โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิจัยเผยผลศึกษา ฝุ่นPM2.5 ในกทม.-ปริมณฑล มีโลหะหนัก7ตัว ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

JS100

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 08.03 น. • JS100:จส.100
นักวิจัยเผยผลศึกษา ฝุ่นPM2.5 ในกทม.-ปริมณฑล มีโลหะหนัก7ตัว ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ดร.พญ.ภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาที่เรื้อรัง เป็นมานานหลายปี เกิดขึ้นในช่วงเดิมของทุก ๆ ปี และยังแก้ไม่ได้ คือ PM 2.5 แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ ‘โลหะหนัก’ และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) หรือกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิดที่เกิดจากการเผาไหม้ ที่เกาะอยู่ใน PM 2.5 ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

การศึกษาของทีมวิจัยนำสถานีวัดฝุ่นไปตั้งไว้ตลอดปีที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีก 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี, และปทุมธานี ซึ่งสาเหตุที่ทำการศึกษา 6 จังหวัดนี้ เพราะแต่เดิม ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นภาคเหนือ แต่ปัญหา PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลการศึกษาจากการเก็บตัวอย่างฝุ่นโลหะหนักทั้งหมด 2,282 ตัวอย่าง พบว่าชนิดโลหะหนักที่เกาะใน PM2.5 บริเวณกรุงเทพและปริมณฑล ที่ก่อให้เกิดมะเร็งมากที่สุดคือ Arsenic และ Hexavalent chromium

โลหะหนักทั้ง 2 ตัวนี้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดอยู่ในกลุ่ม IARC Class 1 คือมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ เช่นเดียวกับ Benzo [a] pyrene (BaP) ในกลุ่ม PAHs ที่พบว่าเกาะอยู่ใน PM 2.5 มากที่สุด

จากผลการศึกษา จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร มีโอกาสเกิดมะเร็งในประชากรสูงประมาณ 4 เท่าของมาตรฐานที่ยอมรับได้ของ US EPA (สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา) เนื่องจาก สองจังหวัดดังกล่าวเป็นบริเวณที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นกว่าจังหวัดอื่น ๆ จึงมีค่าความเสี่ยงการเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศค่อนข้างสูง

จังหวัดที่น้อยที่สุด คือนครปฐม โดยตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์กับพื้นที่สีเขียวอาจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะนครปฐมมีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดใน 6 จังหวัดที่ทำการศึกษา

ผลการศึกษานี้ คือทุก ๆ คนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีคนที่มีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก อายุ 0-6 ขวบ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยผลจากมลพิษทางอากาศ 1 ล้านคน ตาม มาตรฐานขั้นต่ำของ US EPA ควรจะยอมรับได้ที่มีคนเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศแค่ 1 คน แต่ผลการศึกษานี้คือ 4 เท่า แค่ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่ากลุ่ม PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโลหะหนักถึง 7 ตัว ที่ทำให้เกิดมะเร็ง โดย 6 ตัวนอกจากตะกั่ว ไม่มีกฎหมายบังคับเป็นรายชนิด ในขณะที่องค์การอนามัยโลก ยุโรป สหรัฐอเมริกา มีตรงนี้หมด นี่เป็นจุดสำคัญที่ไทยต้องมีการผลักดันกันต่อ เพื่อกฎหมายที่ปลอดภัยขึ้นของประชาชนทุกคน

ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครอง PM 2.5 ที่เป็นฝุ่นภาพรวม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการบังคับตั้งเกณฑ์เข้มขึ้น โดยค่ามาตรฐานใหม่ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในบรรยากาศทั่วไป ถูกปรับให้มีความเข้มข้นขึ้น จากเดิมต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. สำหรับค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี จาก 25 มคก./ลบ.ม. ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม ขณะที่เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2564 กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม. และเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 5 มคก./ลบ.ม. จะเห็นว่าเกณฑ์เข้มงวดกว่าของไทยมาก

ทิศทางที่ประเทศควรเดินต่อ คืออย่ามองแค่การกำหนดค่าความปลอดภัยของ PM 2.5 ที่ต่ำกว่า 25 หรือว่าเฉลี่ย 37.5 ต่อ 24 ชั่วโมง แต่ควรมองไปถึงการบังคับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น จะป้องกันประชากรไม่ให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้นเท่าไหร่

พ.ร.บ. อากาศสะอาดเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะผลักดัน เพราะการศึกษานั้นพร้อมแล้ว มีคำตอบแล้วว่าปริมาณโลหะหนัก หรือสารตัวไหนที่ก่อให้เกิดมะเร็งบ้าง ตอนนี้ขาดแต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น

#ฝุ่นPM

#สารก่อมะเร็งในฝุ่นPM

Cr:Hfocus

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...