โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ ถ้าจะลงทุน Rare Earth แร่เชิงยุทธศาสตร์ กำหนดมหาอำนาจโลก

Finnomena

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 08.28 น. • Finnomena Funds

Rare Earth คือ แร่หายากที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Metals)

เป็นหัวใจของเทคโนโลยีอนาคต เพราะ Rare Earth Elements เป็นกลุ่มธาตุโลหะ 17 ตัว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย และถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น Semiconductor, Robotics, Defense และมีตัวที่สำคัญ เช่น

  • Neodymium (Nd) มีสมบัติความเป็นแม่เหล็ก (Magnetic) จากโครงสร้างอะตอม ทำให้ถูกนำไปใช้สร้างเป็นแม่เหล็กในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ EV, กังหันลม, ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์
  • Praseodymium (Pr) เป็นโลหะ Rare Earth ที่มักจะพบคู่กันกับ Neodymium ในธรรมชาติ เนื่องจากโลหะทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติทางอะตอมที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งการแยกโลหะทั้งสองชนิดออกจากกัน มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น การผลิตแม่เหล็กในปัจจุบันจึงเลือกใช้ NdPr เป็นสารตั้งต้นหลัก
  • Lanthanum (La) ในรูปแบบของ Lanthanum Oxide (La2O3) มีคุณสมบัติการหักเหแสงที่สูงแต่กระจายแสงต่ำ ถูกนำไปใช้ในการผลิตเลนส์สำหรับกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์มือถือ
  • Dysprosium (Dy) มีสมบัติ Magnetic รวมกับ Thermal Stability ที่ทำให้คงสถานะความเป็นแม่เหล็กได้แม้อยู่ในอุณหภูมิที่สูง ทำให้ถูกนำใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
NdPr Price กำลังเพิ่มขึ้น

Lithium การเติบโตที่คู่มากับ Rare Earth

ถึงแม้จะไม่ใช่ Rare Earth แต่ Lithium ก็เป็นหนึ่งในแร่โลหะยุทธศาสตร์ (Strategic Metals) ที่มีการใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะใน EV Batteries และ Smart Phone

Lithium สามารถขุดได้ในหลายทวีปทั่วโลก แต่กำลังการผลิตโลหะสำเร็จรูปส่วนใหญ่อยู่ที่จีน ทำให้หลายประเทศเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต Lithium เพื่อลดการพึ่งพาจีน

Lithium Price กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แรงหนุนราคา Rare Earth จากความต้องการในภาคอุตสาหกรรม

ราคาแร่ Rare Earth และ Lithium กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฝั่ง Demand ยังเติบโตไม่หยุด คาดการณ์ว่าความต้องการ NdPr Oxide (ใช้ทำแม่เหล็กถาวรในมอเตอร์ EV) จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 34 ล้านคันในปี 2030

เช่นเดียวกับราคา Lithium ที่กำลังเพิ่มขึ้นไปพร้อมกับการเติบโตของความต้องการ Lithium-ion Battery ทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

แรงหนุนราคา Rare Earth จากนโยบายรัฐและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

ปัจจุบันจีนครองตลาดการผลิต Rare Earth และ Lithium ส่วนใหญ่ ทำให้กลุ่มประเทศ G7 เช่น สหรัฐฯ, ยุโรป, ออสเตรเลีย พยายามลดการพึ่งพาจีน โดยการอัดฉีดเงินสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างมหาศาล

  • สหรัฐฯ มีนโยบายประกันราคา (Price Floor): รัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายประกันราคาขั้นต่ำแร่ NdPr ที่ $110/kg และมีโครงการ “Project Vault” มูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับเป็นคลังสำรองแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน ลดความผันผวนของราคาและปัญหาการขาดแคลนสินค้า
  • ยุโรปมีแผน RESourceEU: มีเป้าหมายลดการพึ่งพาจีนลงสูงสุด 50% ภายในปี 2029 สำหรับห่วงโซ่คุณค่าในกลุ่ม แบตเตอรี่, แร่หายาก และวัตถุดิบด้านป้องกันประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์
  • ออสเตรเลียเตรียมทุ่มงบ $800 ล้าน ในโครงการคลังสำรองแร่ธาตุยุทธศาสตร์: โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ กับ Antimony, Gallium และ Rare Earth ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด, ไฮเทค และยุทโธปกรณ์ทางทหารระดับสูง ซึ่งรัฐบาลจะเข้าซื้อสิทธิในแร่ธาตุที่ผลิตได้ในออสเตรเลียเพื่อนำมาสำรองไว้ และจะขายสิทธิต่อให้กับประเทศพันธมิตรข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply Constraint)

การสร้างเหมืองใหม่แร่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากต้องใช้เวลาเฉลี่ยยาวนานถึง 16.3 ปี ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดทำได้ช้าและยาก ส่งผลให้ราคาแร่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น

ประกอบกับการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งทำให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวขึ้น

Lead time สำหรับเหมืองแร่โลหะใช้เวลานาน เฉลี่ย 16.3 ปี

โอกาสลงทุนในกองทุน Rare Earth

REMX หรือ VanEck Rare Earth and Strategic Metals ETF เป็นกองทุนที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับการผลิต สกัด และรีไซเคิลแร่ธาตุหายากกลุ่ม Rare Earths และแร่โลหะยุทธศาสตร์ (Strategic Metals) อื่น ๆ เช่น Lithium, Titanium, Tungsten โดยจะลงทุนอ้างอิงตามดัชนี MVIS®Global Rare Earth/Strategic Metals Index

ปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 30 ตัว และมี Top Holding อาทิ

  • Albemarle ผู้ผลิต Lithium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • China Northern Rare Earth Group ผู้ผลิตแร่ Rare Earth ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Lynas Rare Earth ผู้ผลิตแร่ Rare Earth ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย
  • Xiamen Tungsten ผู้ผลิต Tungsten
  • MP Materials เจ้าของ Mountain Pass ซึ่งเป็นเหมือง Rare Earth แห่งเดียวในสหรัฐฯ

หุ้นในพอร์ตลงทุนหลายตัวมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไร (Forward EPS Growth) ในระดับสูง เช่น MP Materials ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 127.5% ในช่วงปี 2026-2027

การลงทุนใน REMX ETF จึงน่าสนใจเพราะเป็นธีมการลงทุนที่ล้อไปกับ Tech War และ Green Energy Transition โดยมีรัฐบาลมหาอำนาจช่วยหนุนหลังเพื่อความมั่นคงของชาติ

ปัจจุบันมีกองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก REMX ETF ได้แก่

ONE-RAREEARTH และ DAOL-RARE

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าวก่อนลงทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...