โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีอีโอ BRANDi ชูแนวคิด Sustainomy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.54 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ซีอีโอ BRANDi ชี้ วิสัยทัศน์ผู้นำและการปรับกระบวนทัศน์ คือหัวใจสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิด Sustainomy

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 - นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies เผยวิสัยทัศน์ในวงเสวนาเศรษฐกิจ ในงาน FUTUREADY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระบุการเร่งปรับกระบวนทัศน์ (Mindset Shift) ของผู้นำคือปัจจัยชี้ขาดในการนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตฟองสบู่และสร้างความเติบโตที่สมดุล ผ่านกลยุทธ์ "Sustainomy"

ซึ่งปัจจุบันระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ AI Bubble, Crypto Bubble และ Debt Bubble ซึ่งการตัดสินใจส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนั้น ภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) จำเป็นต้องมี "การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์" (Logic Shift) เพื่อมองภาพในระยะยาวให้ชัดเจนขึ้น

โดยปัญหาใหญ่คือระบบเศรษฐกิจและการตัดสินใจส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือผลกำไรระยะสั้นเท่านั้น การจะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ได้ ผู้นำองค์กรและผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) จำเป็นต้องมี "Mindset Shift" หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางความคิด เพื่อมองเห็นภาพรวมในระยะยาวที่กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะการมีแรงจูงใจจากภายใน (Internal Incentive) ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้คงอยู่ยาวนานกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง

"ผู้นำในยุคปัจจุบันจะตัดสินใจล่าช้าไม่ได้ และต้องมีแรงจูงใจจากภายใน (Internal Incentive) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ยั่งยืนกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง วิสัยทัศน์ของผู้นำจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะมีการใช้มาตรการจูงใจใดๆ"

ชู " Sustainomy"

ผสานการเติบโตและอนาคตที่ยั่งยืนเป็นเนื้อเดียว

แนวคิด Sustainomy คือหัวใจหลักที่ถูกนำเสนอเพื่อเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยหลอมรวม การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) และ อนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Future) ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้

1. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาส :

ปรับมุมมองว่าการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระทางการเงิน แต่คือโอกาสใหม่ในการเติบโตผ่านมุมมองสู่ 4P (Profit, People, Planet, Peace) โดยนอกเหนือจากกำไรและโลก นายปิยะชาติให้ความสำคัญกับ "Peace" (สันติภาพและความมั่นคง) โดยระบุว่า P - Peace คือ P ตัวที่ 4 ที่ถูกเพิ่มเข้ามานอกเหนือจาก Profit, People และ Planet

นายปิยะชาติชี้ว่าในโลกที่ขัดแย้ง "สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาฟรี" องค์กรและประเทศต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ "ปลอดภัยและไว้วางใจได้" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

2. การออกแบบโครงสร้างทุนใหม่ด้วยกรอบ 4D :

  • Define : ค้นหาต้นทุนและทรัพยากรที่แท้จริง
  • Develop : พัฒนาห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • Distribute : กระจายความแข็งแกร่งสู่กลุ่ม SMEs เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสู่การสร้าง "แบรนด์เนม"
  • Deploy : เชื่อมโยงกลไกระดับมหภาคและจุลภาคเข้าด้วยกันเพื่อสร้างตลาดใหม่

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการลงทุนใน "ทุนระบบนิเวศ" (Ecosystem Capital) เช่น ทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติ โดยยกตัวอย่างภาคการท่องเที่ยวไทยที่ความสำเร็จมาจาก "ระบบนิเวศการบริการ" ซึ่งเป็นประสบการณ์รวมที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ทันทีแต่เป็นรากฐานการแข่งขันที่สำคัญ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงแนวคิด"การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม" ในการก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว โดยต้องมีมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเปลี่ยนรูปแบบการทำ CSR จากบนลงล่าง เป็นการสร้างโจทย์ร่วมกับชุมชน (Co-development) เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจทางนวัตกรรม (Decentralization of Innovation)

แนวทาง คือ ผู้นำองค์กรต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ใช้เพียงมาตรวัดกำไร-ขาดทุนแบบเดิม แต่ต้องมีมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือพลังงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะ และกลับเข้าสู่ระบบการทำงานใหม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยนจากการทำ CSR แบบยัดเยียด เป็นการสร้างโจทย์ร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจทางนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายปิยะชาติชี้ว่าการสร้าง "แบรนด์เนม" คือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรหรือสินค้าท้องถิ่น เช่น ข้าว หรือ ผ้าพันคอ สามารถยกระดับราคาและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ นายปิยะชาติยกโมเดลของประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่าง โดยชี้ว่าไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" มาเป็นการสร้าง "แบรนด์เนม" ให้กับสินค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลไม้ หรือสินค้าหัตถกรรม

  • เพิ่มมูลค่า : แบรนด์เนมช่วยให้ตั้งราคาได้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป
  • สร้างภาพลักษณ์ : เช่น แบรนด์ "ดอยคำ" ที่ไม่ได้ขายแค่ผลผลิต แต่ขายคุณภาพชีวิตและสุขภาพ
  • เสถียรภาพ : การมีแบรนด์เล็กๆ ที่แข็งแกร่งจำนวนมาก จะกลายเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและแข่งขันได้บนเวทีสากล

"ความท้าทายของประเทศไทยบนเวทีโลก คือการกล้าตั้งคำถามและสร้างการพูดคุยเชิงบวกจากภายในประเทศ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นและยืนหยัดได้อย่างสง่างามในระดับสากล" นายปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...