โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดแนวรบ SIRI 2026 เปิด 33 โครงการ 5.1 หมื่นล้าน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 มกราคม 2569 เวลา 0.25 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"แสนสิริ" ปักธงรบปีม้าคะนอง เตรียมปล่อย 33 โครงการอสังหาแนวสูง-แนวราบ มูลค่า 5.1 หมื่นล้าน ชู 4 กลยุทธ์ปั้น New S-Curve-อัดฉีด 1,000 ล้านลงทุนธุรกิจใหม่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LOVE by Sansiri” เจาะเจริญนคร-ปูพรมกรุงเทพกรีฑาสร้าง Wellness Community มั่นใจรายได้โตแกร่ง แบ็กล็อกแน่น 1.9 หมื่นล้าน-ปันผลสูงยั่วใจนักลงทุน 10%

20 มกราคม 2569–ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องเผชิญกับ "Perfect Storm" ทั้งการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง น้ำท่วมใหญ่ ไปจนถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโลก แต่ "แสนสิริ" (SIRI) ยังคงรักษาตำแหน่งพญาอินทรีแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยกำไรสุทธิสูงสุดในอุตสาหกรรม (งวด 9 เดือนแรกปี 68) และอัตราเงินปันผลที่สูงถึง 10% จนกลายเป็นหุ้นขวัญใจนักลงทุน

ย่างเข้าสู่ปี 2569 แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะยังอยู่ในโหมด "ประคับประคองตัว" จากปัจจัยลบเรื่องหนี้ครัวเรือนและการคุมเข้มสินเชื่อของแบงก์ แต่ยักษ์ใหญ่รายนี้กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤต พร้อมกางโรดแมป "เติบโตอย่างยั่งยืน" ด้วยมูลค่าโครงการใหม่ทะลุ 5.1 หมื่นล้านบาท

ย้อนรอยปี 68: พลิกวิกฤต "Perfect Storm" สู่บัลลังก์เบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ฉายภาพความสำเร็จในปีที่ผ่านมาว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน หรือ "Perfect Storm" ตั้งแต่สถานการณ์ภัยธรรมชาติ สงครามชายแดน ไปจนถึงความผันผวนทางการเมืองจากการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลถึง 2 ครั้ง รวมถึงปัจจัยกดดันระดับโลกอย่างนโยบายของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่กระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่แสนสิริยังปิดปีด้วยยอดพรีเซล 5.1 หมื่นล้านบาท และมียอดโอนถึง 3.67 หมื่นล้านบาท

ในเชิงตัวเลขผลประกอบการ แสนสิริสามารถผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในแง่กำไรสุทธิเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 3,029 ล้านบาท จากรายได้รวม 23,670 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมทั้งปีสามารถปิดยอดขาย (Pre-sale) ได้ที่ 51,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เจาะลึกพอร์ตโฟลิโอ: คอนโดฯ ฟื้นตัวแรง-ชูพรีเมียมนำทัพ

หากพิจารณาตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะพบว่า "คอนโดมิเนียม" คือหัวหอกสำคัญที่ผลักดันการเติบโต โดยมียอดขายสูงถึง 25,000 ล้านบาท หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 35% ขณะที่กลุ่มโครงการแนวราบ (Housing) มียอดขายอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท แม้จะลดลง 17% ตามภาวะตลาดที่กำลังซื้อระดับกลางชะลอตัว แต่บริษัทยังสามารถ Sold Out โครงการไปได้รวมถึง 29 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 28,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ แสนสิริยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพอร์ตโครงการที่เปิดใหม่รวม 24 โครงการ มูลค่ารวม 52,000 ล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่กลุ่ม Premium สูงถึง 49% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (Real Demand) โดยกระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20% โดยเฉพาะใน "ภูเก็ต" ที่มีการเปิดตัวถึง 6 โครงการรวด เพื่อรับอานิสงส์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ

ฐานการเงินปึกแผ่น-ดีวิเดนด์ผลตอบแทนสูง

ความแข็งแกร่งของแสนสิริไม่ได้สะท้อนผ่านยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์รวมสูงถึง 148,426 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เห็นได้จากการออกหุ้นกู้ที่มียอดจองล้น (Over Subscribe) เกือบทุกครั้ง รวมถึงการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงที่ประมาณ 10%

"ยอดโอนรวมปี 68 ที่ 36,700 ล้านบาท และการสะสมความมั่งคั่ง (Wealth) ผ่านสินทรัพย์กว่าแสนล้าน คือรากฐานสำคัญที่ทำให้เราพร้อมรับมือกับความผันผวนในปีต่อไปได้อย่างมั่นคง" นายอุทัย กล่าวทิ้งท้าย

กางแผนปี 69: บุก 33 โครงการใหม่ เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”

สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2566 แสนสิริประกาศแผนเชิงรุกด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 16 Project มูลค่า 26,000 ล้านบาทครองสัดส่วน 51% บ้าน 17 โครงการมูลค่า 25,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสังเกตคือจำนวนโครงการที่เยอะขึ้นแต่มูลค่าโครงการใกล้เคียงเดิม นั่นหมายความว่าแสนสิริมีแผนที่จะเปิดโครงการที่มีมูลค่าโครงการไม่มากนักแต่จะกระจายมากขึ้น และจะโฟกัสตลาด medium สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 41% ขณะที่โครงการ Premium สัดส่วนจะอยู่ที่ 39% และ Atfordable 20% ซึ่ง 85% จะอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและอีก 15% เป็นโครงการในต่างจังหวัด

โดยวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจคือการเน้น "ยอดโอน" ซึ่งเปรียบเสมือนรายได้จริง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 39,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 6% แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 17,500 ล้านบาทและ บ้าน 21,500 ล้านบาท ขณะที่เป้ายอดขาย (Pre-sale) วางไว้ที่ 48,000 ล้านบาทจากคอนโดมิเนียม 23,000 ล้านบาทหรือ 48% และ บ้าน 25,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ต้องเน้นยอดขายที่มีคุณภาพ (Quality Sale)

"ปีนี้เราปรับยอดพรีเซลและยอดโอนให้สะท้อนความเป็นจริง โดยโฟกัสที่คุณภาพของยอดขายเป็นหลัก ที่สำคัญทั้ง 33 โครงการใหม่เรามีที่ดินในมือครบ 100% แล้ว พร้อมงบช้อปที่ดินใหม่อีก 2-3 พันล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอีก 2-3 ปีข้างหน้า" นายอุทัย ระบุ

เจาะกลยุทธ์แนวราบ: บุก "กรุงเทพกรีฑา" สร้างอาณาจักร Wellness 142 ไร่

ในกลุ่มโครงการแนวราบ แสนสิริวางแผนเปิดตัว 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท โดยหัวใจสำคัญคือการปรับดีไซน์ใหม่ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับลักชัวรีอย่าง นาราสิริ ไปจนถึง อณาสิริ พร้อมการทำตลาดเชิงลึกในกลุ่ม DINK (คู่รักไม่มีลูก) และ Silver Age (กลุ่มเกษียณสำราญ)

ไฮไลต์ที่ต้องจับตา:

  • Sansiri Community แห่งใหม่: บนทำเลทอง "กรุงเทพกรีฑา" พื้นที่กว่า 142 ไร่ ปั้นให้เป็นคอมมูนิตี้ที่เน้น Health and Wellness ระดับมาตรฐานโลก
    • พรีเซลลักชัวรี: เตรียมเปิดตัว "นาราสิริ บรมราชชนนี" และ "นาราสิริ วิคตอร์ กรุงเทพกรีฑา" ในเดือนมีนาคมนี้
    • รุกตลาดท่องเที่ยว: ขยายพอร์ตโครงการแนวราบในภูเก็ตอย่างต่อเนื่องเพื่อรับดีมานด์ต่างชาติ
    • แนวสูงฟื้นตัว: ส่งแบรนด์น้องใหม่ “LOVE by Sansiri” ชิงเค้กเจริญนคร

ด้านตลาดคอนโดมิเนียม แสนสิริส่งสัญญาณบุกหนักด้วยการเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท (คิดเป็น 51% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด) โดยเน้นสัดส่วนโครงการระดับ Medium 41% และ Premium 39% เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและมีความพร้อมในการโอน

ยุทธศาสตร์คอนโดมิเนียมปี 69:

  • แบรนด์ใหม่ "LOVE by Sansiri": ประเดิมทำเลศักยภาพ "เจริญนคร" มูลค่ากว่า 6,300 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ มิตซุย ฟุโดซังฯ
    • Revive Legend: การกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT รวมถึงตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ VIA ใน 3 ทำเลพร้อมอยู่
    • 3 แกนหลักยกระดับการอยู่อาศัย: 1. Pets-Welcome: ขยายพอร์ตโครงการที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงเป็น 20 โครงการ 2. Well-being: เน้นสุขภาพผู้อยู่อาศัย 3. Sustainability: สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ยั่งยืน

สมรภูมิอสังหาฯ 69: รับมือหนี้ครัวเรือนพุ่ง ชี้ตลาดจ่อเข้าสู่ "จุดสมดุลใหม่"

ขณะที่ ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ ฉายภาพฟันเฟืองท้าทายที่ถาโถมเข้าสู่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 โดยระบุว่าตัวแปรที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ "ปัญหาหนี้ครัวเรือน" ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ในตลาดระดับกลางปรับตัวลดลงถึง 25% อย่างไรก็ตาม พบพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจคือ ความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้เลือนหายไป เพียงแต่เกิดการเปลี่ยนทิศทาง (Shift) ไปสู่ที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องง่ายขึ้นหรือหันไปพึ่งพาตลาดบ้านมือสองแทน

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องเผชิญกับการ "ขันชะเนาะ" ของสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ (Credit Tightening) ทั้งในฝั่งผู้บริโภคและฝั่งผู้ประกอบการ (Project Loan) ซึ่งภูมิภักดิ์มองว่าสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนดาบสองคมที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมก้าวไปสู่ "จุดสมดุลใหม่" (New Equilibrium)

"เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวด ซัพพลายใหม่จะถูกเติมเข้ามาในตลาดน้อยลง เมื่อสินค้าในตลาดมีจำกัดแต่อุปสงค์ยังคงอยู่ อุตสาหกรรมจะเกิดการปรับฐานเข้าสู่จุดสมดุลในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว" นายภูมิภักดิ์ วิเคราะห์

ส่องปัจจัยบวก: อานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง-กลุ่มทุนต่างชาติ "พม่า-อินเดีย" ทะลัก

ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีสัญญาณบวกที่เข้ามาประคองตลาด โดยเฉพาะแนวโน้ม "อัตราดอกเบี้ยขาลง" ซึ่งจะส่งผลดีสองด้าน คือช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ให้กับผู้ประกอบการ และเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระให้กับผู้ซื้อบ้าน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายถิ่นฐาน (Relocation) ของชาวต่างชาติที่หนีผลกระทบจากไฟสงครามและปัญหาการเมืองในประเทศตนเอง

การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ:

  • จีน: แม้เคยเป็น "เส้นเลือดใหญ่" แต่ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อลดน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจภายในของจีน
    • กลุ่ม S-Curve ใหม่: พบดีมานด์ที่แข็งแกร่งขึ้นจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง อินเดีย และกลุ่มลูกค้าจาก อเมริกา ที่ขยับขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแทนที่ตลาดจีนเดิม

ภูมิภักดิ์ยังให้ความเห็นทิ้งท้ายถึงความหวังจากภาครัฐว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความพร้อมให้กับกำลังซื้อในประเทศให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

4 กลยุทธ์สู้ศึก: เมื่อหนี้ครัวเรือนพุ่ง แต่ Demand ยังอยู่

กลยุทธ์ "รุกและรับ" ของแสนสิริประกอบด้วย:

  • รุกตลาดบน (Medium to Premium): บริหารสต็อกสินค้าพร้อมโอน (Ready to Move) ในระดับที่เหมาะสมเพื่อรักษาสภาพคล่อง
    • ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1: ชูจุดแข็งเรื่อง Design และบริการหลังการขายจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24
    • ปั้น New S-Curve: ขยายธุรกิจ "Crafted by Sansiri" (รับสร้างบ้าน) ตั้งเป้าโต 100% พร้อมจัดตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อดันสัดส่วนรายได้ Non-Real Estate เป็น 25% ภายใน 5 ปี
    • พลังพันธมิตร (Joint Venture): ร่วมทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน (Balance Sheet Management)

สิ่งที่น่าสนใจคือเป้าหมายระยะยาวของแสนสิริที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มรายได้จากกลุ่มธุรกิจนอกอสังหาริมทรัพย์ให้มีสัดส่วน 25% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราวๆ 15%

“แสนสิริยังทำผลประกอบการได้ตามเป้าหมาย โดยเลือกเปิดโครงการใหม่ในตลาดที่สามารถไปต่อได้ มีเสถียรภาพประกอบการควบคุมระดับสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพส่งผลให้มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน นอกจากนี้ยังคงมองหาพันธมิตรใหม่และอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทไทยนอกตลาดหลักทรัพย์ในการร่วมทุน และเตรียมตั้ง Private ฟันมูลค่า 1,000 ล้านบาทเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆที่มีความเป็นไปได้หลายทางทั้งโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์ โดยในส่วนของธุรกิจใหม่จะมีการเปิดเผยในช่วงปลายไตรมาส 1 นี้ ”

นักวิเคราะห์มอง SIRI ยังเป็นหุ้น "Top Pick"

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงแนะนำ "ซื้อ" SIRI โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 1.76 บาทต่อหุ้น มองว่าการที่ SIRI มี Backlog ในมือสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท (รับรู้รายได้ในปีนี้ทันที 1 หมื่นล้านบาท) ประกอบกับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ 10 โครงการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวเร่งรายได้ที่สำคัญ

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...