เปิดเบื้องหลัง Lula’s Army กองทัพ WhatsApp 10.8 ล้านคน พลิกเกมเลือกตั้งบราซิล
“Lula's Army” ระดมผู้สนับสนุนผ่าน WhatsApp 10.8 ล้านคน ผสานพลังออนไลน์และการหาเสียงในพื้นที่ ช่วย “ลูลา” พลิกคว้าชัยเลือกตั้งบราซิล
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 22.43 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า ช่องทางสื่อสารผ่าน WhatsApp ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งของประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เขาสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้อย่างเหนือความคาดหมาย หลังจากก่อนหน้านี้มีคะแนนนิยมตามหลังฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) ผู้ท้าชิงจากฝ่ายขวา แต่สามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์
ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าลูลาจะสามารถพลิกสถานการณ์การเลือกตั้งได้หรือไม่ ช่องทาง WhatsApp ที่ใช้ชื่อว่า “Lula's Army” หรือกองทัพของลูลา ได้ถือกำเนิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีผู้ติดตามสูงถึง 10.8 ล้านคน
ปฏิบัติการดังกล่าวนำโดยอังเดร จาโนเนส (André Janones) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบราซิล ซึ่งกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนร่วมกันเผยแพร่วิดีโอ ผลักดันแฮชแท็ก และชักชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใหม่เข้าร่วมสนับสนุนลูลา
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Lula's Army ระหว่างการเลือกตั้งทั้งสองรอบมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในการรณรงค์ทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ของบราซิล หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Bolsonaro) ถูกมองว่าเป็นฝ่ายครองความได้เปรียบในการระดมผู้สนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มอย่าง WhatsApp และ Telegram มาเป็นเวลาหลายปี
การปรากฏตัวของ Lula's Army ทำให้ผู้สนับสนุนจำนวนมากเชื่อว่า ฝ่ายซ้ายของบราซิลสามารถค้นพบวิธีแข่งขันในสนามการเมืองดิจิทัลได้แล้ว โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองบราซิลมาตั้งแต่ชัยชนะในการเลือกตั้งของชาอีร์ โบลโซนาโร เมื่อปี 2561 ซึ่งเครือข่าย WhatsApp กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง
ข้อความที่เผยแพร่ผ่าน Lula's Army มักประกอบด้วยเนื้อหาและรูปแบบข้อความที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ติดตามสามารถส่งต่อให้เพื่อนและครอบครัวได้ทันที โดยแต่ละข้อความจะมอบหมายภารกิจเฉพาะให้ผู้สนับสนุน เพื่อเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงเนื้อหาเกี่ยวกับลูลาบนโซเชียลมีเดีย
จาโนเนสมักเรียกผู้สนับสนุนของเขาว่าเป็นกองกำลัง และออกคำสั่งให้ช่วยกันผลักดันวิดีโอหาเสียงล่าสุดให้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หรือช่วยกันทำให้แฮชแท็กใหม่กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์
ข้อความที่เขาใช้กระตุ้นผู้สนับสนุนมีทั้ง “ทุกคน ด่วน!” “อย่าเพิ่งเข้านอน” “ห้ามกินข้าวก่อนทำภารกิจ!” และ “ผมมีอีกหนึ่งภารกิจก่อนจะปล่อยทุกคนไปพัก”
นอกจากนี้ ในวันก่อนการเลือกตั้ง จาโนเนสยังจัดกิจกรรมถ่ายทอดสดต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อ “Turnaround Livestream” หรือการถ่ายทอดสดเพื่อพลิกสถานการณ์ แม้ผลสำรวจความคิดเห็นในขณะนั้นยังคงบ่งชี้ว่าโบลโซนาโรมีแนวโน้มเป็นฝ่ายชนะก็ตาม
ท้ายที่สุด กลยุทธ์ดังกล่าวประสบความสำเร็จ แม้สมาชิกบางส่วนของพรรคแรงงาน (Workers' Party) จะกังวลว่ารูปแบบการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของจาโนเนส ซึ่งมักใช้ถ้อยคำเผชิญหน้าและตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สายกลางที่พรรคพยายามสร้างให้กับลูลา
ภายหลังชัยชนะในการเลือกตั้ง ลูลาได้กล่าวถึงจาโนเนสในสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะว่าเป็น“นายพลของเรา” พร้อมขอบคุณที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังผู้สนับสนุนทุกวัน
อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าโซเชียลมีเดียส่งผลต่อผลการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใดยังคงเป็นเรื่องยาก แม้พันธมิตรทางการเมืองของลูลาจะยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ Lula's Army แต่บรรดานักรัฐศาสตร์เตือนว่า ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าปฏิบัติการผ่าน WhatsApp ดังกล่าวมีอิทธิพลโดยตรงต่อคะแนนเสียงจำนวนเท่าใด หรือมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนจริงหรือไม่
เดนิลเด โฮลซ์แฮกเกอร์ (Denilde Holzhacker) นักรัฐศาสตร์ มองว่า การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การหาเสียงของลูลาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้
แทนที่จะพึ่งพาการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว ลูลาประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงการรณรงค์ผ่านช่องทางดิจิทัลเข้ากับการระดมผู้สนับสนุนในระดับพื้นที่
โฮลซ์แฮกเกอร์อธิบายว่า ทีมหาเสียงของลูลาเพิ่มความเข้มข้นในการทำงานระดับท้องถิ่น พร้อมปรับเปลี่ยนสารที่ใช้สื่อสารกับประชาชน โดยเชื่อมโยงความเป็นไปได้ที่โบลโซนาโรจะชนะการเลือกตั้งเข้ากับความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงการสวัสดิการสังคมและการสูญเสียสิทธิต่าง ๆ ของประชาชน
เธอกล่าวว่า สิ่งที่ต้องยกความดีความชอบให้ลูลาคือการยอมรับจุดอ่อนของตนเอง และเปลี่ยนรูปแบบการหาเสียงอย่างสิ้นเชิง ขณะที่จาโนเนสสามารถทำสิ่งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้สำหรับฝ่ายซ้ายของบราซิล นั่นคือการครองความได้เปรียบบนโซเชียลมีเดีย
ในทางกลับกัน โฮลซ์แฮกเกอร์มองว่า ฟลาวิโอ โบลโซนาโร เข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองด้วยความมั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะมากเกินไป และไม่สามารถสื่อสารสารสำคัญของการหาเสียงไปยังผู้สนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ด้านไมรา กูลาร์ต (Mayra Goulart) นักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสหพันธ์รีโอเดจาเนโร (Federal University of Rio de Janeiro) เตือนเช่นกันว่า ไม่ควรยกความสำเร็จในการพลิกสถานการณ์ของลูลาให้กับโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว
กูลาร์ตอธิบายว่า ชัยชนะดังกล่าวเกิดจากการผสมผสานระหว่างการรณรงค์บนโซเชียลมีเดียกับการระดมผู้สนับสนุนในพื้นที่จริง ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้ฝ่ายใด
เธอมองว่า ผู้สนับสนุนลูลาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกระแสความกระตือรือร้นบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองในโลกจริง โดยกลุ่มผู้สนับสนุนที่มุ่งมั่นผลักดันให้ลูลาชนะการเลือกตั้งได้ร่วมกันรวบรวมผู้คนและโน้มน้าวให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ
กูลาร์ตยังเชื่อว่า ความพยายามร่วมกันดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการงดออกเสียงและเปลี่ยนใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเลได้เป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลลูลาในอนาคต ซึ่งยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายประการ
ขณะที่ลูลาเองส่งสัญญาณว่า การระดมผู้สนับสนุนที่ช่วยให้เขาพลิกกลับมาชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจกลายเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศในระยะต่อไป
โดยในสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะ ลูลาระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เขาได้รับบทเรียนหลายประการ พร้อมให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น และเพิ่มบทบาทของการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลในการดำเนินงานของรัฐบาล
“เราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น และการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในรัฐบาลของผม” ลูลากล่าว
อ้างอิง : bbc.com