โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

OSP เปิดแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 4–6% เดินหน้าขยาย 3 ธุรกิจหลักต่อเนื่อง ทุ่มงบ 400–500 ลบ. อัป Digital–AI

Wealthy Thai

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 10.59 น.

OSP วางเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต Mid Single Digit หรือราว 4-6% จากแรงหนุนขยายธุรกิจเครื่องดื่ม-Personal Care-ตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง เดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ยกระดับพอร์ตสู่กลุ่มพรีเมียม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางจัดจำหน่าย ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ยกระดับ Digital Technology และ AI เสริมศักยภาพองค์กร ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตระดับ Mid Single Digit หรือประมาณ 4-6% จากปีก่อน ผ่านการขับเคลื่อน 3 ธุรกิจหลัก คือ เครื่องดื่ม (Beverage) ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) โดยให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงง่ายผ่านกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ
สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัทจะตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดผ่านการผลักดันการเติบโตของแบรนด์หลักอย่าง M-150 ลิโพ เปปทีน และซีวิต โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งกลับมาทำกิจกรรมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบผ่าน M-Point และคอนเสิร์ต M-150 Empower Concert เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่
ในด้านการจัดจำหน่าย บริษัทยังคงยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายความครอบคลุมของ Traditional Trade เพิ่มศักยภาพของหน่วยรถ และพัฒนากลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงร้านค้าในชุมชนที่มีดีมานด์สูงให้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้ง Supermarket, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่
ส่วนกลุ่ม Personal Care แบรนด์เบบี้มายด์ (Babi Mild) ยังคงครองแชมป์ส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 และสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็กที่ 41.8% แม้อัตราการเกิดของเด็กในไทยจะลดลง แต่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ผ่านแบรนด์พรีเมียมอย่าง Ultra Mild ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่มุ่งเน้นความอ่อนโยน
รวมถึงการรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แชมพูสูตรไม่มีซิลิโคน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ได้รับรางวัล Best Selling ในร้านวัตสัน นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง อาทิ การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมียมและการส่ง XIT Pro Roll-on เข้าแข่งขันในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน
ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ บริษัทตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) นอกจากนี้ยังสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตร อาทิ การนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกในงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ตอกย้ำความพร้อมการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับสากล
นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา เปิดเผยทิศทางความแข็งแกร่งทางการเงินว่า ในปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์ ส่งผลให้ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่อบ่มเพาะ Talent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ
ในส่วนของสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่นั้น นางสาวมุกดา ให้มุมมองว่า ด้านต้นทุนพลังงานโอสถสภามีสัญญากับทางปตท. ทำให้ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน และราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 140–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลกระทบอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ราว 1-2% ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...