ซีอีโอ BRANDi ชูแนวคิด Sustainomy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน
ซีอีโอ BRANDi ชี้ วิสัยทัศน์ผู้นำและการปรับกระบวนทัศน์ คือหัวใจสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิด Sustainomy
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 - นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies เผยวิสัยทัศน์ในวงเสวนาเศรษฐกิจ ในงาน FUTUREADY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระบุการเร่งปรับกระบวนทัศน์ (Mindset Shift) ของผู้นำคือปัจจัยชี้ขาดในการนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตฟองสบู่และสร้างความเติบโตที่สมดุล ผ่านกลยุทธ์ "Sustainomy"
ซึ่งปัจจุบันระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ AI Bubble, Crypto Bubble และ Debt Bubble ซึ่งการตัดสินใจส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนั้น ภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) จำเป็นต้องมี "การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์" (Logic Shift) เพื่อมองภาพในระยะยาวให้ชัดเจนขึ้น
โดยปัญหาใหญ่คือระบบเศรษฐกิจและการตัดสินใจส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือผลกำไรระยะสั้นเท่านั้น การจะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ได้ ผู้นำองค์กรและผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) จำเป็นต้องมี "Mindset Shift" หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางความคิด เพื่อมองเห็นภาพรวมในระยะยาวที่กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะการมีแรงจูงใจจากภายใน (Internal Incentive) ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้คงอยู่ยาวนานกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง
"ผู้นำในยุคปัจจุบันจะตัดสินใจล่าช้าไม่ได้ และต้องมีแรงจูงใจจากภายใน (Internal Incentive) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ยั่งยืนกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง วิสัยทัศน์ของผู้นำจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะมีการใช้มาตรการจูงใจใดๆ"
ชู " Sustainomy"
ผสานการเติบโตและอนาคตที่ยั่งยืนเป็นเนื้อเดียว
แนวคิด Sustainomy คือหัวใจหลักที่ถูกนำเสนอเพื่อเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยหลอมรวม การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) และ อนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Future) ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้
1. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาส :
ปรับมุมมองว่าการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระทางการเงิน แต่คือโอกาสใหม่ในการเติบโตผ่านมุมมองสู่ 4P (Profit, People, Planet, Peace) โดยนอกเหนือจากกำไรและโลก นายปิยะชาติให้ความสำคัญกับ "Peace" (สันติภาพและความมั่นคง) โดยระบุว่า P - Peace คือ P ตัวที่ 4 ที่ถูกเพิ่มเข้ามานอกเหนือจาก Profit, People และ Planet
นายปิยะชาติชี้ว่าในโลกที่ขัดแย้ง "สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาฟรี" องค์กรและประเทศต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ "ปลอดภัยและไว้วางใจได้" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
2. การออกแบบโครงสร้างทุนใหม่ด้วยกรอบ 4D :
- Define : ค้นหาต้นทุนและทรัพยากรที่แท้จริง
- Develop : พัฒนาห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
- Distribute : กระจายความแข็งแกร่งสู่กลุ่ม SMEs เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสู่การสร้าง "แบรนด์เนม"
- Deploy : เชื่อมโยงกลไกระดับมหภาคและจุลภาคเข้าด้วยกันเพื่อสร้างตลาดใหม่
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการลงทุนใน "ทุนระบบนิเวศ" (Ecosystem Capital) เช่น ทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติ โดยยกตัวอย่างภาคการท่องเที่ยวไทยที่ความสำเร็จมาจาก "ระบบนิเวศการบริการ" ซึ่งเป็นประสบการณ์รวมที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ทันทีแต่เป็นรากฐานการแข่งขันที่สำคัญ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงแนวคิด"การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม" ในการก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว โดยต้องมีมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเปลี่ยนรูปแบบการทำ CSR จากบนลงล่าง เป็นการสร้างโจทย์ร่วมกับชุมชน (Co-development) เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจทางนวัตกรรม (Decentralization of Innovation)
แนวทาง คือ ผู้นำองค์กรต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ใช้เพียงมาตรวัดกำไร-ขาดทุนแบบเดิม แต่ต้องมีมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือพลังงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะ และกลับเข้าสู่ระบบการทำงานใหม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยนจากการทำ CSR แบบยัดเยียด เป็นการสร้างโจทย์ร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจทางนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายปิยะชาติชี้ว่าการสร้าง "แบรนด์เนม" คือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรหรือสินค้าท้องถิ่น เช่น ข้าว หรือ ผ้าพันคอ สามารถยกระดับราคาและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ นายปิยะชาติยกโมเดลของประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่าง โดยชี้ว่าไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" มาเป็นการสร้าง "แบรนด์เนม" ให้กับสินค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลไม้ หรือสินค้าหัตถกรรม
- เพิ่มมูลค่า : แบรนด์เนมช่วยให้ตั้งราคาได้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป
- สร้างภาพลักษณ์ : เช่น แบรนด์ "ดอยคำ" ที่ไม่ได้ขายแค่ผลผลิต แต่ขายคุณภาพชีวิตและสุขภาพ
- เสถียรภาพ : การมีแบรนด์เล็กๆ ที่แข็งแกร่งจำนวนมาก จะกลายเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและแข่งขันได้บนเวทีสากล
"ความท้าทายของประเทศไทยบนเวทีโลก คือการกล้าตั้งคำถามและสร้างการพูดคุยเชิงบวกจากภายในประเทศ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นและยืนหยัดได้อย่างสง่างามในระดับสากล" นายปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย