โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงกระแทก “ราคาน้ำมัน” จากสงครามอิหร่าน เสี่ยงจุดชนวนคลื่นเงินเฟ้อทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 06.59 น.

"ราคาน้ำมัน" ที่พุ่งสูงต่อเนื่องจะเร่งเงินเฟ้อและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญทางเลือกนโยบายที่ยากลำบาก

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 06.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจสร้างแรงกระแทกรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังคงเผชิญผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐ ก่อนหน้านี้ สำหรับยุโรป ราคาพลังงานที่พุ่งสูงต่อเนื่องอาจผลักเศรษฐกิจเข้าใกล้ภาวะถดถอย

ขณะที่สหรัฐเองอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ระหว่างแรงกดดันจากสงครามที่ผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น กับแรงกดดันจากทรัมป์ที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนจีนต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังการนำเข้าน้ำมันอิหร่านในราคาลดพิเศษอาจหยุดชะงัก พร้อมกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ

ในช่วงแรกของการสู้รบ ความรุนแรงยังอยู่ในระดับสูง และยังไม่ชัดเจนว่าสงครามจะจบลงอย่างไร โดย Bloomberg Economics ได้จำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เศรษฐกิจหลักของโลก และอนาคตของอิหร่าน หากสถานการณ์คลี่คลาย สหรัฐและอิหร่านอาจหาทางลดความตึงเครียด ทำให้ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกอาจหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงได้

อย่างไรก็ตามสัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านั้น หลังโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียถูกปิด กาตาร์ปิดโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หลังนักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด

Bloomberg Economics ประเมินว่า หากการสู้รบยืดเยื้อ โดยอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ หรือท่อส่งพลังงานในภูมิภาค การผลิตพลังงานอาจหยุดชะงักในวงกว้าง แม้สหรัฐอาจส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงจัดเรือรบคุ้มกันตามที่ทรัมป์ประกาศ แต่ความเสี่ยงยังคงสูง เนื่องจากการโจมตีแบบฝูงโดรนราคาถูกจากอิหร่านเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจทำให้เส้นทางเดินเรือนี้ถูกปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันประมาณ 20% ของน้ำมันโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยBloomberg Economics ประเมินว่า หากอุปทานน้ำมันลดลง 1% ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ดังนั้น หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นราว 80% จากระดับก่อนสงคราม ทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจทรงตัวในระดับสูงเช่นนี้ไปจนถึงไตรมาส 4 ของปี อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนยังคงสูง เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น การโจมตีด้วยโดรนต่อโรงงานของ Saudi Aramco ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่านี้ได้

ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะกระทบเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งเพิ่มต้นทุนของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ลดกำลังซื้อ และกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังผลักดันเงินเฟ้อผ่านต้นทุนการขนส่งและสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบ

สำหรับธนาคารกลางทั่วโลก สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงขนาดของผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงคำถามสำคัญว่า “ความคาดหวังเงินเฟ้อของตลาดยังคงอยู่ในกรอบควบคุมหรือไม่” หากความคาดหวังเงินเฟ้อยังคงถูกยึดไว้ได้ ผู้กำหนดนโยบายอย่างเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป อาจมองว่าการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว และให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่หากความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดกรอบ ความกังวลเรื่องแรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นและธุรกิจปรับขึ้นราคาสินค้า อาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อ และบีบให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยแทน

ในกรณีของสหรัฐ โครงสร้างเศรษฐกิจด้านพลังงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการปฏิวัติ shale oil ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่เหมือนในอดีต แม้ว่าผู้บริโภคจะเสียประโยชน์จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ผู้ผลิตพลังงานภายในประเทศกลับได้ประโยชน์ ส่งผลให้ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมค่อนข้างจำกัด

อย่างไรก็ตามในด้านเงินเฟ้อสถานการณ์แตกต่างออกไป หากราคาน้ำมันอยู่ที่ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อของสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปี ทำให้เงินเฟ้อรวมพุ่งเกิน 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2%

อย่างน้อยที่สุด สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย และหากความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มหลุดกรอบ ธนาคารกลางอาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยแทน สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างความท้าทายให้กับเควิน วอร์ช ผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป เพราะเขาอาจต้องเผชิญแรงกดดันสองด้าน คือความต้องการของประธานาธิบดีที่ต้องการลดดอกเบี้ย และแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามที่อาจทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย

ในทางการเมือง สงครามและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นก็อาจเป็นความเสี่ยงสำหรับทรัมป์ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐมักไม่สนับสนุนทั้งเงินเฟ้อสูงและสงครามต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา

สำหรับยุโรปและสหราชอาณาจักร ผลกระทบด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงกว่าสหรัฐ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่มีการผลิตพลังงานขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ยุโรปยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติอย่างมาก ซึ่งราคาพุ่งขึ้นหลังการหยุดผลิตของกาตาร์ แบบจำลองของ Bloomberg Economics ระบุว่า GDP ของยูโรโซนอาจลดลงประมาณ 0.6% และ GDP ของสหราชอาณาจักรอาจลดลงประมาณ 0.5% ขณะเดียวกันเงินเฟ้อของทั้งสองเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นราว 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์

จีน ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ก่อนหน้านี้จีนสามารถซื้อน้ำมันจากอิหร่านและเวเนซุเอลาในราคาส่วนลด แต่หากต้องซื้อน้ำมันในราคาประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อของจีนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของทรัมป์และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์

ในทางกลับกัน ประเทศที่อาจได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือรัสเซีย เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจช่วยลบล้างการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล และทำให้เครมลินมีเงินทุนมากขึ้นสำหรับการทำสงครามในยูเครน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ไม่รุนแรงมาก การสู้รบอาจดำเนินต่อไปโดยไม่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม หรือไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยเพิ่มประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในสหรัฐ และประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ในยูโรโซนและสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบ แต่ไม่ถึงกับรุนแรง และธนาคารกลางอาจสามารถมองผ่านแรงกระแทกนี้ไปได้

ในกรณีที่ดีที่สุด หากสหรัฐและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง การหยุดชะงักของตลาดพลังงานจะคลี่คลาย ราคาน้ำมันอาจกลับไปอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อทั่วโลกจะกลับเข้าสู่แนวโน้มลดลง และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจะลดลงตามไปด้วย

ผลลัพธ์ของสงครามยังจะกำหนดอนาคตทางการเมืองของอิหร่านด้วย หากการสู้รบรุนแรงและยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน แต่หากมีการหยุดยิง ก็อาจช่วยให้ระบอบการปกครองยังคงอยู่ต่อไป แม้การโจมตีจะสร้างความเสียหายอย่างหนัก แต่รัฐบาลอิหร่านยังคงควบคุมอำนาจได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ทรงอิทธิพล และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผู้นำคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิหร่านอาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาว แต่ต้องผ่านช่วงความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อก่อน ขณะเดียวกันโอกาสของการลุกฮือของประชาชนยังดูห่างไกล เนื่องจากรัฐบาลเพิ่มการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศอย่างเข้มงวด และไม่มีฝ่ายค้านที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ

ในอดีต ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกมาแล้ว เช่น การคว่ำบาตรน้ำมันของประเทศอาหรับในปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและเงินเฟ้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก จนธนาคารกลางภายใต้การนำของพอล โวลเกอร์ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยและอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นเกือบ 11%

แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะเปลี่ยนไป โดยภาคบริการมีสัดส่วนมากขึ้น การใช้พลังงานลดลง และพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทมากขึ้น ทำให้โอกาสที่จะเกิดวิกฤตแบบทศวรรษ 1970 ลดลง แต่สงครามในอิหร่านได้ผลักดันราคาน้ำมันและก๊าซให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว และหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลาง อาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...