‘เสธ.เบิร์ด’ เจาะลึก ‘สมรภูมิอิหร่าน’ หวั่นสงครามขนาดใหญ่ที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าครั้งไหนๆ
4มี.ค.2569- พล.ท.วันชนะ สวัสดี หรือ เสธ.เบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง สมรภูมิอิหร่าน 2026 EP 1– เมื่อโอกาสมาถึงจึงเอาไว้ก่อนและเดิมพันสูงกว่าชัยชนะทางการทหาร มีเนื้อหาดังนี้
ในขณะที่ผมเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่านอย่างใกล้ชิด ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ "สงครามขนาดใหญ่" ที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้เป็นเพียงเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีวัตถุประสงค์ที่เจาะจง แต่มันคือการเปิดฉาก "รื้อกระดาน" ครั้งสำคัญที่มีเดิมพันสูงถึงขีดสุด
ซึ่งไม่แน่ใจว่า ผู้นำสหรัฐฯ หวังผลขนาดนั้นหรือไม่ เพราะ ถ้าประวัติศาสตร์มักเดินซ้ำรอยตัวมันเอง ผมในฐานะ ทหาร ก็ไม่เคยเห็น การล้มรัฐบาลสำเร็จ จากการใช้กำลังทางอากาศ อย่างเดียวเลย
นอกจากนี้ ถ้ามองลึกๆ ดูเหมือน ทั้งผู้นำ สหรัฐ ฯ และ ผู้นำอิสราเอล อาจต้องการชัยชนะทางการเมือง มากกว่า ชัยชนะทางการทหาร
สถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ พลิกผันรวดเร็วและน่ากังวลอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่านในระลอกแรก การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบไปทั่วโลก หรือแม้แต่ความสับสนในสมรภูมิที่ทำให้เครื่องบินสหรัฐฯ ถูกยิงตกในคูเวต รวมถึงการโจมตีต่อเป้าหมายทั้งทางทหารและพลเรือนต่อกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ท่ามกลางการจับจ้องของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนที่คาดเดาได้ยาก
[เจาะลึกบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์จากสื่อระดับโลก]
เพื่อให้พี่น้องคอการทหารได้เห็นภาพ "หลังม่าน" ของสงครามครั้งนี้ ผมได้สรุปและขยายความประเด็นสำคัญจากสื่อหลักระดับโลกมาให้พิจารณากันแบบชัดๆ ดังนี้ครับ:
1. ยุทธศาสตร์ "Decapitation & Regime Change" (วิเคราะห์โดย BBC)
Jeremy Bowen จาก BBC ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ และ อิสราเอล ครั้งนี้ไปไกลกว่าแค่การทำลาย "โรงงานนิวเคลียร์" แล้วครับ แต่มันคือการใช้ "จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด" (Window of Opportunity) ในขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญกับความระส่ำระสายภายในและกระแสประท้วงของประชาชน
มุมมองทหาร: การเลือกสังหารผู้นำระดับสูงคือการตัดวงจรการสั่งการ (C2 - Command and Control) เพื่อให้กองทัพอิหร่านเกิดสภาวะอัมพาตชั่วคราว และบีบให้ระบอบการปกครองล่มสลายจากภายใน แต่ BBC เตือนว่าหากการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เป็นไปตามแผน "เสรีภาพ" ที่สหรัฐฯ หยิบยื่นให้อาจกลายเป็น "สุญญากาศทางอำนาจ" ที่เลวร้ายกว่าเดิม เหมือนบทเรียนราคาแพงในอิรักและลิเบียครับ
2. สงครามกระเป๋าฉีกและภาวะ "คลังแสงตึงตัว" (วิเคราะห์โดย Al Jazeera News)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์สงคราม Al Jazeera เปิดตัวเลขที่น่าตกใจครับ ปฏิบัติการเพียง 24 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ จ่ายไปแล้วกว่า 779 ล้านดอลลาร์ และต้องแบกค่าใช้จ่ายกองเรือบรรทุกเครื่องบินถึงวันละ 6.5 ล้านดอลลาร์ * ประเด็นวิกฤต: ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่อง "เงิน" เพราะงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ มีมหาศาล แต่ปัญหาคือ "จำนวนอาวุธ (Inventory)" โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot หรือ SM-6 ที่ใช้รับมือขีปนาวุธของอิหร่าน อาวุธพวกนี้ผลิตยากและช้ามากครับ หากสงครามลากยาวเกิน 5 สัปดาห์ตามที่ทรัมป์คาดการณ์ สหรัฐฯ อาจตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะต้องสำรองอาวุธเหล่านี้ไว้รับมือกับสถานการณ์ในยูเครนและไต้หวันด้วย นี่คือจุดอ่อนที่อิหร่านอาจใช้ในการทำสงครามยืดเยื้อ (War of Attrition)
จากแหล่งข่าว2สำนักทำให้เราคิดต่อได้ว่า
จริงๆแล้วฝ่ายสหรัฐกับอิสราเอลอาจไม่ได้คิดจุดจบของ ครั้งนี้ไว้ก็ได้ แต่คิดแค่เพียงโอกาสมาถึงจึงเอาไว้ก่อน โอกาสที่ว่าคือการจบชีวิตของเราผู้นำของอิหร่าน อันนี้เป็นเพียงบทวิเคราะห์ส่วนตัว
ที่ใน epต่อๆไป จะนำบทวิเคราะห์อื่นมานำเสนอต่อไป
สมรภูมิอิหร่าน2026 Ep2 นิวเคลียร์มีจริงหรือไม่ยังไม่มีใครทราบแต่ที่จริงเกิดขึ้นแล้วคือความวุ่นวาย
เรามาตามกันต่อกับการติดตามการวิเคราะห์ของสำนักข่าว
1.ผลกระทบย้อนกลับและอุดมการณ์ที่ไม่ตาย (วิเคราะห์โดย Al Jazeera Opinion)
การสังหารผู้นำสูงสุด คาเมเนอี อาจเป็นการ "ชนะศึกแต่แพ้สงคราม" ในระยะยาวครับ Daoud Kuttab เตือนว่าการเด็ดหัวผู้นำในตะวันออกกลางมักจบลงด้วยการได้ผู้นำรุ่นใหม่ที่ "สุดโต่งและประนีประนอมยากกว่าเดิม" * บทเรียนประวัติศาสตร์: การฆ่าตัวบุคคลไม่ได้ฆ่าอุดมการณ์การต่อต้าน (Resistance) และการทำให้รัฐอิหร่านล่มสลายจะสร้างปัญหาคลื่นผู้อพยพและการก่อการร้ายระลอกใหม่ที่จะกระทบไปถึงยุโรปและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที
ความเห็นส่วนตัว ผมว่า ทรัมป์ ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจ อิหร่าน นั้นต่างจาก อิรัก ลิเบีย และ เวเนซูเอลา
2.ความสับสนในวอร์รูมและนโยบาย "Israel First" (วิเคราะห์โดย CNN)
ประเด็นนี้สำคัญมากครับ CNN รายงานถึงความขัดแย้งในการสื่อสาร (Mixed Messaging) ภายในรัฐบาลทรัมป์ ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth และรัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio
ความย้อนแย้งทางการเมือง: ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามบอกว่านี่คือการโจมตีเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่จวนตัว (Imminent Threat) แต่ CNN ชี้ให้เห็นว่าหลักฐานข่าวกรองกลับไม่ชัดเจนพอ ทำให้เกิดคำถามว่านี่คือการทำสงครามเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาจริงๆ หรือเป็นการดำเนินนโยบาย "Israel First" เพื่อช่วยพยุงสถานะทางการเมืองของเนทันยาฮูกันแน่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณที่ขัดกันเอง ระหว่างการบอกว่า "ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง" แต่กลับโพสต์สนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นมายึดอำนาจคืน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับทั้งพันธมิตรและศัตรูในสมรภูมิอย่างมากครับ
ความเห็นส่วนตัวผมมองว่าสงครามครั้งนี้กำลังเดินเข้าสู่จุดหักเหที่อันตรายที่สุด การใช้กำลังทหารอาจจะดูเด็ดขาดในจอโทรทัศน์ แต่ในความเป็นจริง "ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ" ในตะวันออกกลางนั้นแทบไม่มีอยู่จริงเพราะผมประเมินว่าอิหร่านอาจจะยังไม่มีนิวเคลียร์จริงๆ เหมือนกรณีอิรัก แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก คือ "ของจริง" ที่โลกต้องแบกรับ โดยจะเป็นอีกครั้ง ที่ เราจะได้เห็น แรงเสียดทานในสนามรบ ทำงาน และจะทำให้ผลของปฏิบัติการที่ทาง สหรัฐฯ และอิสราเอล หวังไม่เป็นไปตามนั้น