28 Years Later: The Bone Temple รีวิว ถ้าอยากให้เป็นพระเจ้าก็จะเป็นให้
28 Years Later: The Bone Temple คือภาคต่อที่เราจะไม่ได้เห็นความเป็นหนังซอมบี้อีกต่อไป ซึ่งจะพูดแบบก็อาจจะไม่เชิง เพราะตัวหนังเล่าเรื่องโลกที่ไปไกลกว่าเรื่องซอมบี้ที่เราติดตามในภาคเก่า ๆ ไปเสียแล้ว และภาคนี้ก็เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากภาพยนตร์ 28 Years Later (2025) แบบต่อเนื่อง เอาเป็นว่าใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องดูภาคที่แล้วกันเสียหน่อย
Related articles
มหาเวทย์ผนึกมาร เดอะมูฟวี่ รีวิว: มหาสงคราม จากชิบูย่า สู่จรดลล้างบาง
Shelter คลั่งนรกหลบตาย รีวิว: ภารกิจหนีตายของอดีตนักฆ่าและปกป้องเด็กสาวกลางนรกคลั่ง
28 Years Later: The Bone Temple Lifestyle Asia rating: 4/5
ประเภท: สยองขวัญ, ระทึกขวัญ, จิตวิทยา
นักแสดงนำ:
- Jack O’Connell รับบท Sir jimmy Crystal
- Alfie Williams รับบท Spike
- Ralph Fiennes รับบท Dr. Kelson
- Connor Newall รับบท Jimmy Shite
- Erin Kellyman รับบท Jimmy Ink
- Maura Bird รับบท Jimmy Jonesผู้กำกับ: Nia DaCosta
เวลา: 1 ชั่วโมง 49 นาที
ดูได้ที่ไหน: ทุกโรงภาพยนตร์
ดูได้เมื่อไหร่: 5 กุมภาพันธ์ 2026
สิ่งที่เราชอบใน 28 Years Later: The Bone Temple
หนังซอมบี้ชุดนี้กลายเป็นหนังไม่ต้องยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมตั้งแต่ยุคอดีตแล้ว เพราะในเมื่อโลกในหนังมันก็ล่มสลายมาหลายปีแล้ว คนที่เพิ่งเกิดมาก็คงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักสิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่ในความรับรู้ของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งก็นับเป็นความสนุกไปอีกแบบของหนังเรื่องนี้ แต่แฟนรุ่นที่เก่าที่ตามมาจากภาคแรกบางคนอาจจะรู้สึกตะหงิดนิด ๆ จากเนื้อหาของภาพยนตร์ที่มีความเปลี่ยนไป
หนังที่มีรากฐานมาจากซอมบี้วิ่ง 10 x 100 กลายเป็นหนังที่คุณไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะมาไม้ไหน โดยกลายเป็นเจอกลุ่มคนเพี้ยนที่ศรัทธาในลัทธิซาตานหรือแม้แต่เป็นพระเจ้าในความคิดของพวกเขา แต่แค่จะบอกเหล่าซอมบี้คุณก็ยังเห็นเป็นส่วนประกอบของเรื่อง อีกทั้งดันกลายเป็นซอมบี้เสียอีก ที่เปรียบเสมือนหนทางใหม่และเส้นทางใหม่ของมนุษย์บางกลุ่มเสียด้วยซ้ำ เพราะ ราล์ฟ ไฟน์ส (Ralph Fiennes) ผู้รับบทหมอ เอียน เคลสัน กลายเป็นผู้ค้นหายาอะไรสักอย่างให้เหล่าซอมบี้ กลายเป็นเพื่อนแก้เหงาไปเสียอย่างนั้น ทำให้หนังสยดสยองกลายเป็นหนังน่ารักไปในบัดดล แต่แน่นอนก็ยังมีฉากสยองที่เราคุ้นเคยอยู่ไม่ได้ทิ้งลายนี้ไปไว้ไหน ทั้งเลือดสาดและน่ากลัวยังมีให้เราเห็นอยู่
จริง ๆ หนังแทบไม่ได้ทำให้เราคาดเดาอะไรมากกว่านี้ นี่แหละความสนุกของหนังภาคนี้ และช่วงท้ายของหนังคือความบ้าบอและสนุกสุด ๆ ที่มีคนที่ตั้งตัวเองกลายเป็น สมมติเทพ เพื่อทำทีให้อีกฝ่ายพอใจ ทั้งที่ในใจฉันนี่ชอบวิทยาศาสตร์นะ กลายเป็นฉากสุดพีคของเรื่องไปเลย ซึ่งเราอยากให้คุณได้เข้าไปดูเองดีกว่า
สิ่งที่เราไม่ค่อยชอบ
ต้องออกตัวก่อนเลยว่าส่วนตัวผู้เขียนอยู่ในข่ายที่ชอบ แต่คิดว่าน่าจะมีแฟนเก่า ๆ ของภาพยนตร์ชุดนี้คงไม่ชอบใจ เพราะจากเป็นหนังซอมบี้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้สื่อบันเทิงยุคหลังหลายเรื่อง กลายเป็นหนังปรัชญาและความบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งก็กลายเป็นใครชอบก็ชอบเลย ใครไม่ชอบก็ไม่อยากจะดูต่ออีกแล้ว
แต่เราอยากจะอยากจะบอกท้ายเรื่องก็อาจจะมีสิ่งยังผูกกับต้นกำเนิดอยู่ แม้คุณจะไม่ชอบแต่เชื่อผู้กำกับคงจะต้องหาทางรอดให้กับหนังชุดนี้ไปต่อได้ ไม่มากก็น้อย
เรื่องย่อ
หนังเรื่องนี้คือภาคต่อที่ทิ้งห่างจากจุดเริ่มต้นเกือบสามทศวรรษ โลกไม่ได้มีเพียงแค่การหนีเอาตัวรอดจากผู้ติดเชื้ออีกต่อไป แต่คือการเผชิญหน้ากับ “สันดานดิบ” ของมนุษย์ที่สร้างอารยธรรมวิปริตขึ้นมาใหม่ และการค้นพบที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติไปตลอดกาล
ลัทธิชุดวอร์มและการปกครองด้วยความกลัว เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการเดินทางของ สไปก์ (Spike) ผู้รอดชีวิตที่ต้องซมซานมาพบกับกลุ่ม “The Fingers” นำโดย จิมมี คริสตัล ชายผู้บ้าคลั่งที่สถาปนาตนเองเป็นบุตรของซาตาน ลัทธินี้สร้างภาพจำที่น่าสะพรึงกลัวด้วยการสวมชุดวอร์มและวิกผมบลอนด์ ออกอาละวาดปกครองผู้คนด้วยความป่าเถื่อน สไปก์ถูกบีบให้เข้าสู่บททดสอบที่ไร้มนุษยธรรมเพื่อพิสูจน์ความภักดี สะท้อนให้เห็นว่าในวันที่กฎหมายล่มสลาย “ความเชื่อที่บิดเบี้ยว” กลับกลายเป็นอาวุธที่อันตรายยิ่งกว่าไวรัส
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Hero & Featured Photo Credit: Sony Pictures via Facebook
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.