โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ข้าวไทยลุย G2G จีน 4 หมื่นตัน กระจาย 30 บริษัท สู้ตู้เรือตึง–ต้นทุนพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากเพจพรรคภูมิใจไทย รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในเดือนมีนาคมนี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

ต่อกรณีดังกล่าวนี้ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศจีนว่า ทางสมาคมฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการส่งออกข้าวปริมาณ 40,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าข้าวมีพร้อมส่ง แต่อาจมีอุปสรรคเรื่องระยะเวลาการส่งมอบที่ค่อนข้างกระชั้นชิด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเรือขนส่งสินค้าที่จะเดินทางไปจีนและอเมริกาในช่วงนี้ คาดว่าการส่งมอบจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมนี้

สำหรับการจัดสรรโควตาข้าว 40,000 ตันในครั้งนี้ นายเจริญระบุว่าได้กระจายงานให้กับบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ประมาณ 30 ราย โดยใช้หลักการ “Fair Trade” หรือการค้าที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้บริษัทรายใหญ่กินรวบตลาดเพียงเจ้าเดียว

“เราให้สิทธิ์สมาชิกที่มีประวัติการส่งออกย้อนหลัง 3 ปีทุกคน โดยเริ่มแรกจะให้ก่อนคนละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เท่ากันหมด จากนั้นส่วนที่เหลือจะจัดสรรตามสัดส่วนตัวเลขการส่งออกจริง ใครส่งออกมากก็ได้โควตามากตามสัดส่วน” นายเจริญกล่าว พร้อมย้ำว่าการทำงานครั้งนี้ สมาคมฯ ทำเพื่อช่วยชาติ เนื่องจากมีต้นทุนแฝงสูง ทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ค่าปรับปรุงสภาพข้าวให้เงางามตามมาตรฐานจีน และค่าขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังที่มีราคาสูง

นายเจริญ กล่าวอีกว่า การซื้อขายกับ COFCO ของจีนในปัจจุบัน ต่างจาก G2G ในอดีต อย่างอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลจริงๆ เข้าใจง่ายและตัดสินใจง่าย แต่ COFCO เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องแสวงหากำไร การต่อรองจึงเข้มข้นมาก และมีการเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามตลอดเวลา เพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด สำหรับสัญญาที่เหลืออีกประมาณ 220,000 ตัน จากทั้งหมด 500,000 ตันนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการเจรจาต่อไป

อย่างไรก็ดีในส่วนของโครงการ “ข้าวประณีต คุณภาพสูง เพิ่มมูลค่า” ที่ผ่านความเห็นชอบในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.)ด้านการผลิต (11 ก.พ.69) มีแผนวางเป้าหมายผลผลิตรวม 1 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวคาร์บอนต่ำ 700,000 ตัน และข้าวอินทรีย์ 300,000 ตัน หวังสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร มีวงเงินรวมค่าบริหารโครงการใช้งบกว่า 586.2 ล้านบาทถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและแนวทางการปฏิบัติจริง

ยกตัวอย่างข้าวในโครงการอินทรีย์ล้านไร่ ใช้งบประมาณไปถึง 9,000 ล้านบาท แต่กลับช่วยให้การส่งออกจาก 1.6 หมื่นตัน เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นตัน หรือสามารถส่งออกได้เพิ่ม 4,000 ตันเท่านั้น นายเจริญระบุ พร้อมชี้ว่าปัญหาใหญ่คือประเทศไทยไม่มีระบบรับรอง (Certify) ของตัวเอง ต้องจ้างต่างชาติมาตรวจทำให้ต้นทุนสูงจนแข่งไม่ได้

“เช่นเดียวกับโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอื่น เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวในบริเวณที่ไม่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ให้เงินอุดหนุนไร่ละ 2,000 บาท เพื่อหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแซมด้วยการปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกล้วยหอม โดยที่ไม่มีตลาดรองรับและไม่มีระบบน้ำที่ดีพอ สุดท้ายเมื่อจบโครงการชาวนาก็จะถูกทิ้งให้เผชิญปัญหาเพียงลำพังเหมือนที่ผ่านมา “ นายเจริญ กล่าวทิ้งท้าย

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ ฉบับที่ 4,180 วันที่ 5 - 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...