เปิดงบ 10 หุ้นแบงก์ ไตรมาส 3/69 กำไรแบงก์รวมลดเกือบ 10% KBANK กำไรสะสมสูงสุด KKP โตสวนกลุ่ม
The Bangkok Insight
อัพเดต 27 ต.ค. เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. เวลา 07.06 น. • The Bangkok Insightผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยไตรมาส 3/69 ออกมาครบแล้ว โดยธนาคารจดทะเบียนทั้ง 10 แห่งมีกำไรสุทธิรวม 65,824 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่กำไรสะสม 9 เดือนแรกอยู่ที่ 198,968 ล้านบาท ลดลง 3.6% สะท้อนแรงกดดันต่อการทำกำไรที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ย และรายได้จากการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กำไรรวมที่ลดลง ผลประกอบการแต่ละธนาคารกลับแตกต่างกันชัดเจน บางแห่งเผชิญรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัว ขณะที่บางแห่งมีรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเข้ามาช่วยหนุน
ประเด็นสำคัญของงบรอบนี้จึงอยู่ที่ว่า ธนาคารแต่ละแห่งสร้างกำไรจากอะไร และแรงหนุนนั้นจะต่อเนื่องได้แค่ไหน
KBANK กำไรสะสมสูงสุด แต่ KKP เติบโตแรงที่สุด
เริ่มจาก KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิสะสม 9 เดือนแรกสูงสุดในกลุ่ม อยู่ที่ 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หากดูเฉพาะไตรมาส 3 มีกำไร 12,720 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากปีก่อน และลดลง 2.2% จากไตรมาสก่อน
ส่วนธนาคารที่กำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดคือ KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โดยไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 2,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้กำไรสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1%
ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ขนาดกำไรกับอัตราการเติบโตเป็นคนละเรื่อง ธนาคารขนาดใหญ่อาจยังสร้างกำไรได้มากกว่า แต่ธนาคารขนาดเล็กที่มีแหล่งรายได้แตกต่าง หรือมีต้นทุนความเสี่ยงลดลง ก็สามารถเติบโตได้เร็วกว่าภาพรวมกลุ่ม
BBL กำไรร่วงหนักสุด ถูกกดดันทั้งดอกเบี้ยและรายได้ลงทุน
สำหรับ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 จำนวน 9,489 ล้านบาท ลดลง 31.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นการลดลงมากที่สุดในกลุ่มธนาคารทั้ง 10 แห่ง โดยมีแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินที่ลดลง
กรณีนี้สะท้อนว่า กำไรธนาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เพราะรายได้จากพอร์ตลงทุนสามารถทำให้กำไรแต่ละไตรมาสผันผวนได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานเปรียบเทียบในปีก่อนมีรายได้ส่วนนี้สูง
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ BBL มีสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 จำนวน 102,850 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากไตรมาสก่อน โดยอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม หรือ NPL Ratio อยู่ที่ 3.2% ลดลงจาก 3.3% ณ สิ้นไตรมาส 2 แต่ยังสูงกว่า 3.0% ณ สิ้นปี 2568
CREDIT-TISCO-TTB กำไรเติบโตเด่นเช่นกัน
นอกจากนี้แล้ว ยังมี CREDIT หรือ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ที่มีกำไรไตรมาส 3 เติบโตประมาณ 22.3% ตามด้วย TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เติบโตประมาณ 4.3% และ TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เติบโตประมาณ 3.0%
จะเห็นว่าผลประกอบการที่แตกต่างกัน ทำให้การมองหุ้นธนาคารเป็นกลุ่มเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะโครงสร้างสินเชื่อ ต้นทุนเงินฝาก รายได้ค่าธรรมเนียม และภาระสำรองของแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน
อีกตัวเลขสำคัญคือส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ซึ่งช่วยสะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ดอกเบี้ยหลังหักต้นทุนเงินทุน ทว่าการเปรียบเทียบ NIM ข้ามธนาคารต้องดูประเภทสินเชื่อประกอบด้วย ธนาคารที่เน้นสินเชื่อรายย่อยอาจมีผลตอบแทนสินเชื่อสูงกว่า แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงผิดนัดชำระและต้นทุนการติดตามหนี้ควบคู่กัน
เช่นเดียวกับ NPL Ratio ที่ควรอ่านคู่กับยอดหนี้เสีย การตัดหนี้สูญ การขายหนี้ และระดับสำรอง เพราะอัตราส่วนที่ลดลงเพียงตัวเดียวอาจยังอธิบายพัฒนาการของคุณภาพสินทรัพย์ได้ไม่ครบ
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาในงบไตรมาสถัดไป คือ ธนาคารที่รายได้ดอกเบี้ยลดลง จะเริ่มรักษาส่วนต่างรายได้ได้หรือยัง ธนาคารที่เติบโตจากค่าธรรมเนียมจะต่อยอดรายได้ได้มากเพียงใด และการควบคุมหนี้เสียจะช่วยลดภาระสำรองได้ต่อเนื่องหรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะช่วยบอกได้ว่า กำไรที่เห็นในวันนี้มีโอกาสยืนระยะได้แค่ไหน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เปิดมุมมองหุ้นไทยโค้งสุดท้ายปลายปี ลุ้น SET เป้าหมาย 1,680 จุด
- เปิดบทวิเคราะห์ GULF ขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 337MW
- หุ้นแบงก์ถูกขายแรง ถึงจังหวะสะสมหรือยัง
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X :https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube :https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg