โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คปภ.ชูแผนประกันภัยยุคใหม่ รับมือพายุความเสี่ยง-ดันเบี้ย 1 ล้านล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 02.45 น.
ชูฉัตร ประมูลผล

ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เช่นเดียวกับ “ธุรกิจประกันภัย” ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ระยะ 5 ปี (2569-2573) ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ 1.STABILITY 2.RESILIENCE 3.INCLUSION และ 4.TECHNOLOGY & DATA-DRIVEN มุ่งหวังให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และการจัดการความเสี่ยงภัยของประเทศ

ประกันยุคใหม่รับมือพายุความเสี่ยง

นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันภัย ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยกล่าวว่า แผนฉบับที่ 5 เป็น “ประกันภัยยุคใหม่” ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของประเทศที่จะรับมือกับความเสี่ยงระยะยาว เพราะปัจจุบันลักษณะของความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมจะเกิด “เฉพาะจุด” กลายเป็น “พายุความเสี่ยง” มากขึ้น

“ในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์วิกฤตและกระทบวงกว้าง ประเทศไทยจะมีการรองรับได้แค่ไหน เพื่อให้การฟื้นตัวกลับมาได้ ซึ่งระบบการประกันภัยหลายคนมองว่าเป็นธุรกิจ แต่อยากให้มองประกันภัยเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ” หากระบบประกันภัยมีความเข้มแข็ง หากเกิดวิกฤต ระบบประกันภัยจะเปรียบเหมือน “ถุงลมนิรภัย” หรือ “Airbag” ให้ประเทศกลับมาได้เร็ว และภาครัฐไม่ต้องแบกภาระงบประมาณมหึมาในการเข้าไปรับความเสี่ยง”

หนุนเบี้ยประกันโตสู่เป้า 1 ล้านล้าน

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในส่วนของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เป็นความท้าทายของธุรกิจประกันภัย โดยภายใต้แผนฉบับที่ 5 คาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจประกันภัย และเป้าหมายเบี้ยประกันภัย 1 ล้านล้านบาทจะสามารถเห็นได้ภายในกลางปี หรือปลายปี 2569 จากนั้นในระยะ 5 ปีอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 1 เท่าตัวของ GDP ซึ่งประเมินจากคาดการณ์ GDP ขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8-2% ต่อปี และธุรกิจประกันภัยเติบโต 3-4% ต่อปี

“สิ่งสำคัญคือ การทำให้ประกันภัยสามารถเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเข้าถึงง่าย และภายใต้แผนการขับเคลื่อน คปภ.จะมีการทบทวนแผนทุก 6 เดือน เพื่อดูความคืบหน้าของแต่ละฝ่าย เพื่อปรับปรุงและเพิ่มเติมแผนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปได้ เช่น อัตราเงินเฟ้อค่ารักษา (Medical Inflation) ที่สูงขึ้น ซึ่งจะต้องกลับไปดูว่าค่ารักษาที่สูงขึ้นมาจากอะไร ค่ารักษา เทคโนโลยีการรักษา เป็นต้น เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงประกันได้ง่ายขึ้น หรือประกันภาคบังคับที่ยังไม่ครอบคลุมรถทุกคันที่วิ่งอยู่บนถนน โดยร่วมมือกับตำรวจและกรมการขนส่งทางบก ในการยกระดับประกันภัยภาคบังคับกับรถทุกคัน เป็นต้น”

ประกันสุขภาพ “สัญญาณอันตราย”

นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย คปภ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนจะมีอยู่ 5-6 เรื่องด้วยกันคือ 1.ประกันสุขภาพที่มีเบี้ยประมาณ 1.3 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นราว 10% แต่จำนวนผู้ประกันภัยเท่าเดิม สะท้อนว่าเบี้ยประกันแพงขึ้นเป็นสัญญาณไม่ดี เนื่องจากผู้ประกันรายใหม่เข้าถึงประกันภัยยากขึ้น

“จากการดูตัวเลข พบว่าบางปีจำนวนผู้เอาประกันภัยประกันสุขภาพลดลง และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เอาประกันทรงตัว จึงเป็นสัญญาณอันตราย เพราะไม่มีคนใหม่เข้ามาในระบบ ทำให้ธุรกิจจะไม่สามารถเลี้ยงธุรกิจตัวเองได้ ดังนั้น คปภ.จะเข้าไปดูในเรื่องนี้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร โดยเบี้ยที่แพงขึ้นสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากส่วนไหน เพื่อหาทางแก้ปัญหา”

สร้างระบบนิเวศ “ประกันรถอีวี”

นายอาภากรกล่าวอีกว่า สำหรับประกันรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในช่วง 3-4 ปี เริ่มมีความท้าทายมากขึ้น โดยในแผนฉบับที่ 5 จะมีการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อปรับรูปแบบกรมธรรม์รถอีวีให้เหมาะสมกับสภาพตลาดปัจจุบัน ที่ราคารถอีวีปรับลดลงรวดเร็ว ความเสี่ยงจึงใกล้เคียงกับ “เครื่องใช้ไฟฟ้า” นอกจากนี้ อู่ซ่อมต้องเพียงพอ และต้องหาอะไหล่รถภายในประเทศมาทดแทนได้ ตลอดจนการเคลม การช่วยเหลือที่ต้องมีความเหมาะสมมากขึ้น ผ่านการใช้กลไกวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

“หากดูยอดขายรถยนต์ในปีก่อน พบว่าสัดส่วนประกันภัยรถสันดาปมีประมาณ 50% เนื่องจากรถอีวีเพิ่มขึ้นมา 50% ซึ่งคาดว่าตลาดอีวีจะมีความสำคัญและโตขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม (ERM) และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท (ORSA) ซึ่ง คปภ.จะเข้าไปดูวัฒนธรรมความเสี่ยงของแต่ละบริษัท ทั้งเรื่องเงินกองทุน การสำรอง และการบริหารความเสี่ยง

“ทั้ง 3 ส่วนจะต้องไปด้วยกัน รวมถึงแนวคิดการเก็บเบี้ยประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไว้ในประเทศ เพราะปัจจุบันมีการส่งเบี้ยประกันภัยต่อในต่างประเทศเกือบ 2 แสนล้านบาท จากเบี้ยภายในประเทศราว 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 20% ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะเก็บเบี้ยไว้ในประเทศ หรือเสริมสร้างธุรกิจประกันอย่างไร”

ชงโมเดลรับมือความเสี่ยงอุบัติใหม่

นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ.กล่าวว่า คปภ.จะทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการศึกษากลไกความเสี่ยงขนาดใหญ่และความเสี่ยงอุบัติใหม่ (Large Scale Disasters and Emerging Risks) ซึ่งหากย้อนไปในปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ บริษัทประกันภัยต่อบอกว่าเบี้ยประกันน้ำท่วมขั้นต่ำ (Minimum) ควรจะเป็น 10% หรือ 15% ซึ่งตอนนั้นเหมือนทางตัน และจำเป็นต้องมีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กองทุนภัยพิบัติเกิดขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ภัยพิบัติลดลง และศักยภาพในการรองรับ (Capacity) กลับมาในราคาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์แผ่นดินไหวและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) อาจจะทำให้ความเสี่ยงเกิดลักษณะรุนแรงขึ้น และเหนือความคาดหมาย จึงมีการพูดคุยและนำเสนอกระทรวงการคลัง และกำหนดทิศทางว่าในอนาคตจะเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อให้เกิดโมเดลในการรองรับสิ่งเหล่านี้ และการตรวจสอบจะนำปัจจัยเหล่านี้เข้ามาเทสต์ความมั่นคง ความยืดหยุ่นของบริษัทต่อสถานการณ์เหล่านี้ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่แท้จริงของการรับประกันภัย

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาการตรวจจับการฉ้อฉล เพราะปัจจุบันรูปแบบการฉ้อฉลมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คปภ.จึงต้องปรับตัว

“จากตัวเลขสถิติคดีฉ้อฉลประกันภัย 3 อันดับแรก ได้แก่ ประกันรถยนต์ ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ รวมถึงการตรวจสอบฐานะการเงินของบริษัทประกัน คปภ.จะมีการกำหนดชัดเจนว่าระดับของการแทรกแซงและมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้จะเป็นอย่างไร จะไม่รอจนถึงวันสุดท้าย และบอกว่าไม่ไหวแล้ว บริษัทจะต้องรู้สถานะของตัวเอง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คปภ.ชูแผนประกันภัยยุคใหม่ รับมือพายุความเสี่ยง-ดันเบี้ย 1 ล้านล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...