บางทีความสบายใจต่อคุณความรักก็มาในรูปแบบ…เธอ ‘ตด’ แต่เราก็แค่หัวเราะใส่กัน และเราเองก็กล้าจะตดดังๆ ต่อหน้าแฟนโดยไม่ต้องแอ๊บ หนึ่งสัญญาณบอกความสัมพันธ์เฮลตี้ของคู่รักผ่าน ‘การตด’
จะตดดังปู๊ดๆ ตดดังป๊าดๆ หรือตดดังแฟ่ดๆ สำหรับบางคนแล้วถ้าได้ยินเสียงนั้นมาจากคุณความรัก ก็น่ารักน่าเอ็นดูไปซะหมด อีกทั้งเมื่อตัวเราเองก็รู้สึกกล้าที่จะตดต่อหน้าอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน บางทีสัญญาณที่บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของบางคู่กำลังอยู่ในจุดที่ ‘สบายใจ’ ต่อกันมากระดับหนึ่งแล้ว ก็อาจมาจากอะไรง่ายๆ อย่างเรื่องที่เป็นธรรมชาติสุดๆ ของมนุษย์อย่าง ‘การตด’ เนี่ยแหละ
ที่ผ่านมา ถ้าเป็นคนไม่รู้จักหรือคนที่ไม่ได้สนิทใจมาตดใส่ หลายคนอาจจะรู้สึกหยึยๆ งงๆ เพราะเราไม่ได้ consent ที่จะมาฟังหรือดมตดของใคร แต่ถ้าเป็นตัวเราตดให้ตัวเองฟัง บอกเลย สบาย! ก็นั่นตดเรา ไม่ใช่ตดใครที่ไหน ฉะนั้นแล้วเมื่อไหร่ที่ ‘คนรัก’ สามารถตดต่อหน้าเราได้ นั่นอาจแปลว่า เขาได้ทำลายความรู้สึกไม่สนิทใจบางอย่างทิ้งไป และกลายเป็นความสบายใจที่เข้ามาในชีวิต แบบที่เราสามารถมองการตดของเขาเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่เรามองตัวเองตอนตดได้แล้ว
ฉะนั้นแล้ว ตดจึงเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ต่อบางคู่อย่างแน่นอน! และยังเฮลตี้ต่อตัวเองที่รู้สึกได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ตอนอยู่กับอีกฝ่าย ซึ่งแต่ละคู่คงมีระดับความพร้อมที่จะตดให้อีกฝ่ายได้ยินในระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน อย่างผลการศึกษาของ eHarmony เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์ ที่ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้คนมากกว่า 1,000 คน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคู่รักจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก่อนจะกล้าตดต่อหน้าคนรัก ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 24 ปี จะใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
ยังมีการศึกษาจาก Mic ที่รวบรวมคำตอบจากผู้คนกว่า 125 คนในช่วงอายุ 20s ไปจนถึง 30s ซึ่งก็พบคำตอบที่หลากหลาย โดย 29% จะตดช่วงคบกันไปแล้วหลัง 2-6 เดือน 25.2% จะตดหลัง 6-12 เดือน แต่ก็มีถึง 22.4% ที่ตดเลยหลังจากคบกันแค่ไม่กี่สัปดาห์แบบเริ่ดๆ ถึงอย่างนั้นก็มีคนที่ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกล้าตด 9.3% ความน่าสนใจคือมีผู้ตอบแบบสอบถาม 19% ที่จะเลือกตดก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตดให้ได้ยินก่อน เพื่อเป็นสัญญาณว่า เธอตด งั้นฉันตดด้วย! โดย 73% ของคนที่รอให้คุณแฟนตดก่อนล้วนเป็นผู้หญิง
บางคนอาจมองว่าการได้ตดมันเป็นการสร้างโมเมนต์ตลกๆ ให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเกิดความสนิทสนมมากขึ้น บางคนอาจมองว่า ยิ่งกลั้นตด ก็ยิ่งรู้สึกปวดท้อง ฉะนั้นแล้ว จึงขอเลือกตดออกมาเลย แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่โอเค ก็ค่อยว่ากัน ดีกว่าคีพลุคแล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพ บางคนก็เผลอตดออกมาหลังจากมีเซ็กซ์ หรือระหว่างมีเซ็กซ์ อย่างเป็นธรรมชาติ! บางคนก็อาจจะถามอีกฝ่ายตรงๆ เลยว่า ถ้าเราจะตด เธอจะรู้สึกอย่างไร หรือบางคนก็ตดอย่างไม่ตั้งใจแล้วทำทรงเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น (แต่แอบกลั้นขำในใจ) ก็มีได้หมด เพราะ “ไม่ว่าคุณจะหัวเราะคิกคักด้วยกันเลยหลังตดหรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณทั้งสองมีความสุขและสบายใจในความสัมพันธ์เข้าแล้ว” Jacqui Rubinoff ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์กล่าวกับ Betches
ด้านมุมมองของ Shannon Chavez ผู้เป็นนักจิตวิทยา และ sex therapist ก็น่าสนใจ เธอแชร์ให้ HuffPost ฟังว่า ที่ผ่านมาการตดเป็นอะไรที่ถูกมองว่าสกปรก และคนก็จะอับอายที่จะทำมันตั้งแต่เด็กๆ เพราะอาจโดนล้อ และ “ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเพราะความอับอาย” ฉะนั้นแล้ว “ยิ่งเรา normalize มัน และไม่มองมันเป็นเรื่องน่าละอายเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะมันช่วยให้ผู้คนรู้สึกเปิดอกมากขึ้นที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และลดความรู้สึกว่าต้องปกปิด ลดความน่าละอาย”
เช่นเดียวกับ Michael Sartain ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ ที่มองว่าการตดต่อหน้าคนรัก “มันแสดงให้เห็นว่าคุณสบายใจในความสัมพันธ์และไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องใส่ฟิลเตอร์อะไรให้ตัวเอง…และเมื่อคุณสามารถล้อเล่นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ นั่นถือเป็นสัญญาณว่าคุณรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเป็นตัวเองแบบ ‘เรียลๆ’ กับอีกฝ่าย” ซึ่งเขามองว่าความซื่อสัตย์ลักษณะนี้ “เป็นรากฐานที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างพาร์ทเนอร์ที่เฮลตี้”
แต่ถ้าบางคนรู้สึกว่ามันไม่ได้จริงๆ ที่จะตดใส่คนรัก นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ซาร์เทนอธิบายว่า “ถ้าคุณไม่สบายใจที่จะทำ มันโอเค และไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้สนิทกันหรือความสัมพันธ์ของคุณกำลังขาดความใกล้ชิด เพราะความใกล้ชิดมีหลายรูปแบบมาก มีทั้งการแชร์อะไรโปกฮาด้วยกัน หรือจะบทสนทนาที่ลึกซึ้ง การกอด หรือจะเป็นการเผยด้านอ่อนไหวกับคนรัก การตดจึงไม่ใช่เครื่องหมายเดียวของความแน่นแฟ้น”
ฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป หากรู้สึกไม่โอเคก็ไม่ต้องฝืนบอกว่าโอเคที่อีกฝ่ายตด แต่ให้หยิบประเด็นนี้ไปพูดคุยกันต่อว่าจะหาตรงกลางกันอย่างไร อย่างน้อยๆ การสื่อสารตรงๆ อาจทำให้เข้าใจกันและกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่กำลังเขินๆ ที่จะตดอยู่ ไม่แน่การได้ลองตดออกมา อาจทำให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายเขาก็อาจจะเอ็นดูเราในแบบที่เราเป็นก็ได้นะใครจะรู้ ส่วนคู่ที่ตดให้อีกฝ่ายฟังอยู่แล้ว เราก็หวังว่าพอได้อ่านบทความนี้ มันจะช่วยยืนยันอีกหนึ่งเสียงว่า…คุณอาจกำลังอยู่กับคนที่สบายใจที่จะอยู่ด้วยมากประมาณหนึ่งเลยล่ะ เพราะความรักในแบบที่มีฟิลเตอร์ใส่กันน้อยที่สุด เรารู้สึกได้ถึงการเป็นตัวเองมากที่สุด มันดีงามในตัวมันมากอยู่แล้ว
อ้างอิง:
https://www.scarymommy.com/lifestyle/why-farting-is-good-for-your-relationship
https://www.mic.com/articles/137243/here-s-when-it-s-ok-to-start-openly-farting-in-a-relationship
https://betches.com/when-to-start-farting-in-front-of-your-partner/
https://www.huffpost.com/entry/couples-farting-in-front-of-each-other_n_5aaff5dee4b00549ac7e06b2
https://womenshealth.com.au/farting-key-to-relationship-success/
บทความต้นฉบับได้ที่ : บางทีความสบายใจต่อคุณความรักก็มาในรูปแบบ…เธอ ‘ตด’ แต่เราก็แค่หัวเราะใส่กัน และเราเองก็กล้าจะตดดังๆ ต่อหน้าแฟนโดยไม่ต้องแอ๊บ หนึ่งสัญญาณบอกความสัมพันธ์เฮลตี้ของคู่รักผ่าน ‘การตด’
บทความที่เกี่ยวข้อง
- “ผู้หญิงไม่ได้ง่ายทุกคน” การปกป้องตัวเองของผู้หญิง ที่สะท้อนว่าเสรีภาพทางเพศของผู้หญิงยังถูกมองว่าเป็นความ ‘ง่าย’ แต่ของผู้ชายคือเรื่องธรรมชาติ
- การแต่งตัว ‘ไม่สมวัย’ หรือใครๆ ก็สนุกกับแฟชั่นได้? กับประเด็นการล้อเลียนการแต่งตัวของ ‘Young 40s’ ที่กลายเป็นเป้าบูลลี่ของเจเนอเรชันใหม่ในเกาหลีใต้ รวมถึงในไทยเองเช่นกัน
- โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 มีนักกีฬา LGBTQ+ ที่ come out แล้วมากกว่า 47 ชีวิต จาก 13 ประเทศ สูงสุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งย้ำถึงความสวยงามของความภูมิใจในตัวตน ที่เดินขนานไปกับการทำตามฝันด้วยความสามารถที่มี
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com