โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเบื้องหลังถิ่นฐานของเจ้านายลาวที่บางยี่ขัน ชุมชนลาวอพยพในบางกอก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 04.08 น.

เปิดเบื้องหลังถิ่นฐานของเจ้านายลาวที่ “บางยี่ขัน” ชุมชน “ลาว” อพยพในบางกอก

ในปี ค.ศ. 1779 (พ.ศ. 2322) จากการยึดครองเวียงจันทน์ ซึ่งปกครองโดยพระโอรสองค์โตของพระเจ้าศิริบุญสาร ได้แก่ พระเจ้านันทเสน พระราชธิดาองค์โตคือเจ้านางเขียวค้อม และพระโอรสองค์รองลงมาคือเจ้าอนุวงศ์ เชลยเจ้านายลาวได้มาถึงธนบุรีราวปี ค.ศ. 1780 (พ.ศ. 2323)

พระบรมวงศานุวงศ์เหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากกำแพงเมืองธนบุรีราว 1 กิโลเมตรด้านเหนือลำน้ำที่บางยี่ขัน ภายใต้การควบคุมใกล้ชิดจากฐานทัพของนายพลผู้ยึดครองเวียงจันทน์ ได้แก่ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา ภายหลังได้เลื่อนเป็นกรมพระสุรสิงหนาท อุปราชแห่งรัชกาลที่ 1) ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำบริเวณบางลำพู

พระเจ้านันทเสน ไม่ได้ประทับที่บางยี่ขันนานนัก หลังจากที่พระเจ้าศิริบุญสารสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1781 (พ.ศ. 2324) พระองค์ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นกษัตริย์เมืองขึ้นแห่งเวียงจันทน์ และทรงย้ายกลับภูมิลำเนาไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อพระองค์เสด็จถึงเวียงจันทน์ ในปี ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325) พระอนุชาของพระองค์หรือ เจ้าอินทวงศ์ (อุปราชองค์ใหม่) และ เจ้าพรหมวงศ์ ต่างก็ถูกส่งตัวมารวมกับเจ้าอนุวงศ์ที่บางกอกในฐานะตัวประกันหลวง

เนื่องด้วยเหตุนั้นสืบมาอีกหลายรัชกาล วังลาวในฐานะถิ่นฐานของเจ้านายลาวที่บางยี่ขัน ซึ่งเคยเป็นกลุ่มที่พักซึ่งสร้างเป็น “พระราชวัง” อย่างดีด้วยไม้สักของเจ้านายและบริวารเมื่อเวลาผ่านไป รายล้อมด้วยบ้านเรือนฐานะรองลงมาของเหล่าข้าราชบริพารชั้นผู้น้อย สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นย่านที่พักของตัวประกันหลวงจากเวียงจันทน์ในบางกอก (ส. พลายน้อย, 2545: 101)

เจ้าอินทวงศ์พร้อมด้วยเจ้าพรหมวงศ์เสด็จถึงบางกอกในปี ค.ศ. 1783 (พ.ศ. 2326) หลังจากพระเจ้านันทเสนทิวงคต เจ้าอินทวงศ์ก็สืบราชสมบัติที่เวียงจันทน์ต่อในปี ค.ศ. 1797 (พ.ศ. 2340) ส่วน เจ้าอนุวงศ์ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1804 (พ.ศ. 2347) พระเจ้าอินทวงศ์ก็ถึงแก่ทิวงคต และเจ้าอนุวงศ์ก็ครองราชย์สืบมา ดังนั้นพระโอรสทั้ง 3 พระองค์ ของพระเจ้าศิริบุญสารซึ่งต่างได้ดำรงตำแหน่งอุปราชของเวียงจันทน์แล้วนั้น ก็ได้สืบราชสมบัติขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นลำดับกันมาเพียงในชั่วระยะอันรวดเร็ว

เมื่อครั้งแต่ละพระองค์ยังคงดำรงตำแหน่งอุปราชลาว โดยมากแล้วพระองค์มักใช้เวลาประทับอยู่ที่บางยี่ขัน ซึ่งนับว่าแสดงถึงความสำคัญที่บางกอกมอบต่อเวียงจันทน์ ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ดำเนินต่อเนื่องมาด้วยการแต่งตั้งพระโอรสของเจ้าอนุวงศ์ คือ เจ้าคลี่ เป็นอุปราชในปี ค.ศ. 1804 (พ.ศ. 2347) อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าอนุวงศ์ได้เริ่มแผนการกบฏต่อรัชกาลที่ 3 เมื่อราวปี ค.ศ. 1825 (พ.ศ. 2368) เจ้าคลี่จึงสละตำแหน่งอุปราชอย่างเงียบๆ ก่อนตำแหน่งได้ถูกแทนที่ด้วยพระอนุชาต่างมารดาของเจ้าอนุวงศ์ คือ เจ้าติสสะ

สงครามไทย-ลาวในปี ค.ศ. 1827 ถึง 1828 (พ.ศ. 2370 ถึง 2371) ซึ่งมักเรียกกันว่ากบฏเจ้าอนุวงศ์ เจ้าอนุวงศ์ได้พ่ายแพ้ ไปก่อนจะสืบเนื่องมาด้วยผลลัพธ์ที่น่าเศร้า ไม่เพียงแต่เวียงจันทน์จะถูกปล้นสะดมและถูกเผาจนวอดวาย ทว่าชาวนาลาวจำนวนมากก็ถูกขจัดออกจากภูมิลำเนาตนเองอย่างโหดเหี้ยม และถูกบังคับให้ย้ายถิ่นมายังจังหวัดต่างๆ ของไทยในฐานะเชลยสงคราม พระเจ้าอนุวงศ์ที่ถูกถอดจากตำแหน่งพร้อมทั้งสมาชิกของครอบครัวพระองค์ รวมทั้งพระมเหสี พระสนม และพระโอรสพระธิดา 23 พระองค์ ก็ถูกจองจำและปลิดชีพที่บางกอก

ในบรรดาทรัพย์สมบัติที่ถูกนำมาบางกอกในปี ค.ศ. 1828 (พ.ศ. 2371) หนึ่งในนั้นคือพระบาง ซึ่งเคยถูกส่งคืนไปยังเวียงจันทน์เมื่อครั้งมีการแต่งตั้งพระเจ้านันทเสน ขึ้นเป็นผู้ปกครองอาณาจักรล้านช้างในปี ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325) การที่รัชกาลที่ 3 ทรงนำพระบางไปประดิษฐาน ณ ศาลาพิเศษที่วัดสามปลื้ม (หรือวัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร) ซึ่งเป็นที่ใกล้กันกับบริเวณซึ่งพระเจ้าอนุวงศ์ถูกปลงพระชนม์ ยิ่งเป็นเสมือนการทาเกลือลงบนบาดแผลชาวลาว

เจ้าติสสะ ผู้ทรงเป็นอุปราชและเป็นพระอนุชาต่างมารดาของพระเจ้าอนุวงศ์ ทรงรับผิดชอบดูแลกองพันทหารทางตะวันออกของการศึกลาว และได้ตัดสินใจในห้วงสุดท้ายว่าจะยอมจำนนต่อฝ่ายไทย การจำนนของพระองค์เป็นการปล่อยให้พระเจ้าอนุวงศ์ตกอยู่ในความเสียเปรียบจนถึงตายได้ในชั่วขณะของการปะทะกันอย่างแตกหักที่ส้มป่อยและเขาสาร (ปัจจุบันอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ไม่ไกลจากหนองคาย)

ด้วยความภักดีต่อราชบัลลังก์สยาม เจ้าติสสะจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าตัวแทนลาวในบางกอก แม้ว่าพระองค์จะถูกรังเกียจจากประชาชนของพระองค์เองและโดยมากแล้วจะไม่ถูกเอ่ยถึงในประวัติศาสตร์ ท้ายที่สุดพระองค์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “นายอากร” ผูกขาดสุราของบางกอก โดยมีสมาคมนักลงทุนชาวจีนดูแลสัญญาและข้อตกลงทางธุรกิจว่าด้วยการผูกขาดของพระองค์ กระทั่งในที่สุดได้ก่อตั้งโรงกลั่นสุราบริเวณริมน้ำที่บางยี่ขัน บริเวณที่ตั้งเดิมของวังลาว (ประมวญ วิชาพูล, 2482: 78) (ปัจจุบันพื้นที่นี้กลายมาเป็นสวนหลวงพระราม 8 และสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา)

บุคคลสำคัญหลายคนในนิวาสสถานลาวที่บางยี่ขันได้ถูกถอดตำแหน่งเมื่อครั้งมีการสำเร็จโทษหลังการล่มสลายของเวียงจันทน์ เมื่อปี ค.ศ. 1828 (พ.ศ. 2371) ในกลุ่มผู้รอดชีวิตจากพระราชอาญาประหารชีวิต พระธิดาจำนวนหนึ่งจากบางยี่ขันได้ผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้านายไทยในฐานะภรรยาหรือภรรยาน้อย บรรดาโอรสที่รอดมาได้จำนวนมากก็หาลู่ทางเข้าไปรับราชการในรัชกาลที่ 4 และ 5 บางคนได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับล่างลงมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ด้วยเหตุนั้น ฐานที่ตั้งของเจ้านายลาวที่บางยี่ขันจึงเสื่อมถอยลง ส่วนหนึ่งของผู้ที่รอดชีวิตนั้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อันเนื่องมาจากการเป็นราชวงศ์เวียงจันทน์ใต้อาณัติสยาม ปัจจุบัน ได้แก่ ตระกูลชาลีจันทร์ จันทนากร และสิทธิสาริบุตร (ประมวญวิชาพูล, 2482 : 78-80) ทว่าไม่มีร่องรอยหลักฐานของชาวลาวหลงเหลือที่บางยี่ขันอีกเลย

ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 (พุทธศตวรรษที่ 24-25) ชุมชนเจ้านายที่บางยี่ขันธำรงการมีอยู่ได้อย่างเข้มแข็งในราชสำนักสยาม ผ่านสตรีคนสำคัญจำนวนมาก พระธิดาองค์โตของพระเจ้าศิริบุญสาร คือเจ้านางเขียวค้อม กลายเป็นต้นตอของความร้าวฉานระหว่างเวียงจันทน์กับสยาม เมื่อครั้งการต่อรองเกี่ยวกับการแต่งงานข้ามราชวงศ์ต้องติดหล่มในปี ค.ศ. 1771 (พ.ศ. 2314) และอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1775 (พ.ศ. 2318) (Wyatt, 1994b: 187, 190-191) เมื่อเกิดการยึดครองเวียงจันทน์ในปี ค.ศ. 1779 (พ.ศ. 2322) พระนางเป็นหนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ลาวที่ถูกจับแล้วถูกโยกย้ายที่พำนักมายังบางกอก และถูกส่งไปประทับในเขตพระราชฐานชั้นในเมื่อช่วงรัชกาลที่ 1 ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ให้เห็นว่ามีความปฏิพัทธ์เกิดขึ้นระหว่างพระนางกับรัชกาลที่ 1

สมาชิกอีกพระองค์หนึ่งของพระบรมวงศานุวงศ์ลาวคือเจ้านางทองสุข ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวงศ์ ได้ประสูติบุตรแด่รัชกาลที่ 1 ด้วยการมีเชื้อสายเจ้านายจากทั้งสองฝ่าย พระธิดาของพระนางคือเจ้านางกุณฑลทิพยวดี จึงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะ “เจ้าฟ้า” พระนางถูกอบรมเลี้ยงดูเป็นพิเศษ เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นพระราชินีในรัชกาลที่ 2 (ผู้เป็นพระเชษฐาต่างมารดาของพระนาง) โดยเฉพาะ และได้ประสูติโอรสและธิดารวม 4 พระองค์ หนึ่งในนั้นคือกรมพระยาบำราบปรปักษ์ (กลาง) ผู้เป็นที่รู้จักกันในนามเจ้าฟ้ามหามาลา และเป็นต้นราชสกุลมาลากุล ซึ่งภายหลังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้อุปถัมภ์หลวงของชุมชนลาวในบางกอกและสระบุรี

นอกเหนือจากพันธมิตรทางการเมืองแล้ว รัชกาลที่ 1 ยังทรงตกบ่วงความปฏิพัทธ์ต่อเจ้านางคำแว่น (ที่มักเรียกกันว่าเจ้าจอมแว่น) ผู้เป็นธิดาของขุนนางลาวผู้หนึ่ง และเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของเจ้านางเขียวค้อม แม้ว่าจะมีสถานภาพค่อนข้างต่ำสำหรับชนชนปกครองระดับบน แต่รัชกาลที่ 1 ได้ทรงยกพระนางขึ้นเป็น “เจ้าจอมชั้นเอก” พระนางทรงก้าวเข้ามามีอิทธิพลในฐานะผู้กุมความลับของกษัตริย์และเป็นผู้แทนมากความสามารถของฝ่ายลาว แม้แต่รัชกาลต่อๆ มา ก็ไม่มีเจ้านายลาวหรือขุนนางสตรีคนใดที่ได้เข้าไปยังพระราชวังและสามารถประวบความสำเร็จได้เท่าพระนางอีกแล้ว

กระนั้นก็ตาม เจ้าจอมแว่นทรงต้องทนทุกข์กับความผิดหวังครั้งใหญ่ ที่ไม่สามารถประสูติโอรสหรือธิดาได้ พระนางทรงหาทางก้าวข้ามความอับโชคนี้ด้วยการทำบุญอย่างขนานใหญ่ (ศันสนีย์, 2550: 3-10) นั่นรวมทั้งการสร้างวัดลาวที่สำคัญ 2 แห่งในบางกอก (วัดดาวดึงษารามที่บางยี่ขัน และวัดสังข์กระจาย ที่บางไส้ไก่)

ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 พระนาง [เจ้านางคำแว่น] ได้ทรงสร้างวัดขรัวอิน ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบางยี่ขันด้านหลังวังลาวซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัดนี้ตั้งขึ้นตามชื่อพระอาจารย์อิน พระลาวสายปฏิบัติกรรมฐาน ผู้มีชื่อเสียง ท่านได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด หลังจากก่อตั้งขึ้นอย่างสง่างาม วัดนี้ก็ได้รับการขยายพื้นที่และได้รับการบูรณะในรัชกาลที่ 2 โดยเจ้านางกุณฑลทิพยวดี และได้นามใหม่ว่า วัดดาวดึงษาสวรรค์ (สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นสวรรค์ของพระอินทร์ ที่ซึ่งเล่ากันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จลงบันไดมา) ต่อมาในรัชกาลที่ 3 วัดนี้ได้รับการบูรณะขนานใหญ่และยกระดับเป็นพระอารามหลวง ในฐานะวัดดาวดึงษาราม แต่เมื่อชุมชนเจ้าลาวตกต่ำลงวัดนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมชมชอบอีกต่อไป

ปลายรัชกาลที่ 5 พระลูกวัดต่างออกจากวัดไปจนเหลือเพียงเจ้าอาวาสเท่านั้นที่จำวัดอยู่ (วัดดาวดึงษ์ 2547 : 54-58) ด้วยความสนับสนุนเพีงน้อยนิดจากชุมชนในช่วงรัชกาลที่ 6 และ 7 พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการยากที่จะรักษาวัดให้คงอยู่ในปัจจุบันนี้ ด้วยการเติบโตกลับมาอีกครั้งของบางยี่ขันในฐานะชุมชนชานเมืองกรุงเทพฯ ตามมาด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบริเวณใกล้เคียงคือสะพานพระราม 8 วัดนี้ก็กลับมีพระจำวัดอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจากเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ ก่อร่างเป็นบางกอก เขียนโดยเอ็ดวาร์ด แวน รอย แปลโดย ยุกติ มุกดาวิจิตร จากสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2565

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...