โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บางทีความสบายใจต่อคุณความรักก็มาในรูปแบบ…เธอ ‘ตด’ แต่เราก็แค่หัวเราะใส่กัน และเราเองก็กล้าจะตดดังๆ ต่อหน้าแฟนโดยไม่ต้องแอ๊บ หนึ่งสัญญาณบอกความสัมพันธ์เฮลตี้ของคู่รักผ่าน ‘การตด’

Mirror Thailand

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 07.10 น.
ภาพไฮไลต์

จะตดดังปู๊ดๆ ตดดังป๊าดๆ หรือตดดังแฟ่ดๆ สำหรับบางคนแล้วถ้าได้ยินเสียงนั้นมาจากคุณความรัก ก็น่ารักน่าเอ็นดูไปซะหมด อีกทั้งเมื่อตัวเราเองก็รู้สึกกล้าที่จะตดต่อหน้าอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน บางทีสัญญาณที่บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของบางคู่กำลังอยู่ในจุดที่ ‘สบายใจ’ ต่อกันมากระดับหนึ่งแล้ว ก็อาจมาจากอะไรง่ายๆ อย่างเรื่องที่เป็นธรรมชาติสุดๆ ของมนุษย์อย่าง ‘การตด’ เนี่ยแหละ

ที่ผ่านมา ถ้าเป็นคนไม่รู้จักหรือคนที่ไม่ได้สนิทใจมาตดใส่ หลายคนอาจจะรู้สึกหยึยๆ งงๆ เพราะเราไม่ได้ consent ที่จะมาฟังหรือดมตดของใคร แต่ถ้าเป็นตัวเราตดให้ตัวเองฟัง บอกเลย สบาย! ก็นั่นตดเรา ไม่ใช่ตดใครที่ไหน ฉะนั้นแล้วเมื่อไหร่ที่ ‘คนรัก’ สามารถตดต่อหน้าเราได้ นั่นอาจแปลว่า เขาได้ทำลายความรู้สึกไม่สนิทใจบางอย่างทิ้งไป และกลายเป็นความสบายใจที่เข้ามาในชีวิต แบบที่เราสามารถมองการตดของเขาเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่เรามองตัวเองตอนตดได้แล้ว

ฉะนั้นแล้ว ตดจึงเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ต่อบางคู่อย่างแน่นอน! และยังเฮลตี้ต่อตัวเองที่รู้สึกได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ตอนอยู่กับอีกฝ่าย ซึ่งแต่ละคู่คงมีระดับความพร้อมที่จะตดให้อีกฝ่ายได้ยินในระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน อย่างผลการศึกษาของ eHarmony เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์ ที่ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้คนมากกว่า 1,000 คน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคู่รักจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก่อนจะกล้าตดต่อหน้าคนรัก ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 24 ปี จะใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น

ยังมีการศึกษาจาก Mic ที่รวบรวมคำตอบจากผู้คนกว่า 125 คนในช่วงอายุ 20s ไปจนถึง 30s ซึ่งก็พบคำตอบที่หลากหลาย โดย 29% จะตดช่วงคบกันไปแล้วหลัง 2-6 เดือน 25.2% จะตดหลัง 6-12 เดือน แต่ก็มีถึง 22.4% ที่ตดเลยหลังจากคบกันแค่ไม่กี่สัปดาห์แบบเริ่ดๆ ถึงอย่างนั้นก็มีคนที่ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกล้าตด 9.3% ความน่าสนใจคือมีผู้ตอบแบบสอบถาม 19% ที่จะเลือกตดก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตดให้ได้ยินก่อน เพื่อเป็นสัญญาณว่า เธอตด งั้นฉันตดด้วย! โดย 73% ของคนที่รอให้คุณแฟนตดก่อนล้วนเป็นผู้หญิง

บางคนอาจมองว่าการได้ตดมันเป็นการสร้างโมเมนต์ตลกๆ ให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเกิดความสนิทสนมมากขึ้น บางคนอาจมองว่า ยิ่งกลั้นตด ก็ยิ่งรู้สึกปวดท้อง ฉะนั้นแล้ว จึงขอเลือกตดออกมาเลย แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่โอเค ก็ค่อยว่ากัน ดีกว่าคีพลุคแล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพ บางคนก็เผลอตดออกมาหลังจากมีเซ็กซ์ หรือระหว่างมีเซ็กซ์ อย่างเป็นธรรมชาติ! บางคนก็อาจจะถามอีกฝ่ายตรงๆ เลยว่า ถ้าเราจะตด เธอจะรู้สึกอย่างไร หรือบางคนก็ตดอย่างไม่ตั้งใจแล้วทำทรงเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น (แต่แอบกลั้นขำในใจ) ก็มีได้หมด เพราะ “ไม่ว่าคุณจะหัวเราะคิกคักด้วยกันเลยหลังตดหรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณทั้งสองมีความสุขและสบายใจในความสัมพันธ์เข้าแล้ว” Jacqui Rubinoff ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์กล่าวกับ Betches

ด้านมุมมองของ Shannon Chavez ผู้เป็นนักจิตวิทยา และ sex therapist ก็น่าสนใจ เธอแชร์ให้ HuffPost ฟังว่า ที่ผ่านมาการตดเป็นอะไรที่ถูกมองว่าสกปรก และคนก็จะอับอายที่จะทำมันตั้งแต่เด็กๆ เพราะอาจโดนล้อ และ “ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเพราะความอับอาย” ฉะนั้นแล้ว “ยิ่งเรา normalize มัน และไม่มองมันเป็นเรื่องน่าละอายเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะมันช่วยให้ผู้คนรู้สึกเปิดอกมากขึ้นที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และลดความรู้สึกว่าต้องปกปิด ลดความน่าละอาย”

เช่นเดียวกับ Michael Sartain ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ ที่มองว่าการตดต่อหน้าคนรัก “มันแสดงให้เห็นว่าคุณสบายใจในความสัมพันธ์และไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องใส่ฟิลเตอร์อะไรให้ตัวเอง…และเมื่อคุณสามารถล้อเล่นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ นั่นถือเป็นสัญญาณว่าคุณรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเป็นตัวเองแบบ ‘เรียลๆ’ กับอีกฝ่าย” ซึ่งเขามองว่าความซื่อสัตย์ลักษณะนี้ “เป็นรากฐานที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างพาร์ทเนอร์ที่เฮลตี้”

แต่ถ้าบางคนรู้สึกว่ามันไม่ได้จริงๆ ที่จะตดใส่คนรัก นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ซาร์เทนอธิบายว่า “ถ้าคุณไม่สบายใจที่จะทำ มันโอเค และไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้สนิทกันหรือความสัมพันธ์ของคุณกำลังขาดความใกล้ชิด เพราะความใกล้ชิดมีหลายรูปแบบมาก มีทั้งการแชร์อะไรโปกฮาด้วยกัน หรือจะบทสนทนาที่ลึกซึ้ง การกอด หรือจะเป็นการเผยด้านอ่อนไหวกับคนรัก การตดจึงไม่ใช่เครื่องหมายเดียวของความแน่นแฟ้น”

ฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป หากรู้สึกไม่โอเคก็ไม่ต้องฝืนบอกว่าโอเคที่อีกฝ่ายตด แต่ให้หยิบประเด็นนี้ไปพูดคุยกันต่อว่าจะหาตรงกลางกันอย่างไร อย่างน้อยๆ การสื่อสารตรงๆ อาจทำให้เข้าใจกันและกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่กำลังเขินๆ ที่จะตดอยู่ ไม่แน่การได้ลองตดออกมา อาจทำให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายเขาก็อาจจะเอ็นดูเราในแบบที่เราเป็นก็ได้นะใครจะรู้ ส่วนคู่ที่ตดให้อีกฝ่ายฟังอยู่แล้ว เราก็หวังว่าพอได้อ่านบทความนี้ มันจะช่วยยืนยันอีกหนึ่งเสียงว่า…คุณอาจกำลังอยู่กับคนที่สบายใจที่จะอยู่ด้วยมากประมาณหนึ่งเลยล่ะ เพราะความรักในแบบที่มีฟิลเตอร์ใส่กันน้อยที่สุด เรารู้สึกได้ถึงการเป็นตัวเองมากที่สุด มันดีงามในตัวมันมากอยู่แล้ว

อ้างอิง:

https://www.scarymommy.com/lifestyle/why-farting-is-good-for-your-relationship

https://www.mic.com/articles/137243/here-s-when-it-s-ok-to-start-openly-farting-in-a-relationship

https://betches.com/when-to-start-farting-in-front-of-your-partner/

https://www.huffpost.com/entry/couples-farting-in-front-of-each-other_n_5aaff5dee4b00549ac7e06b2

https://womenshealth.com.au/farting-key-to-relationship-success/

บทความต้นฉบับได้ที่ : บางทีความสบายใจต่อคุณความรักก็มาในรูปแบบ…เธอ ‘ตด’ แต่เราก็แค่หัวเราะใส่กัน และเราเองก็กล้าจะตดดังๆ ต่อหน้าแฟนโดยไม่ต้องแอ๊บ หนึ่งสัญญาณบอกความสัมพันธ์เฮลตี้ของคู่รักผ่าน ‘การตด’

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...