แพทย์หญิงข้ามมิติ: ถูกเนรเทศแล้วไง ข้าปล้นคลังหลวงมาหมดแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
ตอนที่ 1 : การตื่นในโลงศพมีชีวิต
ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกอณูความรู้สึก มันไม่ใช่ความมืดตามธรรมชาติของรัตติกาล แต่เป็นความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บจนเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูกดำ ความเงียบสงัดรอบกายวังเวงราวกับก้นบึ้งของหุบเหวนรก ไร้ซึ่งสรรพเสียงแห่งชีวิต ไร้ซึ่งลมหายใจ
'นี่คือความตายอย่างนั้นหรือ?'
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงสติที่กำลังล่องลอยอย่างเคว้งคว้าง มันแผ่วเบาและเลือนรางราวกับควันไฟที่พร้อมจะจางหายไปได้ทุกเมื่อ
เสิ่นเซี่ยงหว่านจดจำวินาทีสุดท้ายของชีวิตเดิมได้แม่นยำยิ่งกว่ารอยสักบนผิวหนัง ภาพของห้องปฏิบัติการวิจัยทางการแพทย์ทหารระดับสูงสุดในศตวรรษที่ 28 ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ล้ำสมัย แสงไฟสีขาวสว่างจ้า และเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังก้องกัมปนาทไปทั่วอาคาร
เธอคือแพทย์ทหารอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและการศัลยกรรมสนาม ผู้ครอบครอง "คลังมิติทางการแพทย์" ที่เธอพัฒนาขึ้นเอง แต่ในขณะที่การทดลองเคลื่อนย้ายมิติข้ามผ่านรูหนอนกำลังจะประสบความสำเร็จ แรงระเบิดมหาศาลจากเตาปฏิกรณ์ควอนตัมก็ฉีกกระชากทุกอย่างให้กลายเป็นจุณ
ร่างกายของเธอควรจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว จิตวิญญาณควรจะแตกดับไปพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างนั้น แต่ทว่า ทำไมเธอยังรู้สึกถึงความเจ็บปวด?
ความเจ็บปวด!
มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกไฟคลอก แต่เป็นความร้าวระบมที่แล่นพล่านไปทั่วศีรษะ ราวกับมีใครเอาสว่านไฟฟ้ามาเจาะลงบนสมองของเธอโดยไม่ฉีดยาชา ความทรมานนี้รุนแรงเสียจนปลุกกระชากสติที่เกือบจะดับสูญให้ตื่นรู้ขึ้นมาอีกครั้ง
"อึก"
เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากราวกับผงทราย เสิ่นเซี่ยงหว่านพยายามจะลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเธอกลับหนักอึ้งราวกับถูกทับไว้ด้วยภูเขาทั้งลูก ร่างกายทุกส่วนขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจนึก แขนขาชาหนึบและไร้เรี่ยวแรง ราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ
กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าๆ และกลิ่นราที่หมักหมมมานานปีลอยมาแตะจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นหอมเอียนๆ ของกำยานราคาถูกที่ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน
'ที่นี่ไม่ใช่ห้องดับจิต และไม่ใช่โรงพยาบาล กลิ่นแบบนี้มันเหมือนกับ โลงศพ?'
สัญชาตญาณระวังภัยของแพทย์ทหารทำงานทันที แม้ร่างกายจะยังไม่ตอบสนอง แต่สมองของเธอกลับตื่นตัวเต็มที่ เธอรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายที่มี กัดปลายลิ้นของตนเองอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปาก ความเจ็บปวดที่ปลายลิ้นช่วยกระตุ้นเส้นประสาทให้ตื่นตัว
ดวงตาหงส์คู่สวยค่อยๆ เบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานไม้เก่าคร่ำครึที่มีหยากไย่ห้อยระย้าลงมา แสงจันทร์สีนวลจางๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทเข้ามาเพียงเล็กน้อย พอให้เห็นสภาพภายในห้องที่ดูทรุดโทรมและคับแคบ เครื่องเรือนมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ ขาหักข้างหนึ่งที่ใช้ก้อนอิฐหนุนไว้ และตู้เสื้อผ้าที่สีลอกร่อนจนแทบมองไม่เห็นลวดลายเดิม
ความหนาวเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านผ้าห่มผืนบางเฉียบที่แทบจะกันลมไม่ได้ เสิ่นเซี่ยงหว่านพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ทันใดนั้น ศีรษะของเธอก็ปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง รุนแรงยิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า
"โอ๊ย!"
เธอร้องอุทานเสียงหลง ยกมือขึ้นกุมศีรษะแน่น ราวกับสมองกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในความทรงจำราวกับน้ำป่าไหลหลาก ภาพเหตุการณ์ชีวิตของใครคนหนึ่งฉายชัดขึ้นมาซ้อนทับกับตัวตนเดิมของเธอ
เด็กสาวผู้อาภัพ บุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดี เสิ่นเซี่ยงหว่าน!
ชื่อแซ่เดียวกัน แต่วาสนาช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในความทรงจำนั้น เจ้าของร่างเดิมคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีเสิ่น ผู้มีมารดาเป็นถึงฮูหยินเอกตระกูลแม่ทัพ แต่ทว่ามารดาสิ้นใจไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ทิ้งให้เธอต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายภายใต้เงาของบิดาผู้เห็นแก่ตัวและแม่เลี้ยงใจมาร
ภาพความทรงจำไหลเวียนเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกแม่เลี้ยงสั่งให้ไปคุกเข่ากลางหิมะเพียงเพราะทำน้ำชาหกใส่ชุดของน้องสาวต่างมารดา
ภาพของอาหารการกินที่มีเพียงข้าวต้มใสๆ กับผักดองเค็มๆ ในขณะที่บ่าวไพร่ในเรือนแม่เลี้ยงได้กินเนื้อสัตว์
ภาพของเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เก่าซีดและบางเบาในฤดูหนาว จนต้องนอนขดตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ
และภาพล่าสุด เหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา
ในความทรงจำนั้น เสิ่นเซี่ยงหว่านเจ้าของร่างเดิมกำลังนั่งอยู่ในห้องด้วยความหวาดวิตก วันนี้เป็นวันที่ราชสำนักจะมีราชโองการสำคัญมาถึงจวนเสนาบดี ข่าวลือหนาหูว่าจะเป็นการพระราชทานสมรสระหว่างบุตรสาวตระกูลเสิ่นกับเว่ยหยางอ๋อง
เว่ยหยางอ๋อง ฉู่หลิงเย่ เทพสงครามผู้เกรียงไกรแห่งแคว้น แต่บัดนี้กลายเป็นเพียงท่านอ๋องขาพิการที่ถูกฮ่องเต้หวาดระแวงและจ้องจะกำจัด
ไม่มีใครในเมืองหลวงอยากแต่งงานกับเขา เพราะนั่นหมายถึงการก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในโลงศพ
เจ้าของร่างเดิมหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ทว่า 'แม่เลี้ยง' ผู้แสนดีจอมปลอมกลับเดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย พร้อมกับถ้วยน้ำแกงรังนกส่งกลิ่นหอมกรุ่น
'หว่านเอ๋อร์ ดื่มน้ำแกงนี่เสียหน่อยเถิด เจ้าดูซีดเซียวเหลือเกิน วันนี้เป็นวันสำคัญ เจ้าต้องทำตัวให้สดชื่นเข้าไว้'
ถ้อยคำห่วงใยที่เคลือบยาพิษ รอยยิ้มที่ซ่อนมีดดาบเอาไว้ข้างหลัง
เจ้าของร่างเดิมผู้ใสซื่อและโหยหาความรักจากครอบครัว รับถ้วยน้ำแกงนั้นมาดื่มจนหมดด้วยความซาบซึ้งใจ โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือน้ำแกงมรณะ
เพียงครู่เดียวหลังจากดื่มน้ำแกง โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง สติสัมปชัญญะดับวูบลง พร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบาจนหยุดนิ่งไปในที่สุด
เสิ่นเซี่ยงหว่านคนปัจจุบันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาในอก ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมยังคงตกค้างอยู่ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความหวาดกลัว และความผิดหวัง มันรุนแรงเสียจนทำให้ดวงตาของเธอร้อนผ่าว
'โง่เขลา ช่างโง่เขลาเสียจริง ถูกเขารังแกมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ตายเพราะความไว้ใจ'
เสิ่นเซี่ยงหว่านแค่นยิ้มเย้ยหยันให้กับชะตากรรมของร่างนี้ แต่บัดนี้ ร่างกายนี้เป็นของเธอแล้ว เธอคือเสิ่นเซี่ยงหว่าน แพทย์ทหารแห่งศตวรรษที่ 28 ผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใคร และเธอจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำซ้ำสองอีก
เธอเริ่มตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเองด้วยความชำนาญ นิ้วเรียวยาวแตะที่ชีพจรข้อมือเพื่อจับจังหวะการเต้นของหัวใจ
'ชีพจรอ่อนแรง การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ ร่างกายเย็นชืด ปลายประสาทชาด้าน'
นี่คืออาการของการถูกพิษ!
เสิ่นเซี่ยงหว่านหลับตาลง วิเคราะห์อาการอย่างละเอียด รสชาติหวานเอียนๆ ที่ยังติดอยู่ที่โคนลิ้น กลิ่นหอมฉุนของกำยานในห้องที่ช่วยกระตุ้นฤทธิ์ยา
'พิษนิทราไร้ลักษณ์'
ชื่อของพิษชนิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว มันเป็นพิษโบราณที่หายากและมีราคาแพงลิบลิ่ว ไร้สี ไร้กลิ่น เมื่อผสมในอาหารหรือเครื่องดื่มจะตรวจสอบได้ยากมาก ฤทธิ์ของมันไม่ใช่การสังหารให้ตายในทันที แต่จะกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เหยื่อหลับใหลอย่างลึกซึ้ง จนคล้ายกับคนตาย หากได้รับปริมาณมากเกินไป หัวใจจะหยุดเต้นและเสียชีวิตขณะหลับ
แต่ดูเหมือนว่าปริมาณที่เจ้าของร่างเดิมได้รับ จะมากพอที่จะปลิดชีพคนร่างกายอ่อนแออย่างนางได้ แต่เมื่อวิญญาณของเสิ่นเซี่ยงหว่านเข้ามาแทนที่ จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งจึงช่วยกระตุ้นให้ร่างกายต่อต้านพิษและฟื้นคืนสติขึ้นมา
'ทำไมต้องใช้ยาพิษชนิดนี้? ทำไมไม่ฆ่าให้ตายด้วยยาพิษชนิดอื่น?'
สมองอันชาญฉลาดของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็ว หากต้องการกำจัดให้พ้นทาง มีวิธีตั้งมากมาย แต่การเลือกใช้ 'พิษนิทราไร้ลักษณ์' ที่ทำให้หลับใหลเหมือนตาย แต่ยังไม่ตายสนิท หรืออาจจะฟื้นขึ้นมาได้หากได้รับยาแก้ทันเวลา มันมีเหตุผลเดียว
เพื่อให้ร่างกายนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุด หรือไม่ก็ เพื่อให้ใครบางคนสวมรอย!
วันนี้เป็นวันที่ราชโองการมาถึง เสิ่นชิงเหลียน น้องสาวต่างมารดาผู้เป็นแก้วตาดวงใจของบิดาและแม่เลี้ยง ย่อมไม่ต้องการแต่งงานกับอ๋องพิการอย่างแน่นอน และตระกูลเสิ่นก็คงไม่ยอมเสียบุตรสาวคนโปรดไป
ดังนั้น 'ตัวตายตัวแทน' จึงจำเป็นต้องมี
แต่ถ้าแค่จะให้เธอรับราชโองการ ก็แค่บังคับขู่เข็ญก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวางยาให้หลับ เว้นเสียแต่ว่า พวกเขามีแผนการที่ลึกซึ้งกว่านั้น
แผนการที่จะให้ 'คนอื่น'สวมรอยเป็นเธอ ออกไปรับราชโองการแทน!
การสวมรอยรับราชโองการถือเป็นเรื่องใหญ่ หากถูกจับได้มีโทษถึงประหารชีวิตทั้งตระกูล แต่ถ้าคนรับราชโองการสวมผ้าคลุมหน้า และรูปร่างใกล้เคียงกัน ก็ยากที่จะแยกแยะ
เสิ่นเซี่ยงหว่านพยายามรวบรวมข้อมูลในหัว ราชโองการระบุชื่อ 'บุตรสาวตระกูลเสิ่น' หากเสิ่นชิงเหลียนต้องการหนีจากการแต่งงานนี้ นางต้องไม่รับราชโองการ แต่ถ้าตระกูลเสิ่นต้องการเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์โดยไม่เสียลูกรัก พวกเขาต้องส่ง 'เสิ่นเซี่ยงหว่าน' ออกไป
แต่ทำไมต้องวางยาให้หลับ?
คำตอบปรากฏขึ้นชัดเจนในความคิด เพราะพวกเขาไม่ไว้ใจเจ้าของร่างเดิม กลัวว่านางจะแสดงท่าทีหวาดกลัวจนเสียพิธี หรืออาจจะกลัวว่านางจะปฏิเสธต่อหน้าขุนนาง ดังนั้น การทำให้หลับไป แล้วให้ เสิ่นชิงเหลียน สวมรอยเป็นเสิ่นเซี่ยงหว่าน ออกไปรับราชโองการแทน จึงเป็นวิธีที่แนบเนียนที่สุด!
เสิ่นชิงเหลียนผู้มีความสามารถในการแสดงเป็นเลิศ ย่อมสามารถสวมบทบาทเป็นหญิงสาวผู้โชคร้ายที่ยอมรับชะตากรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างชื่อเสียงความกตัญญูและความเสียสละให้กับตระกูลเสิ่น ในขณะที่ตัวจริงนอนไร้สติอยู่ในห้องมืดๆ นี้ รอเวลาที่จะถูกจับยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาวส่งไปตายในวันรุ่งขึ้น
'ช่างเป็นแผนการที่ชั่วช้าและสกปรกสิ้นดี!'
เสิ่นเซี่ยงหว่านกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บ ความโกรธทำให้เลือดในกายสูบฉีด ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและอาการชาจากพิษไปได้บ้าง
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์
ห้องนี้คือห้องนอนเก่าๆ ท้ายจวนที่เธอถูกย้ายมาอยู่ตั้งแต่เริ่มโตเป็นสาว มันห่างไกลจากเรือนใหญ่และเงียบสงัด เหมาะแก่การซ่อนเร้นอำพราง หากเธอตายอยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีใครรู้เห็นไปอีกหลายวัน
ทันใดนั้น เสียงเตือนจากระบบในสมองก็ดังขึ้น
[ตรวจพบสารพิษตกค้างในกระแสเลือดระดับ 30% ระบบทำการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวเพื่อกำจัดพิษ เริ่มต้นกระบวนการล้างพิษฉุกเฉิน]
ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นผ่านเส้นเลือดทั่วร่างกาย ราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลผ่าน เสิ่นเซี่ยงหว่านผ่อนลมหายใจออกยาวๆ รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่ศีรษะที่เริ่มทุเลาลง และเรี่ยวแรงที่ค่อยๆ กลับคืนมา
'ขอบใจนะคู่หู'
เธอนึกขอบคุณระบบมิติอัจฉริยะที่ติดตัวข้ามภพมาด้วย แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถเปิดใช้งานคลังมิติเพื่อหยิบยาหรืออุปกรณ์ออกมาได้เต็มรูปแบบเนื่องจากพลังงานจิตยังอ่อนแอ แต่ระบบรักษาเบื้องต้นของร่างกายยังคงทำงานได้ดี
เสิ่นเซี่ยงหว่านค่อยๆ ขยับแขนขา ยืดเส้นยืดสายเพื่อคลายความยึดเกร็ง เธอพยุงกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงไม้แข็งๆ อย่างทุลักทุเล เหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ผุดพรายเต็มหน้าผากจากความพยายาม
ความมืดรอบกายยังคงหนาทึบ แต่สายตาของเธอเริ่มปรับสภาพได้แล้ว เธอเห็นประตูไม้บานเก่าที่มีแสงลอดผ่านรอยแตกเข้ามา
เธอต้องออกไปจากที่นี่ ต้องออกไปกระชากหน้ากากคนพวกนั้น!
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวลงจากเตียง เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ดังขึ้นที่หน้าเรือน เป็นเสียงย่ำเท้าลงบนหิมะที่ดังกรอบแกรบ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูห้องของเธอ
เสิ่นเซี่ยงหว่านชะงักกึก กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ หูของเธอผึ่งออกเพื่อดักฟังเสียงสนทนาที่ดังแว่วเข้ามา
เสียงนั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน เสียงแหลมสูงที่ดัดจริตจนน่ารำคาญ และเสียงทุ้มต่ำที่พยายามกดให้ดูทรงอำนาจ
เป็นเสียงของแม่เลี้ยง 'หลิวซื่อ' และสาวใช้คนสนิท 'แม่นมจาง'
"ฮูหยินเจ้าคะ ยานั่นคงออกฤทธิ์เต็มที่แล้วกระมัง ป่านนี้นางคงหลับไม่ตื่นไปถึงเช้าวันพรุ่งนี้แน่นอนเจ้าค่ะ" เสียงแม่นมจางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ
"ฮึ! หลับไปเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ลุกขึ้นมาสร้างเรื่องวุ่นวาย" เสียงของหลิวซื่อตอบกลับ เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและสะใจ "นังเด็กโง่นั่น นึกว่าข้าหวังดีเอาน้ำแกงไปให้ ดื่มเข้าไปจนหมดเกลี้ยงโดยไม่ระแวงสักนิด ช่างโง่เขลาเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด"
"โธ่ ฮูหยินอย่าทรงกริ้วไปเลยเจ้าค่ะ อย่างไรเสียวันนี้นางก็มีประโยชน์ต่อคุณหนูรองของเราแล้ว" แม่นมจางหัวเราะคิกคัก "การที่คุณหนูรองสวมรอยเป็นนางออกไปรับราชโองการด้วยตนเอง ท่านเสนาบดีช่างชมเชยไม่ขาดปากว่าคุณหนูรองช่างกตัญญูและมีความสามารถ รู้จักแก้ไขสถานการณ์ ทำให้จวนเราไม่ต้องขายหน้าหากนังเด็กนั่นเกิดอาละวาดไม่ยอมรับราชโองการขึ้นมา"
"ชิงเหลียนของข้าย่อมฉลาดเฉลียวอยู่แล้ว" หลิวซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "ดูสิ พอสวมผ้าคลุมหน้าแล้วเดินออกไปรับราชโองการด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ขุนนางจากวังหลวงต่างพากันชื่นชมว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นช่างเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม ยอมเสียสละแต่งงานกับอ๋องพิการเพื่อแผ่นดิน หึ! หารู้ไม่ว่าตัวจริงนอนเน่าเป็นผักอยู่ในห้องรูหนูนี่"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของทั้งสองคนดังประสานกัน บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเสิ่นเซี่ยงหว่าน
พวกมัน ทำจริงๆ ด้วย!
เสิ่นชิงเหลียนสวมรอยเป็นเธอ ออกไปรับราชโองการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามให้กับตนเอง และผลักภาระความซวยทั้งหมดมาให้เธอตอนตื่น!
"แล้ว เรื่องสินเดิมเล่าเจ้าคะฮูหยิน?" แม่นมจางเอ่ยถามเสียงเบาลง
"โอ๊ย จะต้องไปเตรียมอะไรให้มันมากความ" หลิวซื่อแค่นเสียง "ท่านพี่สั่งแล้วว่าให้จัดฉากให้ดูยิ่งใหญ่เข้าไว้ หีบสินเดิมร้อยหาบนั่น ข้างบนให้วางผ้าแพรถูกๆ ปิดหน้าไว้ ส่วนข้างล่างก็ยัดฟาง ยัดอิฐ ยัดเศษผ้าขี้ริ้วเข้าไปให้เต็ม! สมบัติของตระกูลเสิ่น ข้าจะเก็บไว้ให้ชิงเหลียนของข้าแต่งเข้าจวนรัชทายาทในอนาคต ส่วนนังตัวซวยนั่น แค่ส่งมันออกไปให้พ้นๆ จวนได้ก็เป็นบุญของมันแล้ว!"
"ฮูหยินช่างปรีชาสามารถนักเจ้าค่ะ นังเด็กนั่นแต่งไปจวนอ๋องที่กำลังจะถูกยึดทรัพย์ อีกไม่นานก็ต้องถูกเนรเทศไปตกระกำลำบาก ดีไม่ดีอาจจะตายกลางทางเสียด้วยซ้ำ สมบัติพวกนั้นให้มันไปก็เสียของเปล่าๆ"
"ถูกต้อง ให้มันตายๆ ไปเสียได้ยิ่งดี ข้าจะได้หมดเสี้ยนหนามตำใจเสียที"
บทสนทนาที่โหดเหี้ยมอำมหิตดำเนินต่อไปโดยที่พวกมันไม่รู้เลยว่า คนที่พวกมันคิดว่า 'หลับไม่ตื่น' นั้น บัดนี้กำลังนั่งฟังทุกคำพูดด้วยแววตาวาวโรจน์ราวกับปีศาจที่เพิ่งตื่นจากขุมนรก
เสิ่นเซี่ยงหว่านกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสดๆ ไหลซึมออกมา แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บ ความโกรธแค้นมันสุมทรวงจนร้อนรุ่มไปทั้งอก
'ดี ดีมาก! พวกเจ้ากล้าวางแผนชั่วช้ากันถึงเพียงนี้'
'อยากให้ข้าไปตกระกำลำบากงั้นหรือ? อยากเก็บสมบัติไว้ให้ลูกรักงั้นหรือ?'
'ในเมื่อพวกเจ้าไร้ปรานี ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ! ข้าจะทำให้งานมงคลของพวกเจ้ากลายเป็นงานศพ และสมบัติที่พวกเจ้าหวงแหนนักหนา ข้าจะกวาดมันให้เกลี้ยง ไม่ให้เหลือแม้แต่ฝุ่น!'
เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ร่างกายของเธอยังอ่อนแอเกินกว่าจะพังประตูออกไปจัดการพวกมันในตอนนี้ เธอต้องรอ รอจังหวะที่เหมาะสม
นางพยายามลุกขึ้น แต่ได้ยินเสียงคนคุยกันที่หน้าประตู เป็นเสียงของแม่เลี้ยงและสาวใช้ที่กำลังหัวเราะเยาะถึงชะตากรรมของนาง
ตอนที่ 2 : ราชโองการเลือด
ร่างกายที่เพิ่งจะรวบรวมเรี่ยวแรงได้เพียงน้อยนิดจำต้องหยุดชะงักลงในทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของแพทย์ทหารสั่งการให้เสิ่นเซี่ยงหว่านทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นเตียงแข็งกระด้างดังเดิม นางข่มกลั้นลมหายใจให้แผ่วเบาที่สุด ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้ช้าลงเพื่อเลียนแบบคนหลับใหล
แม้ความเจ็บปวดจากการต่อต้านพิษจะยังคงแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทง แต่สติสัมปชัญญะของนางกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งใด ประสาทสัมผัสทางหูตื่นตัวเต็มที่เพื่อรองรับถ้อยคำที่กำลังจะเล็ดลอดผ่านบานประตูไม้เก่าคร่ำครึเข้ามา
เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนพื้นหิมะที่เริ่มจับตัวแข็งหน้าเรือน บ่งบอกถึงการมาเยือนของผู้ไม่ประสงค์ดี กลิ่นหอมฉุนของเครื่องหอมราคาแพงลอยแทรกผ่านรอยแตกของประตูเข้ามา ปะปนกับกลิ่นอับชื้นในห้องจนน่าสะอิดสะเอียน
"เบาเสียงหน่อยนังแก่จาง เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าจะเสียการใหญ่" เสียงสตรีวัยกลางคนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นแม้อ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจ เป็นเสียงของ 'หลิวซื่อ' แม่เลี้ยงผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ซ่อนมีดไว้ข้างหลัง
"โธ่ ฮูหยินเจ้าขา ที่เรือนท้ายจวนซอมซ่อพรรค์นี้ จะมีใครหน้าไหนย่างกรายเข้ามาเจ้าคะ นอกจากหนูสกปรกกับวิญญาณผีสาง" เสียงแหบแห้งของหญิงชราตอบกลับ เจือไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างประจบสอพลอ นั่นคือ 'แม่นมจาง' บ่าวรับใช้คนสนิทที่เป็นดั่งแขนขาในการทำชั่วของหลิวซื่อ "อีกอย่าง นังตัวดีข้างในคงหลับเป็นตายไปแล้ว ยา 'นิทราไร้ลักษณ์' ที่ท่านได้มาจากหมอเทวดานั้นสรรพคุณเลิศเลอ ดื่มเข้าไปขนาดนั้น ต่อให้ฟ้าผ่าลงมากลางห้อง มันก็ไม่ตื่นหรอกเจ้าค่ะ"
เสิ่นเซี่ยงหว่านที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอดเบาๆ ในลำคอ
'หมอเทวดางั้นหรือ? เป็นแค่พวกหมอเถื่อนขายยาพิษสิไม่ว่า'
นางลอบด่าในใจ พลางเงี่ยหูฟังต่อ
"ฮึ! ก็สมควรแล้ว" หลิวซื่อแค่นเสียงเฮอะในลำคอ "ข้าอุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งเท่าไหร่กว่าจะได้ยานั่นมา ก็เพื่อจัดการปูทางให้ชิงเหลียนลูกรักของข้าโดยเฉพาะ วันนี้เป็นวันชี้ชะตาของตระกูลเสิ่น ข้าจะยอมให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด"
"ฮูหยินช่างมองการณ์ไกลยิ่งนักเจ้าค่ะ" แม่นมจางรีบเยินยอ "เมื่อตอนหัวค่ำ บ่าวแอบไปดูที่หน้าเรือนรับรอง เห็นคุณหนูรองสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ คลุมหน้าด้วยผ้าแพรบางเบา เดินออกมาต้อนรับกงกงจากวังหลวง ท่าทางช่างอ่อนช้อยงดงาม กริยามารยาทเพียบพร้อมสมเป็นยอดพธูจริงๆ เจ้าค่ะ ท่านกงกงยังเอ่ยปากชมไม่ขาดปากว่า คุณหนูใหญ่เสิ่นเซี่ยงหว่าน ช่างเป็นกุลสตรีที่รู้ความยิ่งนัก"
"แน่นอนสิ ชิงเหลียนได้รับการอบรมมาอย่างดี ย่อมแตกต่างจากนังลูกกำพร้าแม่ตายนั่นราวฟ้ากับเหว"น้ำเสียงของหลิวซื่อเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "เจ้าเห็นหรือไม่ ตอนที่ขันทีอ่านราชโองการมอบสมรสพระราชทาน ชิงเหลียนแสดงละครได้แนบเนียนเพียงใด? นางแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทาเล็กน้อยเหมือนหวาดกลัวแต่ก็ยอมรับชะตากรรม น้ำตาเม็ดใสๆ ที่ร่วงเผาะลงมาตอนรับม้วนราชโองการ ช่างดูน่าสงสารจับใจ จนขุนนางพวกนั้นพากันซาบซึ้งในความกตัญญูและความเสียสละของนาง"
"จริงเจ้าค่ะ ฮูหยิน" แม่นมจางเสริมอย่างออกรส "ใครๆ ก็รู้ว่าเว่ยหยางอ๋องผู้นั้นเป็นตัวกาลกิณี ขาพิการ หน้าตาอัปลักษณ์สวมหน้ากากปิดบังอำพราง แถมยังมีข่าวลือว่าโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าคนไม่กะพริบตา สตรีบ้านไหนแต่งเข้าไปก็เหมือนก้าวขาลงโลงไปครึ่งตัว แต่คุณหนูรองของเรากลับสวมรอยเป็นนังเซี่ยงหว่าน รับราชโองการนั้นไว้อย่างสง่าผ่าเผย เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเสิ่นและเพื่อปกป้องท่านพ่อไม่ให้ต้องโทษอาญา"
เสิ่นเซี่ยงหว่านฟังแล้วแทบอยากจะลุกขึ้นมาปรบมือให้กับการแสดงอันยอดเยี่ยมของสองนายบ่าวนี้เหลือเกิน
'ช่างปั้นน้ำเป็นตัวเก่งเสียจริง! ที่แท้ก็ใช้วิธี 'สลับตัวเจ้าสาว' ในขั้นตอนรับราชโองการ เพื่อให้เสิ่นชิงเหลียนได้หน้า ได้ชื่อเสียงว่าเป็นหญิงงามผู้เสียสละ แต่คนที่จะต้องถูกส่งตัวขึ้นเกี้ยวไปตายจริงๆ คือข้า!'
แผนการช่างแยบยลและชั่วช้าสิ้นดี ในสายตาคนภายนอก 'เสิ่นเซี่ยงหว่าน' คือหญิงสาวผู้กล้าหาญที่ยอมแต่งงานกับอ๋องปีศาจ แต่ความเป็นจริงคือ พวกมันวางยาข้า แล้วให้น้องสาวตัวดีสวมรอยมารับหน้าแทน พอเสร็จพิธีก็โยนภาระกลับมาที่ข้า ส่วนเสิ่นชิงเหลียนก็ลอยตัว รอเวลาแต่งงานกับองค์รัชทายาทอย่างสุขสบาย
"พูดถึงเว่ยหยางอ๋องแล้วก็น่าขนลุกนะเจ้าคะ" แม่นมจางลดเสียงลงกระซิบกระซาบ แต่ในความเงียบสงัด เสิ่นเซี่ยงหว่านยังคงได้ยินชัดเจน "ได้ยินว่าขาคู่นั้นเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล และที่ต้องใส่หน้ากากก็เพราะใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกไฟคลอกจนดูไม่ได้ ฮ่องเต้ทรงรังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งกว่ามูลสุนัข ถึงได้พระราชทานสมรสกับบุตรสาวเสนาบดีกรมคลังอย่างตระกูลเรา เพื่อเป็นการหยามเกียรติทางอ้อม"
"ก็เพราะอย่างนั้นแหละ ข้าถึงยอมให้ชิงเหลียนแต่งไม่ได้!" หลิวซื่อกระแทกเสียง "ลูกสาวข้าเกิดมาเพื่อเป็นหงส์เคียงคู่มังกร จะให้ไปจมปลักอยู่กับคนพิการไร้อนาคตในจวนที่กำลังจะล่มสลายได้อย่างไร? ดีที่ท่านพี่เสนาบดีเห็นดีเห็นงามด้วย ถึงได้ยอมร่วมมือจัดฉากในครั้งนี้"
คำว่า 'ท่านพี่เสนาบดี' บาดลึกเข้าไปในใจของเสิ่นเซี่ยงหว่าน
'ท่านพ่อ แม้แต่ท่านก็ร่วมมือกับพวกมันด้วยหรือ? ท่านเห็นข้าเป็นลูกบ้างหรือไม่ หรือเห็นเป็นเพียงหมากเบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง?'
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมา เป็นภาพบิดาที่มักจะมองเมินนางเสมอ และหันไปยิ้มแย้มเอาใจใส่เสิ่นชิงเหลียน ไม่นึกเลยว่าความลำเอียงนั้นจะพัฒนากลายเป็นความอำมหิตที่พร้อมจะส่งลูกสาวแท้ๆ ไปลงนรกได้ลงคอ
"แล้วเรื่องสินเดิมเล่าเจ้าคะ? พรุ่งนี้ต้องส่งตัวเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวแล้ว ทางจวนอ๋องคงจับตามองน่าดู" แม่นมจางถามด้วยความกังวล
"หึ! ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมการไว้หมดแล้ว" หลิวซื่อหัวเราะเสียงเย็น "ท่านพี่สั่งให้ช่างไม้ทำหีบสินเดิมขึ้นมาใหม่ 120 หาบ ทาสีแดงมงคลดูหรูหราอลังการ แต่ข้างใน มีแต่ก้อนหิน ฟางแห้ง และเสื้อผ้าเก่าๆ ของบ่าวไพร่ที่ตายไปแล้ว ยัดใส่เข้าไปให้หนักๆ ส่วนทองคำ เครื่องประดับ และผ้าไหมพระราชทานที่เป็นสินเดิมของแม่นังเซี่ยงหว่าน ข้าขนย้ายไปเก็บไว้ในคลังลับของชิงเหลียนเรียบร้อยแล้ว"
"อุ๊ยตาย! ฮูหยินช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก!" แม่นมจางตบมือฉาดใหญ่ "แบบนี้เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กำจัดตัวซวยออกจากบ้าน แถมยังเก็บสมบัติไว้ให้คุณหนูรองได้อีก แต่ ถ้าทางจวนอ๋องเปิดหีบดู แล้วพบว่ามีแต่ขยะ จะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรือเจ้าคะ?"
"จะเป็นเรื่องได้อย่างไร ในเมื่อราชโองการอีกฉบับกำลังจะตามไปติดๆ" น้ำเสียงของหลิวซื่อเต็มไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด "สายข่าวในวังบอกมาว่า ฮ่องเต้ทรงเตรียมราชโองการ 'ยึดทรัพย์และเนรเทศ' เว่ยหยางอ๋องไว้แล้ว ทันทีที่แต่งงานเสร็จ จวนอ๋องก็จะถูกค้นจนเหี้ยน ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกริบเข้าคลังหลวง แล้วเจ้าคิดว่า ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น จะมีใครมาสนใจเปิดดูสินเดิมของเจ้าสาวอีกเล่า? ถึงเปิดมาเจอขยะ ก็คงคิดว่าถูกทหารหลวงยึดไปแล้ว หรือไม่ก็ไม่มีปัญญาจะมาเอาเรื่องเอาราวกับตระกูลเสิ่นผู้มั่งคั่งของเราหรอก"
เสิ่นเซี่ยงหว่านฟังแล้วเลือดในกายเย็นเฉียบลงจนแทบเป็นน้ำแข็ง
แผนการนี้ไม่ใช่แค่การผลักภาระ แต่เป็นการ 'ฆ่าให้ตายทั้งเป็น' อย่างเลือดเย็นที่สุด!
พวกมันรู้ว่าจวนอ๋องกำลังจะถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ จึงส่งนางไปแต่งงานเพื่อให้รับเคราะห์ร่วมกับสามีพิการ โดยไม่ให้ติดตัวไปแม้แต่เงินอีแปะเดียว แถมยังปล้นสินเดิมของแม่นางไปจนหมดเกลี้ยง เพื่อให้นางต้องไปอดตายอย่างน่าเวทนาที่ชายแดน
ช่างเลวทราม เลวทรามจนหาคำด่ามาเปรียบเทียบไม่ได้!
"น่าสงสารนังคุณหนูใหญ่นะเจ้าคะ" แม่นมจางแสร้งทำเสียงเศร้า แต่ปากกลับฉีกยิ้มกว้าง "เกิดมาก็กำพร้าแม่ โตมาก็ไม่เป็นที่รัก พอจะออกเรือนก็ต้องไปเป็นเมียคนพิการ ซ้ำยังต้องถูกเนรเทศไปตากมรณะที่แดนเถื่อน ชะตาชีวิตช่างอาภัพเสียจริง นี่ถ้ามันตื่นขึ้นมาแล้วรู้ความจริง คงอกแตกตายเป็นแน่"
"อย่าไปสงสารมันเลย มันเกิดมาเพื่อรับกรรมแทนลูกข้า" หลิวซื่อกล่าวอย่างเย็นชา "เอาล่ะ กลับกันเถอะ ปล่อยให้มันนอนเน่าอยู่ที่นี่แหละ พรุ่งนี้เช้ามืดค่อยให้คนมาลากมันไปแต่งตัว ยัดใส่เกี้ยวแล้วส่งไปให้พ้นๆ หน้าข้าเสียที ข้าเหม็นกลิ่นสาบคนจนเต็มทนแล้ว"
"เจ้าค่ะฮูหยิน ระวังทางเดินนะเจ้าคะ หิมะลื่น"
เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองเริ่มดังห่างออกไป เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยค่อยๆ จางหายไปในความมืด ปล่อยทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและไอเย็นยะเยือกที่ปกคลุมเรือนไม้เก่าๆ
ภายในห้องที่มืดสลัว ร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆ ขยับตัว
เสิ่นเซี่ยงหว่านสูดลมหายใจลึกยาว ระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดทางใจที่เจ้าของร่างเดิมได้รับ แต่สำหรับเสิ่นเซี่ยงหว่านคนใหม่ ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความเศร้าโศก
แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะโหมกระพือไฟแห่งการล้างแค้นให้ลุกโชน!
'ดี ดีมาก หลิวซื่อ เสิ่นหง เสิ่นชิงเหลียน พวกเจ้ากล้าทำกับข้าถึงเพียงนี้'
'พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นลูกพลับนิ่มที่เคี้ยวกลืนง่ายงั้นหรือ? คิดว่าจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดงั้นหรือ?'
'พวกเจ้าอยากให้ข้าไปรับราชโองการเลือด ไปตกระกำลำบากกับอ๋องพิการ และถูกยึดทรัพย์จนหมดตัวใช่ไหม? ได้ ข้าจะไป! แต่ข้าจะไม่ไปมือเปล่า'
'สินเดิมของแม่ข้า ข้าจะทวงคืนทุกตำลึง! สมบัติที่พวกเจ้าโกงกินมา ข้าจะกวาดให้เรียบ! และความอัปยศที่พวกเจ้ามอบให้ข้า ข้าจะคืนสนองให้สาสมร้อยเท่าพันเท่า!'
'ราชโองการยึดทรัพย์งั้นหรือ? ฮึ! ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้ซึ้งว่า การถูก 'ยึด' จนไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน มันเป็นอย่างไร!'
แม่เลี้ยงจากไป เสิ่นเซี่ยงหว่านลืมตาโพลงในความมืด ดวงตาฉายแววอำมหิต พร้อมกับเสียงในหัวดังขึ้น [ติ๊ง! ระบบมิติอนันต์ เชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์]
ตอนที่ 3 : สำรวจขุมทรัพย์
ความเงียบสงัดกลับคืนสู่เรือนไม้เก่าคร่ำครึอีกครั้งหลังจากเสียงฝีเท้าของสองนายบ่าวจางหายไปในความมืดมิดของราตรีกาล แต่ทว่าภายในห้องนอนที่หนาวเหน็บนี้กลับมีความร้อนระอุชนิดหนึ่งกำลังปะทุขึ้น เป็นความร้อนจากไฟแค้นที่โชติช่วงและจากพลังอำนาจลึกลับที่กำลังตื่นรู้
เสิ่นเซี่ยงหว่านนอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาหงส์คู่สวยเบิกโพลงในความมืด ประกายตาคมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ นางไม่ได้ขยับเขยื้อนกายแต่จิตสมาธิทั้งหมดกำลังจดจ่ออยู่กับเสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นในสมองอย่างชัดเจน
[ติ๊ง! ระบบมิติอนันต์ เชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์]
[ทำการตรวจสอบสถานะโฮสต์ เสร็จสิ้น]
[ยืนยันตัวตน : พันโทหญิงเสิ่นเซี่ยงหว่าน แพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษแห่งศตวรรษที่ 28]
[กำลังทำการซิงโครไนซ์พื้นที่มิติ ความคืบหน้า 100 เปอร์เซ็นต์]
[คลังแสงยุทธภัณฑ์พร้อมใช้งาน]
[ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่พร้อมใช้งาน]
[ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์พร้อมใช้งาน]
ความรู้สึกยินดีอย่างบ้าคลั่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจของเสิ่นเซี่ยงหว่าน มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ดูงดงามแต่ทว่าอันตรายยิ่งนัก
'ในที่สุด เพื่อนยากของข้าก็ตามมาด้วย'
ในโลกก่อน นางไม่ได้เป็นเพียงแพทย์ทหารธรรมดา แต่เป็นผู้ทดลองลับในโครงการ 'โนอาห์'ซึ่งเป็นการผสานเทคโนโลยีควอนตัมเข้ากับคลื่นสมองมนุษย์ เพื่อสร้างพื้นที่จัดเก็บไร้ขีดจำกัดสำหรับการขนส่งเสบียงและอาวุธในสงครามระหว่างดวงดาว และนางคือผู้เดียวที่ทำสำเร็จก่อนที่ห้องทดลองจะระเบิด
ไม่นึกเลยว่าแรงระเบิดนั้นจะฉีกกระชากมิติเวลานำนางมาสู่ยุคโบราณ พร้อมกับนำเอาผลงานชิ้นเอกนี้ติดตัวมาด้วย
เสิ่นเซี่ยงหว่านหลับตาลง เพ่งสมาธิจดจ่อไปยังจุดกึ่งกลางหน้าผาก ทันใดนั้น จิตวิญญาณของนางก็เหมือนถูกดูดเข้าไปในห้วงมิติสีขาวโพลนที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งในมิติจิต นางพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่คุ้นเคย
เบื้องหน้าของนางคือห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมาที่กินพื้นที่หลายหมื่นตารางเมตร มันคือห้าง 'เซ็นทรัลเวิลด์สตาร์' ห้างที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 28 ซึ่งนางเคยไปเดินซื้อของตุนไว้ก่อนเกิดสงคราม และดูเหมือนว่าระบบจะดูดเอามันมาทั้งอาคาร!
นางก้าวเท้าเดินเข้าไปในโซนซูเปอร์มาร์เก็ต แสงไฟนีออนสว่างไสวทำงานอัตโนมัติต้อนรับการมาเยือนของเจ้าของ ชั้นวางสินค้าเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา อัดแน่นไปด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคนับล้านรายการ
ข้าวสารหอมมะลิเกรดพรีเมียมบรรจุถุงสุญญากาศกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขา
อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์ตากแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่มสะอาด และเครื่องปรุงรสนานาชนิดวางเรียงกันเป็นตับ
ในโซนอาหารสด ตู้แช่แข็งขนาดยักษ์ยังคงทำงานอย่างเงียบเชียบ ภายในบรรจุเนื้อวัววากิว เนื้อหมูคุโรบุตะ ไก่สด และอาหารทะเลแช่แข็งที่ยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งจับขึ้นมาจากทะเล เพราะเวลาในมิตินี้ถูกหยุดนิ่งไว้ ทุกอย่างจะคงสภาพเดิมตลอดกาลไม่เน่าเสีย
เสิ่นเซี่ยงหว่านเดินผ่านโซนของใช้ประจำวัน สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน กระดาษชำระ ผ้าอนามัย และเครื่องสำอางแบรนด์หรู ทั้งหมดนี้คือขุมทรัพย์มหาศาลในยุคโบราณที่ขาดแคลนเทคโนโลยี
'มีของพวกนี้ ต่อให้ต้องไปอยู่กลางทะเลทราย ข้าก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราชินี'
นางเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย ผ่านโซนเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าแฟชั่น จนกระทั่งถึงประตูเหล็กหนาหนักที่ดูแตกต่างจากส่วนอื่น
นางวางฝ่ามือทาบลงบนเครื่องสแกนลายนิ้วมือ
[ยืนยันลายนิ้วมือ ประตูกำลังเปิด]
เสียงกลไกไฮดรอลิกดังขึ้นเบาๆ ประตูเหล็กเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็น 'คลังแสง' ที่นางสะสมไว้
กลิ่นน้ำมันปืนและโลหะเย็นๆ โชยมาแตะจมูก ผนังทั้งสี่ด้านแขวนเต็มไปด้วยอาวุธสงครามล้ำสมัย
ปืนไรเฟิลจู่โจมเลเซอร์รุ่นล่าสุด ปืนพกพลาสม่า ระเบิดมือนาโน ระเบิดควัน เครื่องยิงจรวดติดตามความร้อน ชุดเกราะกันกระสุนเหล็กไหล และโดรนสอดแนมขนาดจิ๋วที่นางถนัดใช้
และที่สำคัญที่สุด 'ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์'
เสิ่นเซี่ยงหว่านรีบเดินตรงไปยังตู้ยาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ร่างกายของนางในตอนนี้ยังคงอ่อนแอจากพิษ 'นิทราไร้ลักษณ์' แม้ระบบจะช่วยกำจัดไปได้บางส่วน แต่หากไม่ล้างพิษให้สิ้นซาก มันอาจทิ้งผลข้างเคียงระยะยาวทำให้ร่างกายอ่อนแอและป่วยง่าย
นางกวาดสายตามองขวดยาที่เรียงราย ก่อนจะหยิบหลอดแก้วบรรจุของเหลวสีฟ้าใสออกมา มันคือ 'เซรุ่มล้างพิษครอบจักรวาล' นวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถสะเทินพิษได้ทุกชนิดในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นพิษงู พิษแมงมุม หรือพิษสมุนไพรโบราณกระจอกงอกง่อยของแม่เลี้ยงใจมาร
เสิ่นเซี่ยงหว่านใช้เข็มฉีดยาดูดเซรุ่มออกมา แล้วฉีดเข้าที่เส้นเลือดดำบริเวณข้อพับแขนของตนเองอย่างชำนาญ
ความเย็นวาบแล่นเข้าสู่กระแสเลือด ตามมาด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับน้ำทิพย์ชะโลมใจ ความเจ็บปวดตุบๆ ที่ศีรษะค่อยๆ จางหายไป อาการชาหนึบที่ปลายมือปลายเท้าถูกแทนที่ด้วยความกระปรี้กระเปร่า สมองที่เคยตื้อตันกลับมาแจ่มใสและเฉียบคม
"ฟู่"
นางพ่นลมหายใจออกยาวๆ รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง พลังกายและพลังใจกลับมาเต็มเปี่ยม
นางเดินสำรวจต่ออีกเล็กน้อย หยิบ 'อาหารแท่งพลังงานสูง'รสช็อกโกแลตออกมาแกะกิน เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกายที่อดอยากมานาน รสชาติหวานขมของช็อกโกแลตแท้ทำให้ดวงตาของนางเป็นประกาย นี่คือรสชาติแห่งความสุขที่หาไม่ได้ในยุคนี้
'หลิวซื่อ เสิ่นหง พวกเจ้าคิดจะให้ข้าอดตายงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ข้ามีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัว ข้าจะกินดีอยู่ดีกว่าฮ่องเต้เสียอีก!'
หลังจากเติมพลังเสร็จ เสิ่นเซี่ยงหว่านก็ออกจากมิติจิต กลับคืนสู่ร่างเนื้อที่นอนอยู่บนเตียง
ความมืดภายนอกยังคงปกคลุม แต่สำหรับเสิ่นเซี่ยงหว่านแล้ว มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวางแผน
นางทบทวนคำพูดของแม่เลี้ยงเมื่อครู่
พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมาลากนางไปแต่งตัว ยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาว แล้วส่งไปจวนเว่ยหยางอ๋อง
จวนอ๋องกำลังจะถูกยึดทรัพย์
สินเดิมของนางถูกขโมยไป และแทนที่ด้วยขยะ
สมบัติของตระกูลเสิ่นถูกขนย้ายไปเก็บไว้ในคลังลับของเสิ่นชิงเหลียน
'ดี ข้อมูลครบถ้วน'
เสิ่นเซี่ยงหว่านแสยะยิ้มในความมืด ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์
'ในเมื่อพวกเจ้าเล่นสกปรกกับข้าก่อน ก็อย่าหาว่าข้าอำมหิต'
นางพลิกตัวนอนตะแคง ศีรษะหนุนแขน ใช้สมองอันชาญฉลาดวางแผนการอย่างรัดกุม
ขั้นแรก นางต้องเล่นตามบทบาทไปก่อน พรุ่งนี้เช้านางต้องแสร้งทำเป็นตื่นมาอย่างงุนงง ยอมให้พวกมันจับแต่งตัวขึ้นเกี้ยว เพื่อให้แผนการ 'สลับตัว' ของพวกมันสำเร็จลุล่วง และให้นางได้ออกจากจวนนรกแห่งนี้อย่างราบรื่น
ขั้นที่สอง เมื่อไปถึงจวนอ๋อง นางต้องหาทางผูกมิตรกับเว่ยหยางอ๋อง หรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้เขาไม่ฆ่านางทิ้งในคืนเข้าหอ
และขั้นที่สาม คือการ 'เอาคืน'
'สินเดิมของแม่ข้า ข้าจะเอาคืนมาทั้งหมด'
'สมบัติที่พวกเจ้าโกงกินราษฎรมา ข้าจะยึดเข้าคลังแสงของข้าให้หมด'
'และคลังลับของเสิ่นชิงเหลียน หึๆ น้องรัก พี่สาวคนนี้จะช่วย 'ดูแล' ให้เอง'
ไม่เพียงแค่นั้น ในเมื่อฮ่องเต้คิดจะยึดทรัพย์จวนอ๋อง และเนรเทศนางไปตกระกำลำบาก นางก็ควรจะไป 'เยี่ยมเยียน' ท้องพระคลังหลวงเสียหน่อยมิใช่หรือ?
ฮ่องเต้ผู้ไร้คุณธรรม รังแกขุนนางตงฉิน ยึดทรัพย์คนอื่นหน้าตาเฉย สมควรแล้วที่จะต้องถูกสั่งสอน
'คลังเงิน คลังเสบียง คลังอาวุธ รอข้าก่อนเถิด ข้าจะไปกวาดให้เรียบไม่ให้เหลือแม้แต่แมลงสาบ'
ความคิดอันชั่วร้าย (ในสายตาคนอื่น) แต่ยุติธรรม (ในสายตานาง) แล่นพล่านอยู่ในหัว เสิ่นเซี่ยงหว่านคำนวณเวลาและเส้นทางอย่างละเอียด นางมีโดรนสอดแนม มีอุปกรณ์งัดแงะเลเซอร์ มีระเบิดควัน และมิติเก็บของไร้ขีดจำกัด ไม่มีสถานที่ใดในยุคโบราณนี้ที่จะต้านทานการบุกรุกของนางได้
แต่ตอนนี้ นางต้องพักผ่อนเก็บแรงไว้ก่อน การแสดงละครฉากใหญ่ในวันพรุ่งนี้ต้องใช้พลังงานมาก
เสิ่นเซี่ยงหว่านดึงผ้าห่มบางๆ ขึ้นมาคลุมกาย แม้ความหนาวเย็นของอากาศจะยังคงอยู่ แต่ใจของนางกลับร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งความหวังและความแค้น นางหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เข้าสู่ห้วงนิทราเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ราตรีกาลผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ความเงียบสงัดของค่ำคืนถูกทำลายลงเมื่อแสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล บอกเวลาเริ่มต้นของวันใหม่ วันที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเสิ่นเซี่ยงหว่านไปตลอดกาล
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูห้องอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนดังสนั่นหวั่นไหว ปลุกเสิ่นเซี่ยงหว่านให้ตื่นจากภวังค์ นางลืมตาขึ้นทันที แววตาคมกริบฉายวาบก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาตื่นตระหนกและงุนงงอย่างรวดเร็ว
"ตื่นได้แล้ว! นังคุณหนูขี้เซา! พระอาทิตย์ส่องก้นแล้วยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกหรือ!"
เสียงตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายดังลอดเข้ามา พร้อมกับประตูไม้เก่าๆ ที่ถูกถีบจนเปิดอ้าออกอย่างแรง ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่ว
ร่างท้วมของสาวใช้หน้าตาบูดบึ้งผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในห้อง นางสวมชุดบ่าวไพร่เนื้อดีกว่าชุดของคุณหนูใหญ่อย่างเสิ่นเซี่ยงหว่านเสียอีก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม
นี่คือ 'อาจู' สาวใช้คนสนิทของเสิ่นชิงเหลียน ที่ถูกส่งมาเพื่อ 'จัดการ' เสิ่นเซี่ยงหว่านในเช้านี้
อาจูเดินเข้ามาหยุดที่ข้างเตียง มองดูหญิงสาวที่นอนอยู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม นางไม่แม้แต่จะเรียกขานว่าคุณหนู แต่กลับใช้เท้าเขี่ยที่ขาของเสิ่นเซี่ยงหว่านอย่างไม่เกรงใจ
"ลุกขึ้น! วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า รีบไปล้างหน้าล้างตา แม่สื่อมารอแต่งหน้าแล้ว อย่าให้คนอื่นต้องมารอเจ้าคนเดียว!"
เสิ่นเซี่ยงหว่านแอบกำหมัดแน่นใต้ผ้าห่ม อยากจะลุกขึ้นมากระโดดถีบหน้าอกสาวใช้ผู้นี้ให้กระเด็นออกนอกห้อง แต่ต้องข่มใจไว้ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ทำท่าทางโงนเงนเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ หรือคนที่ยังมึนงงจากฤทธิ์ยาตกค้าง
นางกระพริบตาถี่ๆ มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง แสร้งทำเป็นจำเหตุการณ์ไม่ได้
"พี่อาจู นี่มัน กี่โมงแล้ว?" เสิ่นเซี่ยงหว่านดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือ "ข้า ข้าปวดหัวเหลือเกิน เมื่อคืนข้าจำได้ว่าดื่มน้ำแกงของท่านแม่ แล้วก็"
"หุบปาก!" อาจูตวาดเสียงดัง ตัดบททันที "ใครอยากฟังเรื่องไร้สาระของเจ้า! รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ฮูหยินสั่งไว้ว่าต้องแต่งตัวให้เสร็จก่อนฤกษ์ส่งตัว อย่าชักช้า!"
อาจูเดินไปกระชากผ้าห่มออกจากตัวเสิ่นเซี่ยงหว่าน ลมหนาวพัดกรูเข้ามาทำให้นางต้องกอดอกสั่นเทา (แสร้งทำ)
"แต่ แต่ข้ายังมึนหัวอยู่เลย" นางเอกการละครเริ่มบีบน้ำตา"ข้าขอพักอีกสักหน่อยได้ไหม"
"พักกับผีน่ะสิ!" อาจูคว้าท่อนแขนผอมแห้งของเสิ่นเซี่ยงหว่านแล้วกระชากให้ลุกจากเตียงอย่างแรง จนร่างบางเซถลาเกือบจะล้มลงพื้น "เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร! เป็นฮองเฮาหรือไงถึงจะได้นอนตื่นสาย! วันนี้เจ้าต้องแต่งเข้าจวนอ๋อง ไปเป็นพระชายาตราตั้ง รู้ไว้ซะด้วยว่าเป็นวาสนาที่เจ้าไม่คู่ควร!"
อาจูลากเสิ่นเซี่ยงหว่านไปที่โต๊ะล้างหน้า กวักน้ำเย็นเฉียบในกะละมังเก่าๆ สาดใส่หน้าหญิงสาวอย่างจงใจ
ซ่า!
น้ำเย็นจัดปะทะใบหน้า ทำให้เสิ่นเซี่ยงหว่านสะดุ้งเฮือก (แม้ในใจจะก่นด่าบรรพบุรุษของอีกฝ่ายไปสิบรอบแล้ว) นางแสร้งทำเป็นสำลักน้ำและตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ
"หนาว หนาวเหลือเกิน พี่อาจู ข้าทำผิดอะไร ทำไมต้องรุนแรงกับข้าด้วย" นางร้องไห้สะอึกสะอื้น
"เลิกร้องไห้คร่ำครวญเสียที! น่ารำคาญ!" อาจูโยนผ้าเช็ดหน้าหยาบๆ ใส่หน้านาง "รีบเช็ดหน้าแล้วตามข้าไปที่เรือนใหญ่ ท่านเสนาบดีและฮูหยินรออยู่ อย่าให้ท่านต้องเสียเวลาเพราะตัวซวยอย่างเจ้า!"
เสิ่นเซี่ยงหว่านหยิบผ้าขึ้นมาซับหน้า ภายใต้ผ้าผืนนั้น ริมฝีปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครเห็น
'ทำไปเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ'
'หัวเราะทีหลังดังกว่าเสมอ'
นางแสร้งทำเป็นมือไม้สั่นด้วยความหวาดกลัว รีบเช็ดหน้าลวกๆ แล้วเดินก้มหน้าก้มตาตามหลังสาวใช้ร่างท้วมออกไปจากห้อง ท่าทางของนางดูเหมือนหญิงสาวขี้ขลาดตาขาวที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างสมบูรณ์แบบ
รุ่งเช้า สาวใช้เข้ามาปลุกด้วยท่าทางหยาบคาย เสิ่นเซี่ยงหว่านแสร้งทำเป็นตื่นมาด้วยความมึนงงและหวาดกลัวตามบทบาทเดิม