เปิดแนวรบ SIRI 2026 เปิด 33 โครงการ 5.1 หมื่นล้าน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
"แสนสิริ" ปักธงรบปีม้าคะนอง เตรียมปล่อย 33 โครงการอสังหาแนวสูง-แนวราบ มูลค่า 5.1 หมื่นล้าน ชู 4 กลยุทธ์ปั้น New S-Curve-อัดฉีด 1,000 ล้านลงทุนธุรกิจใหม่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LOVE by Sansiri” เจาะเจริญนคร-ปูพรมกรุงเทพกรีฑาสร้าง Wellness Community มั่นใจรายได้โตแกร่ง แบ็กล็อกแน่น 1.9 หมื่นล้าน-ปันผลสูงยั่วใจนักลงทุน 10%
20 มกราคม 2569–ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องเผชิญกับ "Perfect Storm" ทั้งการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง น้ำท่วมใหญ่ ไปจนถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโลก แต่ "แสนสิริ" (SIRI) ยังคงรักษาตำแหน่งพญาอินทรีแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยกำไรสุทธิสูงสุดในอุตสาหกรรม (งวด 9 เดือนแรกปี 68) และอัตราเงินปันผลที่สูงถึง 10% จนกลายเป็นหุ้นขวัญใจนักลงทุน
ย่างเข้าสู่ปี 2569 แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะยังอยู่ในโหมด "ประคับประคองตัว" จากปัจจัยลบเรื่องหนี้ครัวเรือนและการคุมเข้มสินเชื่อของแบงก์ แต่ยักษ์ใหญ่รายนี้กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤต พร้อมกางโรดแมป "เติบโตอย่างยั่งยืน" ด้วยมูลค่าโครงการใหม่ทะลุ 5.1 หมื่นล้านบาท
ย้อนรอยปี 68: พลิกวิกฤต "Perfect Storm" สู่บัลลังก์เบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ฉายภาพความสำเร็จในปีที่ผ่านมาว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน หรือ "Perfect Storm" ตั้งแต่สถานการณ์ภัยธรรมชาติ สงครามชายแดน ไปจนถึงความผันผวนทางการเมืองจากการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลถึง 2 ครั้ง รวมถึงปัจจัยกดดันระดับโลกอย่างนโยบายของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่กระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่แสนสิริยังปิดปีด้วยยอดพรีเซล 5.1 หมื่นล้านบาท และมียอดโอนถึง 3.67 หมื่นล้านบาท
ในเชิงตัวเลขผลประกอบการ แสนสิริสามารถผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในแง่กำไรสุทธิเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 3,029 ล้านบาท จากรายได้รวม 23,670 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมทั้งปีสามารถปิดยอดขาย (Pre-sale) ได้ที่ 51,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เจาะลึกพอร์ตโฟลิโอ: คอนโดฯ ฟื้นตัวแรง-ชูพรีเมียมนำทัพ
หากพิจารณาตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะพบว่า "คอนโดมิเนียม" คือหัวหอกสำคัญที่ผลักดันการเติบโต โดยมียอดขายสูงถึง 25,000 ล้านบาท หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 35% ขณะที่กลุ่มโครงการแนวราบ (Housing) มียอดขายอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท แม้จะลดลง 17% ตามภาวะตลาดที่กำลังซื้อระดับกลางชะลอตัว แต่บริษัทยังสามารถ Sold Out โครงการไปได้รวมถึง 29 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 28,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ แสนสิริยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพอร์ตโครงการที่เปิดใหม่รวม 24 โครงการ มูลค่ารวม 52,000 ล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่กลุ่ม Premium สูงถึง 49% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (Real Demand) โดยกระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20% โดยเฉพาะใน "ภูเก็ต" ที่มีการเปิดตัวถึง 6 โครงการรวด เพื่อรับอานิสงส์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ
ฐานการเงินปึกแผ่น-ดีวิเดนด์ผลตอบแทนสูง
ความแข็งแกร่งของแสนสิริไม่ได้สะท้อนผ่านยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์รวมสูงถึง 148,426 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เห็นได้จากการออกหุ้นกู้ที่มียอดจองล้น (Over Subscribe) เกือบทุกครั้ง รวมถึงการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงที่ประมาณ 10%
"ยอดโอนรวมปี 68 ที่ 36,700 ล้านบาท และการสะสมความมั่งคั่ง (Wealth) ผ่านสินทรัพย์กว่าแสนล้าน คือรากฐานสำคัญที่ทำให้เราพร้อมรับมือกับความผันผวนในปีต่อไปได้อย่างมั่นคง" นายอุทัย กล่าวทิ้งท้าย
กางแผนปี 69: บุก 33 โครงการใหม่ เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”
สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2566 แสนสิริประกาศแผนเชิงรุกด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 16 Project มูลค่า 26,000 ล้านบาทครองสัดส่วน 51% บ้าน 17 โครงการมูลค่า 25,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสังเกตคือจำนวนโครงการที่เยอะขึ้นแต่มูลค่าโครงการใกล้เคียงเดิม นั่นหมายความว่าแสนสิริมีแผนที่จะเปิดโครงการที่มีมูลค่าโครงการไม่มากนักแต่จะกระจายมากขึ้น และจะโฟกัสตลาด medium สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 41% ขณะที่โครงการ Premium สัดส่วนจะอยู่ที่ 39% และ Atfordable 20% ซึ่ง 85% จะอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและอีก 15% เป็นโครงการในต่างจังหวัด
โดยวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจคือการเน้น "ยอดโอน" ซึ่งเปรียบเสมือนรายได้จริง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 39,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 6% แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 17,500 ล้านบาทและ บ้าน 21,500 ล้านบาท ขณะที่เป้ายอดขาย (Pre-sale) วางไว้ที่ 48,000 ล้านบาทจากคอนโดมิเนียม 23,000 ล้านบาทหรือ 48% และ บ้าน 25,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ต้องเน้นยอดขายที่มีคุณภาพ (Quality Sale)
"ปีนี้เราปรับยอดพรีเซลและยอดโอนให้สะท้อนความเป็นจริง โดยโฟกัสที่คุณภาพของยอดขายเป็นหลัก ที่สำคัญทั้ง 33 โครงการใหม่เรามีที่ดินในมือครบ 100% แล้ว พร้อมงบช้อปที่ดินใหม่อีก 2-3 พันล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอีก 2-3 ปีข้างหน้า" นายอุทัย ระบุ
เจาะกลยุทธ์แนวราบ: บุก "กรุงเทพกรีฑา" สร้างอาณาจักร Wellness 142 ไร่
ในกลุ่มโครงการแนวราบ แสนสิริวางแผนเปิดตัว 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท โดยหัวใจสำคัญคือการปรับดีไซน์ใหม่ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับลักชัวรีอย่าง นาราสิริ ไปจนถึง อณาสิริ พร้อมการทำตลาดเชิงลึกในกลุ่ม DINK (คู่รักไม่มีลูก) และ Silver Age (กลุ่มเกษียณสำราญ)
ไฮไลต์ที่ต้องจับตา:
- Sansiri Community แห่งใหม่: บนทำเลทอง "กรุงเทพกรีฑา" พื้นที่กว่า 142 ไร่ ปั้นให้เป็นคอมมูนิตี้ที่เน้น Health and Wellness ระดับมาตรฐานโลก
- พรีเซลลักชัวรี: เตรียมเปิดตัว "นาราสิริ บรมราชชนนี" และ "นาราสิริ วิคตอร์ กรุงเทพกรีฑา" ในเดือนมีนาคมนี้
- รุกตลาดท่องเที่ยว: ขยายพอร์ตโครงการแนวราบในภูเก็ตอย่างต่อเนื่องเพื่อรับดีมานด์ต่างชาติ
- แนวสูงฟื้นตัว: ส่งแบรนด์น้องใหม่ “LOVE by Sansiri” ชิงเค้กเจริญนคร
ด้านตลาดคอนโดมิเนียม แสนสิริส่งสัญญาณบุกหนักด้วยการเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท (คิดเป็น 51% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด) โดยเน้นสัดส่วนโครงการระดับ Medium 41% และ Premium 39% เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและมีความพร้อมในการโอน
ยุทธศาสตร์คอนโดมิเนียมปี 69:
- แบรนด์ใหม่ "LOVE by Sansiri": ประเดิมทำเลศักยภาพ "เจริญนคร" มูลค่ากว่า 6,300 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ มิตซุย ฟุโดซังฯ
- Revive Legend: การกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT รวมถึงตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ VIA ใน 3 ทำเลพร้อมอยู่
- 3 แกนหลักยกระดับการอยู่อาศัย: 1. Pets-Welcome: ขยายพอร์ตโครงการที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงเป็น 20 โครงการ 2. Well-being: เน้นสุขภาพผู้อยู่อาศัย 3. Sustainability: สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ยั่งยืน
สมรภูมิอสังหาฯ 69: รับมือหนี้ครัวเรือนพุ่ง ชี้ตลาดจ่อเข้าสู่ "จุดสมดุลใหม่"
ขณะที่ ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ ฉายภาพฟันเฟืองท้าทายที่ถาโถมเข้าสู่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 โดยระบุว่าตัวแปรที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ "ปัญหาหนี้ครัวเรือน" ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ในตลาดระดับกลางปรับตัวลดลงถึง 25% อย่างไรก็ตาม พบพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจคือ ความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้เลือนหายไป เพียงแต่เกิดการเปลี่ยนทิศทาง (Shift) ไปสู่ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องง่ายขึ้นหรือหันไปพึ่งพาตลาดบ้านมือสองแทน
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องเผชิญกับการ "ขันชะเนาะ" ของสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ (Credit Tightening) ทั้งในฝั่งผู้บริโภคและฝั่งผู้ประกอบการ (Project Loan) ซึ่งภูมิภักดิ์มองว่าสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนดาบสองคมที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมก้าวไปสู่ "จุดสมดุลใหม่" (New Equilibrium)
"เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวด ซัพพลายใหม่จะถูกเติมเข้ามาในตลาดน้อยลง เมื่อสินค้าในตลาดมีจำกัดแต่อุปสงค์ยังคงอยู่ อุตสาหกรรมจะเกิดการปรับฐานเข้าสู่จุดสมดุลในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว" นายภูมิภักดิ์ วิเคราะห์
ส่องปัจจัยบวก: อานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง-กลุ่มทุนต่างชาติ "พม่า-อินเดีย" ทะลัก
ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีสัญญาณบวกที่เข้ามาประคองตลาด โดยเฉพาะแนวโน้ม "อัตราดอกเบี้ยขาลง" ซึ่งจะส่งผลดีสองด้าน คือช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ให้กับผู้ประกอบการ และเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระให้กับผู้ซื้อบ้าน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายถิ่นฐาน (Relocation) ของชาวต่างชาติที่หนีผลกระทบจากไฟสงครามและปัญหาการเมืองในประเทศตนเอง
การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ:
- จีน: แม้เคยเป็น "เส้นเลือดใหญ่" แต่ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อลดน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจภายในของจีน
- กลุ่ม S-Curve ใหม่: พบดีมานด์ที่แข็งแกร่งขึ้นจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง อินเดีย และกลุ่มลูกค้าจาก อเมริกา ที่ขยับขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแทนที่ตลาดจีนเดิม
ภูมิภักดิ์ยังให้ความเห็นทิ้งท้ายถึงความหวังจากภาครัฐว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความพร้อมให้กับกำลังซื้อในประเทศให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
4 กลยุทธ์สู้ศึก: เมื่อหนี้ครัวเรือนพุ่ง แต่ Demand ยังอยู่
กลยุทธ์ "รุกและรับ" ของแสนสิริประกอบด้วย:
- รุกตลาดบน (Medium to Premium): บริหารสต็อกสินค้าพร้อมโอน (Ready to Move) ในระดับที่เหมาะสมเพื่อรักษาสภาพคล่อง
- ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1: ชูจุดแข็งเรื่อง Design และบริการหลังการขายจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24
- ปั้น New S-Curve: ขยายธุรกิจ "Crafted by Sansiri" (รับสร้างบ้าน) ตั้งเป้าโต 100% พร้อมจัดตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อดันสัดส่วนรายได้ Non-Real Estate เป็น 25% ภายใน 5 ปี
- พลังพันธมิตร (Joint Venture): ร่วมทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน (Balance Sheet Management)
สิ่งที่น่าสนใจคือเป้าหมายระยะยาวของแสนสิริที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มรายได้จากกลุ่มธุรกิจนอกอสังหาริมทรัพย์ให้มีสัดส่วน 25% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราวๆ 15%
“แสนสิริยังทำผลประกอบการได้ตามเป้าหมาย โดยเลือกเปิดโครงการใหม่ในตลาดที่สามารถไปต่อได้ มีเสถียรภาพประกอบการควบคุมระดับสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพส่งผลให้มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน นอกจากนี้ยังคงมองหาพันธมิตรใหม่และอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทไทยนอกตลาดหลักทรัพย์ในการร่วมทุน และเตรียมตั้ง Private ฟันมูลค่า 1,000 ล้านบาทเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆที่มีความเป็นไปได้หลายทางทั้งโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์ โดยในส่วนของธุรกิจใหม่จะมีการเปิดเผยในช่วงปลายไตรมาส 1 นี้ ”
นักวิเคราะห์มอง SIRI ยังเป็นหุ้น "Top Pick"
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงแนะนำ "ซื้อ" SIRI โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 1.76 บาทต่อหุ้น มองว่าการที่ SIRI มี Backlog ในมือสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท (รับรู้รายได้ในปีนี้ทันที 1 หมื่นล้านบาท) ประกอบกับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ 10 โครงการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวเร่งรายได้ที่สำคัญ