เร่งเครื่องการเมืองไทย
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข
สถานการณ์โลกตึงเครียด จากการสู้รบในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ 28 ก.พ. ต่อเนื่องมาถึงต้นเดือน มี.ค.
อิหร่าน คู่สงครามของสหรัฐและอิสราเอล แม้สูญเสียผู้นำไปชุดใหญ่ แต่ยังพยายามตอบโต้แบบไม่ถอย
กลายเป็นสงครามดุเดือด ทำลายล้าง ที่เกิดขึ้นกลางแหล่งพลังงานของโลก ผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ จึงกว้างขวางและหนักหน่วง
ประเทศไทยในฐานะที่นำเข้าน้ำมัน และก๊าซจำนวนมาก ถือว่าอยู่ในกลุ่มผู้รับผลกระทบลำดับต้น ๆ ของโลก
วันสองวันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาบอกว่า สงครามใกล้จบแล้ว แต่ก็ฮึ่มอิหร่านว่า หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐจะจัดหนักเป็น 20 เท่า
ท่าทีของนายทรัมป์ทำให้ราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นดีดตัว
แต่ยังวางใจอะไรไม่ได้ เพราะการสู้รบยังไม่ยุติ อาจจะเบาลงหรือแรงหรือหนักขึ้นได้เหมือนกัน
สำหรับประเทศไทย มีการเลือกตั้ง และทำประชามติรัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ 8 ก.พ. ใช้เวลานับคะแนน รับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เกือบ 1 เดือน
ในกรอบเวลา 60 วัน กกต.ต้องรับรอง สส.ให้ครบทั้งสภา หรืออย่างน้อย 95% หรือ 465 คน จากทั้งหมด 500 คน เพื่อจะได้ไปประชุม ไปทำหน้าที่สภา
อยู่ ๆ เกิดสงคราม จึงมีเสียงเรียกร้องให้ กกต.เร่งรัด รับรอง สส. จะได้มีสภาไปทำหน้าที่
โดยเฉพาะการโหวตรับรองบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี จากแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคต่าง ๆ แจ้งต่อกกต.เอาไว้
ถึงตอนนี้ สภามี สส.ที่ผ่านการรับรองเกิน 95% จะมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรก 14 มี.ค.นี้
จากนั้น 15 มี.ค. ตรงกับวันอาทิตย์ สภาจะประชุมเพื่อเลือกประธานสภา รองประธานสภา
แล้ววันพฤหัสฯที่ 19 มี.ค. จะเป็นการประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ
ถ้าเป็นไปตามนี้ เท่ากับใช้เวลาเดือนเศษ ๆ กว่าจะมีสส. มีประธานสภา มีนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี จากการลงมติของสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 19 มี.ค. ต้องไปรีบจัด ครม. ตั้งรัฐบาล เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเข้าบริหารงานต่อไป
การจัด ครม.คงไม่ยุ่งยากมาก เพราะพรรคอันดับ 1 ได้ สส. 191 คน ทิ้งขาดพรรคอื่น ๆ ไปไกล มีอำนาจต่อรองสูง พอจะทุบโต๊ะได้ในหลาย ๆ เรื่อง
ครม.ใหม่ คงผสมระหว่างเก่ากับใหม่ อย่างทีมเศรษฐกิจจะเป็นทีมเดิมจากช่วงรัฐบาล MOA
มีผลงานประคับประคองที่ดีจากปลายปี และไตรมาสแรกของปีนี้ ระดับที่บอกว่า เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มมาแล้ว
มาเจอ “โจทย์ใหม่” จากตะวันออกกลาง ก็ต้องพลิกตำรารับมือกันต่อไป
แต่ก็มีเวลาเตรียมตัว คิดค้นนโยบายอยู่พอสมควร
ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ มีทั้งขยับตำแหน่งอย่าง กระทรวงกลาโหม และคนเก่ารับหน้าที่ต่อไปอย่าง กระทรวงยุติธรรม
หรือบางกระทรวงมีพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ไป
และจะมีการผ่าตัด แยกและรวมกระทรวงใหม่ อาทิ กระทรวงการท่องเที่่ยวกับการพัฒนาสังคม โดยแยกกระทรวงกีฬาออกไป
ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจและธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ทิศทางจากนี้ไป คือการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ที่กล่าวกันว่าจะวิกฤตกันยาวพอสมควร
เรื่องพลังงานสีเขียว พลังงานหมุนเวียน จะมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น
น่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตอยู่พอสมควร
ครม.เอง ประชุมเมื่ออังคารที่ผ่านมา ถอดสูท ลดแอร์ในห้องประชุมกันแล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เร่งเครื่องการเมืองไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net