โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

มาตรฐานสินค้า TIS (มอก.), UL, FCC, CE, RoHs, FDA คืออะไร ? แตกต่างกันมั้ย ?

Thaiware

อัพเดต 17 พ.ย. 2564 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 02.00 น. • Talil
มาตรฐานสินค้า TIS (มอก.), UL, FCC, CE, RoHs, FDA คืออะไร ? แตกต่างกันมั้ย ? มาทำความรู้จักกับเครื่องหมายสินค้าพวกนี้กัน จำเป็น ต่อการเลือกซื้อสินค้าสักตัว

มาตรฐานสินค้า TIS (มอก.), UL, FCC, CE, RoHs, FDA คืออะไร ? แตกต่างกันมั้ย ?

เวลาซื้อสินค้า และ คุณเห็นสัญลักษณ์ เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ บนฉลาก คุณอาจจะสงสัยว่าความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นมันรับรองเรื่องอะไรในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งในบทความนี้เราก็ได้รวบรวมเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่พบเห็นได้บ่อย ๆ อย่าง TIS (มอก.), UL, FCC, CE, RoHs, FDA มาฝากไว้ อยากให้ทุกคนลองศึกษาไปพร้อมกันว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ?

เนื้อหาภายในบทความ

  • TIS - มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย (มอก.)
  • UL - มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง
  • FCC - มาตรฐานสำหรับความปลอดภัยบนอุปกรณ์สื่อสาร
  • CE - มาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป 
  • RoHS - มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • FDA - มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ฯ

TIS - มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย (มอก.)

มอก. ย่อมาจาก มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Thai Industrial Satandard) ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ผลิต ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติที่สำคัญ วัสดุที่ใช้ผลิต ขนาดที่เหมาะสม รวมถึงวิธีการทดสอบที่ผ่านการรับรองแล้ว โดยข้อกำหนดเหล่านั้นจะครอบคลุมสินค้าในชีวิตประจำวันหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภท โภคภัณฑ์ ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร วัสดุก่อสร้าง เครื่องหอม สิ่งทอ เป็นต้น

ซึ่งสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก. จะได้รับโลโก้กับเลขที่ มอก. ระบุอยู่บนตัวสินค้า ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้งานได้จริง มีความปลอดภัย และ สมราคา โดยเครื่องหมายของ มอก. จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป

เครื่องหมาย มอก. มาตรฐานทั่วไป

เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ยื่นขอเครื่องหมายสามารถสมัครใจขอการรับรองเพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดได้ ซึ่งก็จะได้ความเชื่อมั่นกับลูกค้าด้วย เช่น อาหาร, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ 

เครื่องหมาย มอก. มาตรฐานบังคับ

สำหรับตัวเครื่องหมายมาตรฐานบังคับ จะครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นต้องมีมาตรฐาน มอก. มารับรอง เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคไม่ปลอดภัย และ เกิดความเสียหายต่อภาพรวม เช่น สายไฟฟ้า ถังดับเพลิง หมวกกันน็อค รถยนต์ หรืออุปกรณ์เซฟตี้ต่าง ๆ เป็นต้น 

เครื่องหมายอื่น ๆ ของ มอก.

นอกจากเครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป และ เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ มอก. ยังมีอีก 4 เครื่องหมายที่เราอาจได้พบเห็นบนสินค้าบางประเภท ซึ่งเป็นเครื่องหมายเฉพาะที่ออกโดย มอก. นั่นคือ

  • เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย เช่น สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ตู้น้ำไม่มีสาร CFC ผสม
  • เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น อุปกรณ์สื่อสาร โทรศัพท์ วิทยุ ที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายกับคน
  • เครื่องหมายมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น สินค้า OTOP ที่ผ่านการรับรองโดย สมอ.

 

เครื่องหมายปลอดภัยตัว S สีเหลือง
เครื่องหมายสิ่งแวดล้อมตัว S สีเขียว

 

 

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า ตัว S

 

เครื่องหมายมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน

UL - มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

เครื่องหมาย UL - มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

UL ย่อมาจาก Underwriter Laboratories เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1894 (พ.ศ. 2437) ได้รับความเชื่อถือให้เป็นผู้กำหนดมาตรฐานในการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ พลาสติก เครื่องจักรในอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง สายไฟฟ้า เป็นต้น

UL จะมีการเน้นมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานทุกประเภท มีความปลอดภัยที่สุด เช่น รับรองสายไฟว่ามีขนาดที่ถูกต้องหรือไม่ รองรับกระแสไฟได้ตามมาตรฐานหรือเปล่า เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานสิ่งเหล่านี้จะมีความปลอดภัยสูงสุด

สินค้าที่ได้รับโลโก้พร้อมเลขทะเบียน UL ระบุอยู่บนตัวสินค้า ถือ เป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นสินค้าที่มีความปลอดภัย สูงสุดและได้รับการยอมรับในระดับสากลได้รับความเชื่อมั่น ทั้งจากผู้บริโภค ซัพพลายเออร์ พาร์ทเนอร์ รวมถึงบริษัทประกันภัย เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในระดับโลก

FCC - มาตรฐานสำหรับความปลอดภัยบนอุปกรณ์สื่อสาร

เครื่องหมาย FCC - มาตรฐานสำหรับความปลอดภัยบนอุปกรณ์สื่อสาร

FCC Certificate หรือ FCC ย่อมาจาก The Federal Communications Commission เดิมเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการเกี่ยวกับการสื่อสาร และ โทรคมนาคมของสหรัฐ ฯ โดยเฉพาะของรัฐบาล แต่ปัจจุบันก็มีหน้าที่รับผิดชอบให้การรับรองผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการสื่อสารทุกประเภทโดยจะครอบคลุมสินค้าประเภท โทรทัศน์ มือถือ กล้องดิจิทัล อุปกรณ์บลูทูธ อุปกรณ์ไร้สาย และ วิทยุ เป็นต้น

มาตรฐานของ FCC หรือ FCC Certification ไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพ หรือ ความคงทนของตัวสินค้า แต่ใช้เพื่อยืนยันว่าสินค้าเหล่านั้นผ่านข้อจำกัดด้านความปลอดภัยจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกประเภท เช่น มีการปล่อยคลื่นรบกวนหรือไม่ หรือ มีการปล่อยสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสีไอออไนซ์) และทำร้ายตัวผู้ใช้หรือไม่ หากมีการทดสอบแล้วว่าอุปกรณ์เหล่านั้นมีความปลอดภัยที่ผ่านเกณฑ์ และ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ก็จะได้รับการเคลมด้วยมาตรฐาน FCC Certification นั่นเอง

ในแง่ของผู้บริโภคใบรับรอง FCC ประโยชน์ที่ได้คือความปลอดภัย ส่วนตัวผู้ผลิตแล้วนอกจากจะได้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า การได้ใบรับรอง FCC บนตัวสินค้าก็เหมือนเป็นใบเบิกทางสู่การขายสินค้าในสหรัฐ ฯ นั่นเอง

CE - มาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป 

เครื่องหมาย CE - มาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป

CE Certification หรือ CE ย่อมาจาก Conformite Europeene เป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรป ที่ถูกใช้เพื่อส่งเสริมนโยบายการค้าของ เขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA (The European Economic Area) เพราะแต่เดิมประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป ก็ไม่ได้มีการใช้มาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่จะมาวางขายในแถบยุโรป ก็ต้องมีการทดสอบหลายมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตัวเอง แถมถ้าต้องการกระจายสินค้าไปทั่วยุโรป ก็ต้องทำให้ผ่านมาตรฐานของแต่ละประเทศด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้การนำเข้าสินค้าสู่ยุโรปเป็นข้อจุกจิกยุ่งยาก ทาง EEA จึงได้กำหนดมาตรฐาน CE Certification ขึ้นมาเพื่อใช้เป็น ข้อกำหนดตัวกลางมาตรฐานสำหรับการออกกฎหมายของแต่ละประเภทให้สอดคล้องกัน โดยจะครอบคลุมสินค้าประเภท เครื่องจักรอุตสาหกรรม, อุปกรณ์ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง, อุปกรณ์ทางการแพทย์, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ เรียกว่าเกือบทุกอย่างเลยก็ว่าได้

โดยสินค้าที่ได้รับรอง CE Certification ก็หมายความว่าสินค้าเหล่านั้นมีความปลอดภัยทั้งด้านอุบัติเหตุ หรือ ด้านสุขภาพ และเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมของตัวสินค้า ถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและได้สิทธิ์ทันทีในการกระจายสินค้าไปทั่วยุโรป เว้นแต่ว่าสินค้าบางประเภทจะต้องมีมาตรฐานเฉพาะ เพื่อรับรองเพิ่มเติมอีกทีเช่น มาตรฐานความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) ในกลไกของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

RoHS - มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม

เครื่องหมาย RoHS - มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม

RoHS Certification หรือ RoHS ย่อมาจาก Restriction of Certain Hazardous Substances เป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่เกี่ยวเนื่องเฉพาะด้านการใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ซึ่งหมายความว่ามาตรฐานของ RoHS จะใช้กำหนดค่าสูงสุดของสารต่าง ๆ จำพวก ตะกั่ว ปรอท และ แคดเมียม ที่มีความจำเป็นต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด

โดยหากสินค้าพวกนั้นจำเป็นต้องใช้สารเหล่านี้ ก็ต้องได้รับการรับร้องมาตรฐาน RoHS ด้วยว่ามีการใช้ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ รวมถึงสิ่งแวดล้อม

RoHS มีผลบังคับใช้โดยตรงในบางประเทศ ซึ่งรวมถึงในสหภาพยุโรปทั้งหมด สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทุกชนิดที่ใช้สารเหล่านี้หากไม่ผ่านใบรับรองมาตรฐาน RoHS คุณจะไม่มีสิทธิ์ขายสินค้าในประเทศเหล่านั้นได้เลย เพราะมาตรฐานนี้เกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อมของโลก มันจึงค่อนข้างสำคัญมากทีเดียวสำหรับยุคนี้

FDA - มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ฯ

เครื่องหมาย FDA - มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ

FDA Certification หรือ FDA ย่อมาจาก Food and Drug Administration คือ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับ 'อย.' บ้านเรา โดยมาตรฐานของ FDA ก็จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสินค้าอุปโภค บริโภค ทั้ง ยา และ อาหาร รวมถึงเครื่องสำอางค์ กับ อุปกรณ์ทางการแพทย์ในสหรัฐ ฯ

เช่นเดียวกับ 'อย.' ในบ้านเรา แม้ว่ามาตรฐานของ FDA จะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์จำนวนมาก แต่สินค้าบางประเภทอย่างอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม และ เครื่องสำอางค์ ไม่จำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA ถึงจะสามารถวางขายในสหรัฐได้ เว้นแต่จะทำโรงงานผลิตเอง เพราะโรงงานทุกแห่งต้องผ่านมาตรฐานของ FDA เสมอ 

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอีกอย่าง คือ หากมีการใช้วัตถุเจือปนชนิดใหม่บน อาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม และเครื่องสำอางค์ ที่ไม่เคยปรากฏในทะเบียนของ FDA มาก่อน แล้วทำการโฆษณาสรรพคุณที่ได้จากวัตถุเจือปนเหล่านั้น สินค้าเหล่านั้นจะต้องทำการทดสอบและผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยโดย FDA ก่อน ถึงจะทำการเคลมสรรพคุณนั้น ๆ ได้ ไม่เช่นนั้นหากมีการอวดอ้างสรรพคุณที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดย FDA จะถือเป็นการอวดอ้างเกินจริง หรือก็คือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายนั่นเอง

ถึงแม้ว่าคนอเมริกันจะสามารถวางขายสินค้าบางประเภทที่ครอบคลุมในความดูแลของ FDA โดยไม่ผ่าน FDA ได้ แต่หากเราเป็นคนไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าไปขายในสหรัฐ ฯ จำเป็นที่จะต้องได้รับการจดทะเบียน FDA และได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องเสมอ ดังนั้นเครื่องหมาย FDA จะมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการสินค้าเหล่านี้ที่ต้องการส่งออกเป็นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...