โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลยกคำร้องอัยการ ทรัพย์ "ทนายตั้ม" คดีเจ๊อ้อย ไม่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน!

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 05.40 น. • RS PCL
ศาลยกคำร้องอัยการ ขอให้ทรัพย์ “ทนายตั้ม” ตกเป็นของแผ่นดิน เหตุไม่อาจฟังได้ว่าทนายตั้มมีพฤติการณ์ฉ้อโกง ด้านทนายสายหยุด ชี้ยังพิสูจน์ความผิดไม่ได้ ยึดทรัพย์ตอนนี้อาจไม่เป็นธรรม ขณะที่อัยการยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน

วันที่ 24 ก.พ. 2569 มีรายงานว่า ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู อดีตทนายความของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ให้ความเห็นทางกฎหมาย กรณีศาลยกคำร้องที่อัยการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยระบุว่า อัยการยื่นคำร้องเร็วเกินไป เพราะคดีอาญาหลักในข้อหาฉ้อโกงยังไม่ได้มีคำพิพากษา และมีกำหนดสืบพยานในเดือนมีนาคมนี้ ศาลเห็นว่า เมื่อคดีอาญายังไม่สิ้นสุดและยังไม่ชัดเจนว่ามีความผิดหรือไม่ จึงยังไม่สามารถสั่งยึดทรัพย์ได้และมีคำสั่งยกคำร้อง

ส่วนทรัพย์ที่ยึดมาได้ประกอบด้วย เงินในบัญชีกว่า 20 ล้านบาท บ้านมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และรถยนต์หรู ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการยื่นคำร้องตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ศาลแพ่งพิจารณาแล้วว่าคดีอาญาที่เป็นคดีหลักยังไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถตัดสินคดีแพ่งยึดทรัพย์ก่อนได้ ถ้าผิดคดีอาญาฉ้อโกงจริง ทรัพย์ก็ต้องตกเป็นของแผ่นดินอยู่แล้วเป็นปกติธุระ แต่ตนเคยบอกมาตลอดว่าคดีของทนายตั้มไม่เข้าข่ายฉ้อโกงเป็นปกติธุระ เพราะทนายตั้มโกงแค่เจ๊อ้อยคนเดียว แต่เป็นการโกงหลายครั้ง มองว่าเป็นต่างกรรมต่างวาระ พร้อมยกตัวอย่างในคดีของตี่ลี่ฮวงจุ้ยที่โกงเงินคนเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ศาลก็เลยมองว่าทนายตั้มยังไม่ได้ทำผิดตามคดีอาญาจึงยังไม่ยึดทรัพย์

เมื่อถามว่าถ้าหากในอนาคตคำพิพากษาออกมาแล้วว่าทนายตั้มมีความผิดจริงทรัพย์จะต้องถูกยึดอยู่แล้วใช่หรือไม่ ทนายสายหยุด ตอบว่า ถ้าในคดีอาญาศาลพิพากษาสั่งให้คืนทรัพย์ หรือใช้ราคาเหมือนการที่ไปขโมยของคนอื่นมาศาลบอกให้คืนของ ถ้าคืนไม่ได้ก็ให้ชำระเป็นเงินแทน เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มันไม่ใช่ตามกฎหมายฟอกเงิน แต่ที่ยกคำร้องครั้งนี้เป็นกฎหมายฟอกเงิน

โดยปกติต้องอายัดทรัพย์สินไว้ก่อนชั่วคราว ยังไม่ต้องพิพากษา รอให้สืบคดีอาญาในเดือน มี.ค. ให้จบก่อน แล้วค่อยมาดูว่าจะยึดหรือไม่ยึด

ทนายสายหยุด บอกอีกว่า คดีแพ่งมีการสืบพยานไม่ได้เต็มรูปแบบเหมือนคดีอาญา ในคดีอาญามีการสืบพยาน 40-50 ปาก แต่ในคดีแพ่งใช้พยานไม่เกิน 2-3 ปาก หนึ่งในนั้น คือพนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน ปปง. ร้อยเวร และบุคคลภายนอกอีก 1 คน ซึ่งใช้พยานน้อยกว่าคดีอาญา โดยในคดีอาญาพยานทุกคนจะต้องมาพิสูจน์ว่าทนายตั้มกระทำความผิดจริงหรือไม่ แต่คดีแพ่งจะมีเจ้าหน้าที่ ปปง. เข้ามาวิเคราะห์ จึงพิสูจน์ความผิดทางอาญาไม่ได้ ถ้าพิสูจน์ความผิดทางอาญาไม่ได้ก็ไม่สามารถไปยึดทรัพย์เขาได้ เพราะว่ามันไม่เป็นธรรมกับเขา ถ้าสุดท้ายทนายตั้มชนะคดีอาญา แล้วไปยึดทรัพย์เขา เขาก็จะตกเป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม อัยการยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งในคดีแพ่งภายใน 30 วัน และสามารถยื่นฎีกาได้ตามขั้นตอนกฎหมาย คดีนี้จึงยังต้องติดตามผลการสืบพยานในเดือนมีนาคม 2569 และคาดว่าจะมีการนัดอ่านคำพิพากษาในเดือนพฤษภาคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...