สส.ไทบ้าน ทำงานอินเตอร์ คุยกับ กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี ถึงการเมืองจริงใจ แบบฉบับ ‘ไทรวมพลัง’
“สส.บ้านนอกเป็นแบบนี้…เซ้าก็ไทรวมพลัง แลงก็ไทรวมพลัง ดึกๆ ก็ไทรวมพลัง”
อุบลฯ 4 สุราษฎร์ฯ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ 1… ไม่ใช่โพย แต่คือจำนวนเก้าอี้ ที่พรรคซึ่งถูกจำกัดความว่าขนาดเล็ก อย่าง ไทรวมพลัง คว้ามาได้ในการเลือกตั้ง 2569 นี้
และอาจเป็นการปิดตำนาน ‘ไม่ได้มาเอาตำแหน่ง มาเอาตำนาน’ ที่หัวหน้าพรรค กังฟู – วสวรรธน์ พวงพรศรี เคยลั่นไว้จนกลายเป็นมีมการเมืองช่วงปี 2566 หลังมีเสียงเล่าอ้างว่า โควต้ารัฐมนตรีช่วย 1 เก้าอี้ อยู่ไม่ไกลเสียแล้ว ถึงล่าสุด 25 ก.พ. จะยังไม่มีนัดหมายตั้งโต๊ะ และ วสวรรธน์ ย้ำเรื่องรอความชัดเจนให้เกียรติพรรคอันดับหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง
จากพรรคที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ขนาดเล็ก’ แต่อยู่รอดได้ในกระดานการเมืองที่เข้มข้นเขี้ยวลากดิน ทำให้ไทรวมพลังกลายเป็นพรรคที่ชวนสงสัย ว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อย่างไรกันแน่ และคงไม่มีใครให้คำตอบนี้ได้ดีหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง
เช้า-เย็น-ค่ำ ต้องเห็นหน้าไทรวมพลัง
“เราเป็นพรรคเล็กนอกกระแส คนที่เลือกเรามาเขาเอิ้นอีหยัง เอิ้นมีโตตนอยู่แล้ว มีที่ไปที่มา คนที่เลือกเรามา เขาอยู่ตรงไหนผมรู้เลย”
ในรายการ TODAY LIVE จากสำนักข่าวทูเดย์ วสวรรธน์ เล่าย้ำอยู่หลายครั้งว่า ‘การเมืองแบบบ้านๆ’ เป็นจุดแข็งของพวกเขา เริ่มต้นจากความเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียง อีกทั้งการปฏิบัติต้องนำก่อน ทฤษฎีค่อยตาม
. วสวรรธน์ ไม่ปฏิเสธว่า ความถนัดและอิทธิพลของการทำงานเชิงพื้นที่ มีส่วนมาจากครั้งเป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งใกล้ชิดชาวบ้านจนรู้ปัญหา และเข้าใจความต้องการ อย่างกรณีความขัดแย้งชายแดน ชาวบ้านไม่มีทางรู้ว่า MOU43-44 คืออะไร เขารู้เพียงปัญหากัมพูชายังเผาป่า และบุกรุกมาหลายสิบปี หน้าที่ของเขาจึงต้องสื่อสารให้ชัดเจน
“สส.บ้านอกเป็นแบบนี้…เซ้าก็ไทรวมพลัง แลงก็ไทรวมพลัง ดึกๆ ก็ไทรวมพลัง”
ไม่ว่าจะเช้า-เย็น-ค่ำ วสวรรธน์ ย้ำว่าชาวบ้านจะนึกถึงทีมไทรวมพลัง ถึงทำให้โทรศัพท์ของเขาไม่เคยปฏิเสธสายที่โทรมา ต่อให้ไม่สะดวกก็ต้องมีผู้ช่วย สำนักงานก็ต้องรับเรื่องชาวบ้าน
โดยเฉพาะช่วงที่ความขัดแย้งชายแดนสูง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของผู้แทนไทรวมพลัง ได้รับผลกระทบลากยาวมาตั้งแต่ ก.พ. 2568
วสวรรธน์ ยอมรับว่า ศึกษามาจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ และอดีตพรรคก้าวไกล ที่ใช้วิธีการคัดสรรสมาชิกที่ไม่จำเป็นต้องมีชื่อ ขอเพียงตั้งใจ มีอุดมการณ์ร่วมกันจริง ไม่ขายตัว ไม่เป็นงูเห่า ไม่ทรยศ ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านใหญ่ สุดท้ายพรรคก็จะโตและยั่งยืน
ในฐานะนักการเมืองวัยย่าง 33 ปี วสวรรธน์ มองว่า การทำการเมืองแบบนี้จะทำให้ประชาชนมีทางเลือก
“สส. ต่างจังหวัด ยังไงก็ต้องทำแบบนี้ รู้สึกภูมิใจนะ ที่ทำในแบบฉบับของเรา ทำแบบไทบ้าน แต่มีวิธีคิดรูปแบบการทำแบบอินเตอร์ ดีใจที่อย่างน้อยเราพัฒนาจากตัวเรา อัตลักษณ์ของเรา”
วสวรรธน์ เล่าว่า ชุดความคิด สส. ต้องทำกฎหมาย นั่นคือ บทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่มันมีบทบาทแฝงของ ‘ผู้แทน’ อย่างที่คนอีสานนิยมเรียกนักการเมืองว่า ‘ผู้แทน’ เพื่อหวังให้พูดแทน และทำแทน
“ช่วงเวลาที่เขามีความสุขอาจไม่ต้องไป งานบุญ งานเปิดหมอลำ แต่ช่วงเวลาที่เขาเดือดร้อนต้องเห็นหน้าเราก่อน เรื่องถนนหนทาง น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง สิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุ ยาเสพติด”
เผชิญข้อครหาโหนชายแดน
อย่างที่ทราบว่า 4 พื้นที่ซึ่งไทรวมพลังคว้ามาได้ อยู่ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จึงทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าชัยชนะรอบนี้ เป็นผลมาจากความขัดแย้งชายแดน วสวรรธน์ เล่าว่า เขาใช้เวลาเกือบ 24 ชม. นอนชายแดนในช่วงสถานการณ์หนักๆ ด้วยจุดยืนว่าเห็นประโยชน์ของอธิปไตยไทย และที่นั่นคือ ‘บ้าน’
“บ้านผมอยู่ตรงนั้น ทหารอยู่ได้หรือไม่ได้ มีผลกระทบกับผมโดยตรง เพราะบ้านผมห่างจากช่องอานม้า แค่ 10 กม.”
วสวรรธน์ มองว่า ไม่ใช่ สส.ทุกคนจะเป็นรัฐบาลแต่ต้องชื่นชมทุกคน ที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ในการสะท้อนปัญหาของประชาชน เพราะบางครั้งฝ่ายบริหารไม่ได้มีอำนาจตรง ไทยมี ‘รัฐราชการ’ ที่กลายเป็นรอยต่อในการทำงาน
ยกตัวอย่าง ระเบิดตกใส่บ้านของชาวบ้าน แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถเบิกจ่ายงบฉุกเฉินได้ แถมยังเป็นการช่วยเหลือที่ต้องเป็นไปตามตัวอักษร ที่ไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนจริง
วสวรรธน์ กล่าวว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งที่เสียหายหนัก แต่ได้รับการช่วยเหลือค่าซ่อมบ้าน ที่ไม่ได้รวมโครงเหล็ก กรอบประตู รวมไปถึง หม้อ ไห จาน ที่เป็นอุปกรณ์เลี้ยงชีพ สุดท้ายก็ต้องพึ่งพิงงบนอกระบบ ทั้งเงินบริจาค สภากาชาด รวมถึงเงินวัด เช่นเดียวกับศูนย์อพยพที่ใช้พื้นที่วัด เมื่อลูกบิดประตูพังเสียหาย ยังต้องไปขอเงินเจ้าอาวาส รวมถึงปั๊มน้ำมันที่ระเบิดก็ได้ค่าซ่อมแค่บางส่วน ขณะที่ผู้เช่ากลับยังรอการช่วยเหลือ
“แง่มุมของ พรบ.งบประมาณฯ ที่เงินจำกัด และใช้ไม่ได้เพราะผิดระเบียบหลวง”
นี่ยังไม่รวมค่าเบี้ยเลี้ยงทหารแนวหน้า ทั้งหมดเป็นปัญหาโครงสร้างที่ กระจายให้แต่อำนาจเงินไม่มี
ทั้งหมดนี้ในฐานะผู้แทน วสวรรธน์ จะไม่มีวันรับรู้ได้เลย หากไม่ทำงานอย่างจริงจังในพื้นที่ เขาถึงได้ย้ำถึงแนวคิดทำงานท้องถิ่นให้แน่น บนพื้นฐานรักบ้านเกิด ซึ่งกลายเป็นวิธีการหนึ่งของการคว้าชัยในสนามการเมือง จ.สุราษฎร์ธานี เช่นกัน
วิ่งหาอำนาจ ไทรวมพลังจะไม่ทำ
อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า การร่วมรัฐบาลของพรรคไทรวมพลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดถึงไม่ประกาศตัวตั้งแต่ต้นอย่างเช่นพรรคอื่น ก็ได้รับการเฉยจากวสวรรธน์
หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวว่า การตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ ต้องถามคนในพื้นที่ และผ่านมติของกรรมการบริหารพรรค
“เรามองว่านโยบายของเรา มีความคล้าย และตรงกับทางพรรคภูมิใจไทย…มีนโยบายหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ค่อนข้างตรงกัน”
ทว่า พรรคให้ความสำคัญกับ ‘มารยาททางการเมือง’ และ ‘รักษาคำพูด’
“ประตูบานนี้ ประตูไทรวมพลังในการร่วมรัฐบาล เราก็เปิด แต่เปิดแล้ว ขอให้มาเคาะหรือมาที่หน้าประตู ถ้าให้ผมวิ่งออกไปนอกประตู ไปหา หรือโทรให้ร่วมได้ไหม เอาตำแหน่งมาหน่อย ไปขอ วิ่งหาอำนาจเราจะไม่ทำ”
วสวรรธน์ ย้ำว่า ปี 2569 แล้ว พรรคการเมืองจะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ต้องมีความจริงใจ ถ้าภูมิใจไทยเมตตาก็ยินดี และสามารถทำงานได้กับทุกพรรค ยินดียกมือให้ทุกพรรคที่มีนโยบายเพื่อประชาชน
“ฐานะพรรคการเมืองพรรคเล็ก ถึงแม้มี 6 เสียง แต่อยากเป็น 6 เสียงที่มีคุณค่า มีคุณภาพ ที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นงูเห่า ไม่เคยขายตัว”
วสวรรธน์ มองว่า การรวมกลุ่มเพื่อต่อรอง ถือเป็นการเมืองแบบเก่า ที่ประชาชนรู้จึงไม่อยากให้เป็นแบบนั้น “ภูมิใจไทยเองก็เมตตาเราในการที่จะโทรมา แต่การที่จะบอกว่า ‘เชิญ’ เราเองก็ยังรอโทรศัพท์อยู่ เราไม่ได้เร่งนะครับ”
วสวรรธน์ ยังย้อนเล่าถึงครั้งปี 2566 ที่ไปเซ็น MOU โหวตพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อเป็นนายกฯ และ พูดไปว่า ‘ผมไม่ได้มาเอาตำแหน่ง มาเอาตำนาน’ เขาได้รับผิดชอบคำพูดดังกล่าวมาตลอด
“ผมผ่านการตั้งรัฐบาลมาหลายรอบแล้ว ถ้าการไปพูดอะไรมัดตัวเอง การที่รีบไปทันที พรรคต้องรับผิดชอบ”
คงต้องรอติดตามว่า คำพูดที่ชาวบ้านฝากถึงว่าที่ นายกฯ อย่าง “ฝากบอกหน่อยเด้อ ขั้นไปร่วมกับเพิน ติดหนี้แม่อยู่เด้อหมื่นนึง” จะเกิดขึ้นในวันใดกัน