เงินเฟ้อไทยเสี่ยงพุ่ง 1.0% หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 3 เดือน
เงินเฟ้อไทยเสี่ยงขยับ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงาน ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเงินเฟ้อของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แม้เงินเฟ้อไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบอาจเริ่มส่งผ่านมาสู่ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศ
เงินเฟ้อไทยยังต่ำ แต่มีแรงกดดันจากพลังงาน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 0.4% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น คือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตและส่งออกพลังงานสำคัญของโลก
ระดับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะเวลาของความขัดแย้ง และระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงบทบาทของมาตรการภาครัฐในการพยุงราคาสินค้าและพลังงานภายในประเทศ
กรณีสงครามคลี่คลาย ผลกระทบเงินเฟ้อจำกัด
ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายได้รวดเร็ว ราคาน้ำมันดิบโลกอาจปรับขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเพียงช่วงสั้น ก่อนปรับลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 60–70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงที่เหลือของปี
หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยจะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถใช้กลไกภายในประเทศเพื่อดูแลเสถียรภาพราคาได้ เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมัน รวมถึงการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อชะลอการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน
หากความขัดแย้งยืดเยื้อ เงินเฟ้ออาจขยับขึ้น
แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน และทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสมมติฐานเดิมที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นได้ราว 1.0%
เหตุผลสำคัญคือประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง โดยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิถึงประมาณ 70% และในจำนวนนี้ น้ำมันดิบกว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลาง ผ่านเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนภายในประเทศจึงมีแนวโน้มปรับตัวตาม ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง หรือก๊าซหุงต้ม (LPG) และต้นทุนเหล่านี้จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ เช่น ค่าอาหารสำเร็จรูป ค่าขนส่ง และบริการต่าง ๆ
ขีดจำกัดของมาตรการพยุงราคา
แม้ว่ารัฐบาลยังคงใช้มาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ความสามารถในการพยุงราคาสินค้าอาจมีข้อจำกัดมากขึ้นในระยะถัดไป
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลประกาศตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเพิ่งกลับมามีสถานะเป็นบวก ขณะที่ค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จนถึงเดือนเมษายน 2569
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ค่าไฟฟ้าในประเทศมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจาก กฟผ. ยังมีภาระหนี้จากการพยุงค่าไฟในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565
ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลก็มีแนวโน้มลดลง โดยงบประมาณปี 2569 ที่เหลืออยู่มีข้อจำกัดมากขึ้น และยังมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2570 จะล่าช้ากว่าเดือนตุลาคม 2569 ประมาณ 1–2 เดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะต่อกลุ่มประชาชนที่เปราะบาง
เศรษฐกิจไทยเผชิญโจทย์ใหม่จากพลังงานโลก
ในภาพรวม แม้เงินเฟ้อไทยในปี 2569 จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลกกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
ความเสี่ยงจากตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมัน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนพลังงาน ระบบขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศ
ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาล การรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพจึงอาจกลายเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หากวิกฤตพลังงานโลกกลับมารุนแรงอีกครั้ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- นายกฯ หารือรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- รมว.พลังงาน ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน อัปเดตตัวเลขไทยมีสำรองใช้ได้ถึง 95 วัน
- "ราคาน้ำมัน" พุ่งไม่หยุด พลังงานโลกเสี่ยงชะงัก "ช่องแคบฮอร์มุซ" เข้าใกล้วิกฤต
- พณ. ย้ำ "ปุ๋ยยูเรีย" มีเพียงพอ สั่งตรวจเข้มห้ามร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา
- สงครามตะวันออกกลาง! รัฐบาลรอประเมินความปลอดภัยก่อนอพยพคนไทย