Heritagewashing : การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ไม่กี่วันที่ผ่านมาปรากฏภาพ CenTRal cENtrAL โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่กลางย่านสยามสแควร์ ในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของ “Scala” โรงภาพยนตร์ standalone ที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสวยงามที่สุดของไทย ซึ่งถูกทุบทิ้งไปเมื่อปลาย พ.ศ.2564
ในบรรดาแนวคิดการออกแบบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นมีการพูดถึงโถงทางเข้าหลักที่จะถูกสร้างขึ้นให้สะท้อนย้อนกลับไประลึกถึงประวัติศาสตร์ โดยออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับโถงทางเข้าหลักของ Scala ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในที่โดดเด่นสวยงามจนกลายเป็นภาพจำหลักของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ในยุครุ่งเรือง
หากนี่คือแนวคิดอย่างเป็นทางการจริง คงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เพราะการทุบ Scala เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ทำกำไรมากกว่า แม้จะสร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่อยากอนุรักษ์โรงภาพยนตร์แห่งนี้ไว้มากแค่ไหน แต่ก็คงไม่เจ็บปวดเท่าการทำลายทิ้งแล้วแสร้งทำเป็นรำลึกถึง
และเมื่อถึงวันที่โครงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หนึ่งใน message ที่น่าเชื่อว่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการสื่อสารการตลาดและถูกสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่เน้นเนื้อหาทางศิลปะวัฒนธรรมแบบ “คิดบวกโลกสวย”
นั่นก็คือ การเคารพต่อประวัติศาสตร์พื้นที่จนนำมาสู่การออกแบบที่คำนึงถึงคุณค่าของโรงภาพยนตร์ Scala
ภาพจำลองโครงการ CenTRal cENtrAL ที่ออกแบบโถงทางเข้าหลักอ้างอิงกลับไปสู่ Scala
ที่มา : เพจ ที่ซุกหัวนอน
กรณีนี้ทำให้ผมนึกไปถึงบทความเก่าชิ้นหนึ่งของนักมานุษยวิทยาชื่อ Renato Rosaldo ชื่อ Imperialist Nostalgia ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Culture and Truth: The Remaking of Social Analysis ค.ศ.1989
ข้อเสนอหลักของบทความคือการเปิดเปลือยความหน้าซื่อใจคดของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งในกรณีบทความดังกล่าวคือเจ้าอาณานิคมที่กระทำต่อวิถีชีวิตของผู้อยู่ใต้อาณานิคม โดยในอดีต เจ้าอาณานิคมมักเข้าไปยึดครองพื้นที่และทำลายวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง บังคับให้คนท้องถิ่นเปลี่ยนศาสนา ปรับวิถีชีวิตด้วยข้ออ้างในการสร้างความศิวิไลซ์
แต่พอภารกิจทำลายเสร็จสิ้น เจ้าอาณานิคมเหล่านั้นกลับมีอารมณ์โหยหาวัฒนธรรมที่ตนเองได้ทำลายล้างลงไป นำมาสู่ความอยากจะสะสมของเก่า ถ่ายภาพชนเผ่าที่มลายหาย ตลอดจนสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงวิถีชีวิตที่ตัวเองเพิ่งบดขยี้
คุณ Rosaldo อธิบายต่อมาว่า ปรากฏการณ์นี้คือกลไกทางจิตวิทยาเสมือนหนึ่งการ “ล้างบาป” ให้ตัวเอง เป็นการแสดงออกว่าตัวเองเศร้าเสียใจหรือซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ที่หายไป เป็นการช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ทำลายที่จิตใจดี มีอารยธรรม และมีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งที่ทำไปทั้งหมดไม่ใช่ความผิด แต่เป็น “การพัฒนาอันหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ผมอยากนำแนวคิดของบทความนี้มาปรับใช้กับการมองกรณี Scala
คงไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า นายทุนเจ้าของโครงการและเจ้าของที่ดินที่ปล่อยเช่าที่อนุญาตให้ทำการรื้อ Scala กำลังใช้การออกแบบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า Heritagewashing หรือที่ขอแปลเป็นไทยว่า “การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม” (เป็นคำที่ล้อมาจาก Greenwashing ที่หมายถึงการแสร้งทำเป็นรักษ์โลก) ที่แสร้งทำเป็นตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม
การออกแบบโถงทางเข้าที่อ้างอิงย้อนกลับไปที่โถงของ Scala (หากเกิดขึ้นจริง) จะทำหน้าที่สำคัญสองประการควบคู่กันไป นั่นคือ “กลยุทธ์ทางการตลาด” และ “การไถ่บาป”
มิติแรก ภายใต้กระแสอนุรักษ์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก การแสร้งอ้างแนวคิดเห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการก่อสร้างในโลกทุนนิยม กล่าวอีกนัยหนึ่ง โถงทางเข้าที่ชวนให้คิดถึง Scala มิได้เกิดจากการมองเห็นคุณค่าแท้จริง
แต่เป็นเพียงการแปลงอารมณ์โหยหาอดีตให้กลายเป็นสินค้า (Commodification of Nostalgia) ที่ถูกลดทอนเหลือเพียง gimmick ทางสถาปัตยกรรมเพื่อเพิ่มความแพงและมีรสนิยม
มิติที่สอง นายทุนและเจ้าของที่ดินต่างตระหนักดีว่า การรื้อ Scala ได้สร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้แก่องค์กรไม่น้อย ดังนั้น การออกแบบใหม่ที่พยายามใช้ประวัติศาสตร์ของอาคารเดิม จึงเป็นความพยายามที่จะสร้างคำอธิบายแบบไถ่บาปต่อการรื้อทำลายมรดกวัฒนธรรมที่ตนเองได้ทำลงไป เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้เกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้สามารถนำพาพลังทางความหมายไปสู่คำอธิบายในท้ายสุดที่ชวนให้สังคมคิดว่า โครงการนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ราคาที่ดิน/การพัฒนา/การหารายได้เพื่อความอยู่รอด ฯลฯ) เจ้าของโครงการเองก็เสียดายที่ต้องรื้อตึก แต่มันเป็นความจำเป็นที่ต้องก้าวไปข้างหน้า
การทำลายมรดกวัฒนธรรมจะถูกทำให้เป็นเพียง “โศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แทนที่จะถูกมองว่า เป็นการแสวงหากำไรอย่างไร้ขอบเขตของสถาบันการศึกษา ที่ควรจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะมากกว่า
ผมยังหวังว่า การวางแนวคิดการออกแบบที่น่าผิดหวังนี้จะไม่ใช่เรื่องจริง โดยเป็นเพียงการตีความจากความเหมือนของบรรยากาศภายในกันไปเองเท่านั้น
แต่ถึงมันจะจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะพบว่า ปรากฏการณ์ Heritagewashing เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
การรื้อ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อทำเป็นสวนสาธารณะที่ไม่มีคนใช้งาน แต่พอรื้อทำลายสำเร็จ สิ่งที่ตลกและย้อนแย้งที่สุดคือ มีการทำป้ายติดตามจุดต่างๆ ภายในสวนสาธารณะ โดยหลายป้ายเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ตัวเองได้ทำการรื้อทำลายไป
อีกกรณีคือ ความพยายามรื้อ “ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง” ศูนย์กลางความเชื่อที่สำคัญของชุมชนคนจีนในละแวกสามย่านทิ้ง โดย “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หรือ “PMCU” (เจ้าของเดียวกับที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้ง Scala) เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาเป็นอาคารสูงที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่าแทน โดย PMCU ได้ทำการสร้างศาลขึ้นใหม่แทนในพื้นที่ “อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ” โดยคาดหวังว่าจะทำให้ทุกคนมองเห็นถึงการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน
ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เป็นเพียง Heritagewashing เท่านั้น
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า บทความนี้มิได้หมายความว่า การก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ใดๆ ภายใต้กระแสทุนนิยมที่มีลักษณะการใช้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรม จะต้องกลายเป็น Heritagewashing ทุกโครงการนะครับ เพราะเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนและมูลค่าเพิ่มที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจได้ และการกระทำดังกล่าวที่เกิดขึ้นในหลายโครงการ หากเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า win-win situation มากกว่า Heritagewashing
การเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ถูกทิ้งร้างปราศจากการดูแลให้เปลี่ยนกลายมาเป็นห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ในบางพื้นที่ ได้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมืองให้มีชีวิตมากขึ้น
ในขณะที่หลายโครงการทำไปแล้วกลับกลายเป็น Gentrification ที่เข้าไปทำลายผู้คนและชุมชนดั้งเดิมแทน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ไม่อาจอธิบายในลักษณะภาพเหมารวมได้
ย้อนกลับมาในกรณี CenTRal cENtrAL ภายใต้บริบทของการก่อสร้างที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปรื้อทำลาย Scala ซึ่งยังคงทำหน้าที่โรงภาพยนตร์ทางเลือกที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) และพื้นที่สาธารณะของพลเมือง (Civic Space) ที่มีคุณค่าทางสังคมที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ ดังนั้น กรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองว่าเป็น win-win situation ได้
ที่สำคัญ ณ ช่วงเวลาก่อนรื้อทำลาย มีหลายฝ่ายพยายามเสนอทางเลือกที่เป็นการพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการรักษา Scala ไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ทั้งทางเลือกที่เก็บรักษาทั้งอาคาร หรือแม้แต่ทางเลือกที่เก็บเฉพาะบางส่วนของอาคารที่มีคุณค่าเท่านั้น
แต่สุดท้าย ทั้งเจ้าของที่ดินและนายทุนต่างเลือกที่จะรื้อทั้งหมดลงเพื่อเปิดพื้นที่ทุกตารางนิ้วสำหรับการสร้างรายได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากการคำนึงถึงคุณค่าใดๆ ของอาคารเก่าเลย
หากโครงการนี้สร้างบนที่ดินเอกชน จะไม่มีประเด็นใดๆ เลย เพราะเอกชนย่อมคำนึงถึงกำไรสูงสุด และการเรียกร้องให้พัฒนาโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะในที่ดินเอกชน หลายครั้งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
แต่กรณีนี้ ที่ดินเป็นของจุฬาฯ ซึ่งควรคำนึงถึงการเรียนรู้และประโยชน์สาธารณะมากกว่า
ดังนั้น การเลือกพัฒนาที่ดินไปในทิศทางนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล เป็นสัญญาณอันตรายของการเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยไปสู่บรรษัทที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด จนเริ่มที่จะละเลยพันธกิจหลักของตนเอง ซึ่งปรากฏการณ์นี้มิได้เกิดเฉพาะที่จุฬาฯ เท่านั้น แต่สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่ถือครองที่ดินในย่านเศรษฐกิจต่างเริ่มปรับตัวเองเข้าสู่วิธีการนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
จากทั้งหมดที่กล่าวมา ขอสรุปให้ชัดเจนลงไปว่า การออกแบบโถงทางเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยบรรยากาศและองค์ประกอบที่อิงอาศัยรูปแบบสถาปัตยกรรมของ Scala หากเป็นจริงตามข่าว เราไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นไปได้เลย นอกจากความพยายามที่จะฉกฉวยใช้ประโยชน์จากซากศพของมรดกทางวัฒนธรรมที่ตัวเองได้ฆ่าทำลายด้วยน้ำมือตัวเอง
กล่าวให้ชัดก็คือ สิ่งนี้ไม่ต่างจากการฆ่าทิ้งแล้วยังขุดวิญญาณขึ้นมาขายต่ออีกครั้ง
ที่น่าตกใจคือ เกิดขึ้นโดยหน่วยงานที่ควรคำนึงถึงประโยชน์ทางการศึกษามากกว่ากำไร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Heritagewashing : การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly