โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำมั่นผู้นำโลก "COP26" ทุกประเทศมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 07.55 น.
ที่มา : UNFCCC

การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties : UNFCCC COP)

เป็นการประชุมเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ และใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดเป็นประจำทุกปี ยกเว้นปี 2020 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

กระทั่งถึงปี 2021 จึงกลับมาจัดงานอีกครั้ง สำหรับครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-12 พฤศจิกายน 2564 เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ในเครือสหราชอาณาจักร

โดยมีผู้นำทั่วโลกทั้งจากประเทศพัฒนา และกำลังพัฒนากว่า 120 ประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 25,000 คน และนักเคลื่อนไหวหลายพันคนเข้าร่วมประชุม

UN กางแผน 5 ข้อ รักษ์โลก

“อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่านับตั้งแต่มีข้อตกลงปารีสเมื่อ 6 ปีผ่านมา โดยปีนี้นับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ทั้งยังมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นจำนวนมากจากฝีมือมนุษย์ โดยผ่านการทำธุรกิจในหลากหลายประเภท จนทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำนวนมาก กระทั่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกกับโลกใบนี้อย่างไม่น่าให้อภัย

“ผลเช่นนี้ จึงนับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องผลักดันให้มนุษยชาติหยุดทำลายโลกใบนี้ ไม่เช่นนั้นจะหายนะมากกว่านี้ ที่สำคัญ อาจส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

“อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” จึงเสนอ 5 แนวทางออกสำหรับแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนดังนี้

หนึ่ง เวลาพูดว่า “พอ” เราต้องหยุดที่จะทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปฏิบัติต่อธรรมชาติเหมือนอย่างของไร้ค่า การเผาไหม้ การขุดเจาะน้ำมันที่ลึกลงเรื่อย ๆ

เพราะตอนนี้น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายมากขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็น 2 เท่าจากเมื่อ 30 ปีก่อน และป่าฝนอเมซอนก็ปล่อยคาร์บอนออกมามากกว่าที่เคยดูดซับได้

สอง รักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงถึง 1.5 องศาเซลเซียส ทุกประเทศต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง และลดลง 45 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 ซึ่งควรจะนำการดำเนินงานโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว

เช่น ประเทศ G20 เนื่องจากพวกเขาเป็นตัวแทนของการปล่อยมลพิษประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ทุกประเทศจะต้องทบทวนแผน และนโยบายด้านสภาพอากาศระดับชาติของตนอีกครั้ง ไม่ใช่ทุก ๆ 5 ปี แต่เป็นทุกปี

สาม ปกป้องชุมชนที่เปราะบาง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีผู้คนเกือบ 4 พันล้านคนประสบภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ และความหายนะที่จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น

จึงต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า ผู้บริจาคทุกคนต้องจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนด้านสภาพอากาศครึ่งหนึ่ง โดยระดมเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนามาต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สี่ สร้างความสามัคคี ระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (least developed countries : LDCs)

และประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่กำลังพัฒนา (small island developing states : SIDS) พวกเขาต้องการเงินทุนโดยด่วน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้น

ห้า สร้างความคืบหน้า เพราะหลายประเทศให้คำมั่นที่น่าเชื่อถือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษ (2050) ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนระหว่างประเทศในธุรกิจถ่านหินลดลง และกว่า 700 เมืองทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ความเป็นกลางของคาร์บอน

“กองทัพปฏิบัติการด้านสภาพอากาศจะต้องนำโดยคนหนุ่ม-สาว เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มากกว่า และมีเสียงที่ดังกว่าในการเรียกร้องการแก้ปัญหาต่าง ๆ และผมพร้อมจะยืนเคียงข้างพวกเขา”

อังกฤษชวนมุ่งสู่เป้าหมาย

“บอริส จอห์นสัน” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่ามีเพียง 12 ชาติในกลุ่ม G20 เท่านั้นที่ตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือก่อนหน้านั้น

และแทบจะไม่ถึงครึ่งของประเทศในกลุ่ม G20 ที่ส่งแผนงาน nationally determined contribution (NDC) ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้ว นับตั้งแต่ร่วมลงนามในความตกลงปารีสเมื่อปี 2015

นอกจากนั้น พวกเรายังล้มเหลวในการระดมเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา

“มนุษยชาติไม่มีเวลาเหลือแล้วที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จำต้องลงมือเดี๋ยวนี้ โดย COP26 เป็นช่วงเวลาที่พวกเราต้องมาร่วมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง และต้องทำให้บรรลุเป้าหมาย”

“แต่ละประเทศต้องสนับสนุนการยกเลิกการใช้พลังงานถ่านหิน และการขนส่งที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพวกเราทุกคนที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย”

สหรัฐชี้ Net Zero ปี 2050

“โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้แต่ละประเทศสูญเสียสิ่งมีชีวิต และเงินหลายล้านดอลลาร์ แต่การรวมตัวกันของผู้นำที่เมืองกลาสโกว์ครั้งนี้

จะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความทะเยอทะยาน และนวัตกรรมเพื่อรักษาอนาคตร่วมกันของพวกเรา ซึ่งผู้นำโลกสามารถช่วยรักษาเป้าหมายในการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส หากร่วมมือกันและทำการตกลงกัน

“สหรัฐอเมริกาจะประกาศข้อผูกพันใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อระดมการดำเนินการ ซึ่งจะรวมถึงมาตรการด้านการเกษตร น้ำมันและก๊าซ และป่าไม้ ที่ป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2050”

จีนมุ่งสู่พลังงานสีเขียว

ส่วนสาธารณรัฐประชาชนจีนถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหญ่ที่สุดในโลก จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ต่างจับตามองในการประชุม COP26 ครั้งนี้

แต่ทว่า “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนกลับไม่ได้เข้าร่วมประชุม COP26 เมืองกลาสโกว์ ทั้งยังเป็นผู้นำระดับโลกเพียงคนเดียวที่กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมในรูปแบบลายลักษณ์อักษร

โดยเขาเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วให้การสนับสนุนเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาทำงานได้ดีขึ้นในการจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและทุกฝ่ายต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง

“จีนจะเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสีเขียว และคาร์บอนต่ำ พัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง วางแผนสร้างลมขนาดใหญ่ และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ และขอเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ สร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิ่งแวดล้อม

และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และปกป้องการดำรงชีวิตของประชาชน”

“ประเทศเศรษฐกิจหลักควรเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องนี้ โดยสมาชิก G20 ควรเป็นผู้นำในการส่งเสริม และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และประเทศที่พัฒนาแล้วควรปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจังในการจัดหาเงินทุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา”

ไทยเสนอเป้าหมาย NAMA

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมพิธีเปิด และขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม

โดยกล่าวว่าไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก และพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ ทุกภาคส่วน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

“แม้ว่าประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.72 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก แต่กลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยจึงกำหนดเป้าหมาย NAMA (nationallyappropriate mitigation action)

ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และขนส่งอย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี 2020

แต่ในปี 2019 ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 17 ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 2 เท่า และก่อนเวลาที่กำหนดไว้มากกว่า 1 ปี”

“ประเทศไทยพร้อมจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในหรือก่อนหน้าปี 2065

ด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงิน และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศและกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญา”

นับว่าภารกิจการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหน้าที่ของทุกคน และในฐานะผู้นำโลกต้องมีบทบาทในการผลักดันให้ประชาชนร่วมสู้กับปัญหานี้ และสร้างการสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายซ่อมแซมโลกในเวลาที่จำกัดให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...