ข้าวไทยลุย G2G จีน 4 หมื่นตัน กระจาย 30 บริษัท สู้ตู้เรือตึง–ต้นทุนพุ่ง
จากเพจพรรคภูมิใจไทย รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในเดือนมีนาคมนี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย
ต่อกรณีดังกล่าวนี้ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศจีนว่า ทางสมาคมฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการส่งออกข้าวปริมาณ 40,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าข้าวมีพร้อมส่ง แต่อาจมีอุปสรรคเรื่องระยะเวลาการส่งมอบที่ค่อนข้างกระชั้นชิด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเรือขนส่งสินค้าที่จะเดินทางไปจีนและอเมริกาในช่วงนี้ คาดว่าการส่งมอบจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมนี้
สำหรับการจัดสรรโควตาข้าว 40,000 ตันในครั้งนี้ นายเจริญระบุว่าได้กระจายงานให้กับบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ประมาณ 30 ราย โดยใช้หลักการ “Fair Trade” หรือการค้าที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้บริษัทรายใหญ่กินรวบตลาดเพียงเจ้าเดียว
“เราให้สิทธิ์สมาชิกที่มีประวัติการส่งออกย้อนหลัง 3 ปีทุกคน โดยเริ่มแรกจะให้ก่อนคนละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เท่ากันหมด จากนั้นส่วนที่เหลือจะจัดสรรตามสัดส่วนตัวเลขการส่งออกจริง ใครส่งออกมากก็ได้โควตามากตามสัดส่วน” นายเจริญกล่าว พร้อมย้ำว่าการทำงานครั้งนี้ สมาคมฯ ทำเพื่อช่วยชาติ เนื่องจากมีต้นทุนแฝงสูง ทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ค่าปรับปรุงสภาพข้าวให้เงางามตามมาตรฐานจีน และค่าขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังที่มีราคาสูง
นายเจริญ กล่าวอีกว่า การซื้อขายกับ COFCO ของจีนในปัจจุบัน ต่างจาก G2G ในอดีต อย่างอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลจริงๆ เข้าใจง่ายและตัดสินใจง่าย แต่ COFCO เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องแสวงหากำไร การต่อรองจึงเข้มข้นมาก และมีการเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามตลอดเวลา เพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด สำหรับสัญญาที่เหลืออีกประมาณ 220,000 ตัน จากทั้งหมด 500,000 ตันนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการเจรจาต่อไป
อย่างไรก็ดีในส่วนของโครงการ “ข้าวประณีต คุณภาพสูง เพิ่มมูลค่า” ที่ผ่านความเห็นชอบในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.)ด้านการผลิต (11 ก.พ.69) มีแผนวางเป้าหมายผลผลิตรวม 1 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวคาร์บอนต่ำ 700,000 ตัน และข้าวอินทรีย์ 300,000 ตัน หวังสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร มีวงเงินรวมค่าบริหารโครงการใช้งบกว่า 586.2 ล้านบาทถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและแนวทางการปฏิบัติจริง
ยกตัวอย่างข้าวในโครงการอินทรีย์ล้านไร่ ใช้งบประมาณไปถึง 9,000 ล้านบาท แต่กลับช่วยให้การส่งออกจาก 1.6 หมื่นตัน เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นตัน หรือสามารถส่งออกได้เพิ่ม 4,000 ตันเท่านั้น นายเจริญระบุ พร้อมชี้ว่าปัญหาใหญ่คือประเทศไทยไม่มีระบบรับรอง (Certify) ของตัวเอง ต้องจ้างต่างชาติมาตรวจทำให้ต้นทุนสูงจนแข่งไม่ได้
“เช่นเดียวกับโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอื่น เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวในบริเวณที่ไม่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ให้เงินอุดหนุนไร่ละ 2,000 บาท เพื่อหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแซมด้วยการปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกล้วยหอม โดยที่ไม่มีตลาดรองรับและไม่มีระบบน้ำที่ดีพอ สุดท้ายเมื่อจบโครงการชาวนาก็จะถูกทิ้งให้เผชิญปัญหาเพียงลำพังเหมือนที่ผ่านมา “ นายเจริญ กล่าวทิ้งท้าย
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ ฉบับที่ 4,180 วันที่ 5 - 7 มีนาคม พ.ศ. 2569