเป็นการเตรียมตัวรับโลกผันผวนได้ดีกว่าการไม่มีเลย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...