OSP เปิดแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 4–6% เดินหน้าขยาย 3 ธุรกิจหลักต่อเนื่อง ทุ่มงบ 400–500 ลบ. อัป Digital–AI
OSP วางเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต Mid Single Digit หรือราว 4-6% จากแรงหนุนขยายธุรกิจเครื่องดื่ม-Personal Care-ตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง เดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ยกระดับพอร์ตสู่กลุ่มพรีเมียม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางจัดจำหน่าย ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ยกระดับ Digital Technology และ AI เสริมศักยภาพองค์กร ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตระดับ Mid Single Digit หรือประมาณ 4-6% จากปีก่อน ผ่านการขับเคลื่อน 3 ธุรกิจหลัก คือ เครื่องดื่ม (Beverage) ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) โดยให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงง่ายผ่านกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ
สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัทจะตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดผ่านการผลักดันการเติบโตของแบรนด์หลักอย่าง M-150 ลิโพ เปปทีน และซีวิต โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งกลับมาทำกิจกรรมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบผ่าน M-Point และคอนเสิร์ต M-150 Empower Concert เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่
ในด้านการจัดจำหน่าย บริษัทยังคงยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายความครอบคลุมของ Traditional Trade เพิ่มศักยภาพของหน่วยรถ และพัฒนากลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงร้านค้าในชุมชนที่มีดีมานด์สูงให้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้ง Supermarket, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่
ส่วนกลุ่ม Personal Care แบรนด์เบบี้มายด์ (Babi Mild) ยังคงครองแชมป์ส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 และสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็กที่ 41.8% แม้อัตราการเกิดของเด็กในไทยจะลดลง แต่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ผ่านแบรนด์พรีเมียมอย่าง Ultra Mild ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่มุ่งเน้นความอ่อนโยน
รวมถึงการรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แชมพูสูตรไม่มีซิลิโคน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ได้รับรางวัล Best Selling ในร้านวัตสัน นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง อาทิ การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมียมและการส่ง XIT Pro Roll-on เข้าแข่งขันในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน
ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ บริษัทตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) นอกจากนี้ยังสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตร อาทิ การนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกในงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ตอกย้ำความพร้อมการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับสากล
นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา เปิดเผยทิศทางความแข็งแกร่งทางการเงินว่า ในปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์ ส่งผลให้ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่อบ่มเพาะ Talent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ
ในส่วนของสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่นั้น นางสาวมุกดา ให้มุมมองว่า ด้านต้นทุนพลังงานโอสถสภามีสัญญากับทางปตท. ทำให้ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน และราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 140–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลกระทบอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ราว 1-2% ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้