โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Heritagewashing : การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ไม่กี่วันที่ผ่านมาปรากฏภาพ CenTRal cENtrAL โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่กลางย่านสยามสแควร์ ในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของ “Scala” โรงภาพยนตร์ standalone ที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสวยงามที่สุดของไทย ซึ่งถูกทุบทิ้งไปเมื่อปลาย พ.ศ.2564

ในบรรดาแนวคิดการออกแบบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นมีการพูดถึงโถงทางเข้าหลักที่จะถูกสร้างขึ้นให้สะท้อนย้อนกลับไประลึกถึงประวัติศาสตร์ โดยออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับโถงทางเข้าหลักของ Scala ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในที่โดดเด่นสวยงามจนกลายเป็นภาพจำหลักของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ในยุครุ่งเรือง

หากนี่คือแนวคิดอย่างเป็นทางการจริง คงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เพราะการทุบ Scala เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ทำกำไรมากกว่า แม้จะสร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่อยากอนุรักษ์โรงภาพยนตร์แห่งนี้ไว้มากแค่ไหน แต่ก็คงไม่เจ็บปวดเท่าการทำลายทิ้งแล้วแสร้งทำเป็นรำลึกถึง

และเมื่อถึงวันที่โครงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หนึ่งใน message ที่น่าเชื่อว่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการสื่อสารการตลาดและถูกสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่เน้นเนื้อหาทางศิลปะวัฒนธรรมแบบ “คิดบวกโลกสวย”

นั่นก็คือ การเคารพต่อประวัติศาสตร์พื้นที่จนนำมาสู่การออกแบบที่คำนึงถึงคุณค่าของโรงภาพยนตร์ Scala

ภาพจำลองโครงการ CenTRal cENtrAL ที่ออกแบบโถงทางเข้าหลักอ้างอิงกลับไปสู่ Scala

ที่มา : เพจ ที่ซุกหัวนอน

กรณีนี้ทำให้ผมนึกไปถึงบทความเก่าชิ้นหนึ่งของนักมานุษยวิทยาชื่อ Renato Rosaldo ชื่อ Imperialist Nostalgia ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Culture and Truth: The Remaking of Social Analysis ค.ศ.1989

ข้อเสนอหลักของบทความคือการเปิดเปลือยความหน้าซื่อใจคดของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งในกรณีบทความดังกล่าวคือเจ้าอาณานิคมที่กระทำต่อวิถีชีวิตของผู้อยู่ใต้อาณานิคม โดยในอดีต เจ้าอาณานิคมมักเข้าไปยึดครองพื้นที่และทำลายวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง บังคับให้คนท้องถิ่นเปลี่ยนศาสนา ปรับวิถีชีวิตด้วยข้ออ้างในการสร้างความศิวิไลซ์

แต่พอภารกิจทำลายเสร็จสิ้น เจ้าอาณานิคมเหล่านั้นกลับมีอารมณ์โหยหาวัฒนธรรมที่ตนเองได้ทำลายล้างลงไป นำมาสู่ความอยากจะสะสมของเก่า ถ่ายภาพชนเผ่าที่มลายหาย ตลอดจนสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงวิถีชีวิตที่ตัวเองเพิ่งบดขยี้

คุณ Rosaldo อธิบายต่อมาว่า ปรากฏการณ์นี้คือกลไกทางจิตวิทยาเสมือนหนึ่งการ “ล้างบาป” ให้ตัวเอง เป็นการแสดงออกว่าตัวเองเศร้าเสียใจหรือซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ที่หายไป เป็นการช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ทำลายที่จิตใจดี มีอารยธรรม และมีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งที่ทำไปทั้งหมดไม่ใช่ความผิด แต่เป็น “การพัฒนาอันหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ผมอยากนำแนวคิดของบทความนี้มาปรับใช้กับการมองกรณี Scala

คงไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า นายทุนเจ้าของโครงการและเจ้าของที่ดินที่ปล่อยเช่าที่อนุญาตให้ทำการรื้อ Scala กำลังใช้การออกแบบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า Heritagewashing หรือที่ขอแปลเป็นไทยว่า “การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม” (เป็นคำที่ล้อมาจาก Greenwashing ที่หมายถึงการแสร้งทำเป็นรักษ์โลก) ที่แสร้งทำเป็นตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม

การออกแบบโถงทางเข้าที่อ้างอิงย้อนกลับไปที่โถงของ Scala (หากเกิดขึ้นจริง) จะทำหน้าที่สำคัญสองประการควบคู่กันไป นั่นคือ “กลยุทธ์ทางการตลาด” และ “การไถ่บาป”

มิติแรก ภายใต้กระแสอนุรักษ์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก การแสร้งอ้างแนวคิดเห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการก่อสร้างในโลกทุนนิยม กล่าวอีกนัยหนึ่ง โถงทางเข้าที่ชวนให้คิดถึง Scala มิได้เกิดจากการมองเห็นคุณค่าแท้จริง

แต่เป็นเพียงการแปลงอารมณ์โหยหาอดีตให้กลายเป็นสินค้า (Commodification of Nostalgia) ที่ถูกลดทอนเหลือเพียง gimmick ทางสถาปัตยกรรมเพื่อเพิ่มความแพงและมีรสนิยม

มิติที่สอง นายทุนและเจ้าของที่ดินต่างตระหนักดีว่า การรื้อ Scala ได้สร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้แก่องค์กรไม่น้อย ดังนั้น การออกแบบใหม่ที่พยายามใช้ประวัติศาสตร์ของอาคารเดิม จึงเป็นความพยายามที่จะสร้างคำอธิบายแบบไถ่บาปต่อการรื้อทำลายมรดกวัฒนธรรมที่ตนเองได้ทำลงไป เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้เกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้สามารถนำพาพลังทางความหมายไปสู่คำอธิบายในท้ายสุดที่ชวนให้สังคมคิดว่า โครงการนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ราคาที่ดิน/การพัฒนา/การหารายได้เพื่อความอยู่รอด ฯลฯ) เจ้าของโครงการเองก็เสียดายที่ต้องรื้อตึก แต่มันเป็นความจำเป็นที่ต้องก้าวไปข้างหน้า

การทำลายมรดกวัฒนธรรมจะถูกทำให้เป็นเพียง “โศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แทนที่จะถูกมองว่า เป็นการแสวงหากำไรอย่างไร้ขอบเขตของสถาบันการศึกษา ที่ควรจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะมากกว่า

ผมยังหวังว่า การวางแนวคิดการออกแบบที่น่าผิดหวังนี้จะไม่ใช่เรื่องจริง โดยเป็นเพียงการตีความจากความเหมือนของบรรยากาศภายในกันไปเองเท่านั้น

แต่ถึงมันจะจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะพบว่า ปรากฏการณ์ Heritagewashing เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

การรื้อ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อทำเป็นสวนสาธารณะที่ไม่มีคนใช้งาน แต่พอรื้อทำลายสำเร็จ สิ่งที่ตลกและย้อนแย้งที่สุดคือ มีการทำป้ายติดตามจุดต่างๆ ภายในสวนสาธารณะ โดยหลายป้ายเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ตัวเองได้ทำการรื้อทำลายไป

อีกกรณีคือ ความพยายามรื้อ “ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง” ศูนย์กลางความเชื่อที่สำคัญของชุมชนคนจีนในละแวกสามย่านทิ้ง โดย “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หรือ “PMCU” (เจ้าของเดียวกับที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้ง Scala) เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาเป็นอาคารสูงที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่าแทน โดย PMCU ได้ทำการสร้างศาลขึ้นใหม่แทนในพื้นที่ “อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ” โดยคาดหวังว่าจะทำให้ทุกคนมองเห็นถึงการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน

ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เป็นเพียง Heritagewashing เท่านั้น

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า บทความนี้มิได้หมายความว่า การก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ใดๆ ภายใต้กระแสทุนนิยมที่มีลักษณะการใช้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรม จะต้องกลายเป็น Heritagewashing ทุกโครงการนะครับ เพราะเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนและมูลค่าเพิ่มที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจได้ และการกระทำดังกล่าวที่เกิดขึ้นในหลายโครงการ หากเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า win-win situation มากกว่า Heritagewashing

การเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ถูกทิ้งร้างปราศจากการดูแลให้เปลี่ยนกลายมาเป็นห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ในบางพื้นที่ ได้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมืองให้มีชีวิตมากขึ้น

ในขณะที่หลายโครงการทำไปแล้วกลับกลายเป็น Gentrification ที่เข้าไปทำลายผู้คนและชุมชนดั้งเดิมแทน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ไม่อาจอธิบายในลักษณะภาพเหมารวมได้

ย้อนกลับมาในกรณี CenTRal cENtrAL ภายใต้บริบทของการก่อสร้างที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปรื้อทำลาย Scala ซึ่งยังคงทำหน้าที่โรงภาพยนตร์ทางเลือกที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) และพื้นที่สาธารณะของพลเมือง (Civic Space) ที่มีคุณค่าทางสังคมที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ ดังนั้น กรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองว่าเป็น win-win situation ได้

ที่สำคัญ ณ ช่วงเวลาก่อนรื้อทำลาย มีหลายฝ่ายพยายามเสนอทางเลือกที่เป็นการพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการรักษา Scala ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ทั้งทางเลือกที่เก็บรักษาทั้งอาคาร หรือแม้แต่ทางเลือกที่เก็บเฉพาะบางส่วนของอาคารที่มีคุณค่าเท่านั้น

แต่สุดท้าย ทั้งเจ้าของที่ดินและนายทุนต่างเลือกที่จะรื้อทั้งหมดลงเพื่อเปิดพื้นที่ทุกตารางนิ้วสำหรับการสร้างรายได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากการคำนึงถึงคุณค่าใดๆ ของอาคารเก่าเลย

หากโครงการนี้สร้างบนที่ดินเอกชน จะไม่มีประเด็นใดๆ เลย เพราะเอกชนย่อมคำนึงถึงกำไรสูงสุด และการเรียกร้องให้พัฒนาโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะในที่ดินเอกชน หลายครั้งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

แต่กรณีนี้ ที่ดินเป็นของจุฬาฯ ซึ่งควรคำนึงถึงการเรียนรู้และประโยชน์สาธารณะมากกว่า

ดังนั้น การเลือกพัฒนาที่ดินไปในทิศทางนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล เป็นสัญญาณอันตรายของการเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยไปสู่บรรษัทที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด จนเริ่มที่จะละเลยพันธกิจหลักของตนเอง ซึ่งปรากฏการณ์นี้มิได้เกิดเฉพาะที่จุฬาฯ เท่านั้น แต่สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่ถือครองที่ดินในย่านเศรษฐกิจต่างเริ่มปรับตัวเองเข้าสู่วิธีการนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ขอสรุปให้ชัดเจนลงไปว่า การออกแบบโถงทางเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยบรรยากาศและองค์ประกอบที่อิงอาศัยรูปแบบสถาปัตยกรรมของ Scala หากเป็นจริงตามข่าว เราไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นไปได้เลย นอกจากความพยายามที่จะฉกฉวยใช้ประโยชน์จากซากศพของมรดกทางวัฒนธรรมที่ตัวเองได้ฆ่าทำลายด้วยน้ำมือตัวเอง

กล่าวให้ชัดก็คือ สิ่งนี้ไม่ต่างจากการฆ่าทิ้งแล้วยังขุดวิญญาณขึ้นมาขายต่ออีกครั้ง

ที่น่าตกใจคือ เกิดขึ้นโดยหน่วยงานที่ควรคำนึงถึงประโยชน์ทางการศึกษามากกว่ากำไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Heritagewashing : การฟอกขาวทางมรดกวัฒนธรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...