โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้ก่อนดื่ม! "น้ำขิง" กับ 4 กลุ่มคนที่ควรระวัง เปิดคำแนะนำจากข้อมูลการแพทย์

sanook.com

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Sanook
น้ำขิงไม่ได้เหมาะกับทุกคน! เปิด 4 กลุ่มคนที่ควรระวัง แม้จะเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรยอดนิยม

4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง แม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่บางคนอาจได้รับผลเสีย

น้ำขิงมีประโยชน์ แต่ใครบ้างที่ควรระวัง? เปิด 4 กลุ่มคนที่อาจไม่เหมาะกับการดื่มน้ำขิงเข้มข้น พร้อมข้อควรระวังสำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน ใช้ยาละลายลิ่มเลือด และเตรียมผ่าตัด

น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน หลายคนนิยมดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ในตอนเช้าหรือช่วงอากาศเย็น เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่นและอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า แม้ขิงจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ประกอบอาหารได้ทั่วไป ก็ไม่ได้หมายความว่าการดื่มน้ำขิงเข้มข้นจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป

โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อน ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี และผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด เพราะสารออกฤทธิ์ในขิงอาจกระตุ้นให้เกิดอาการไม่สบาย หรือมีปฏิกิริยากับยาบางประเภทได้

แล้วน้ำขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร ใครบ้างที่ควรระวังการดื่ม และการกินขิงในอาหารแตกต่างจากการดื่มน้ำขิงเข้มข้นหรือไม่? มาดูคำอธิบายจากข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือกัน

น้ำขิงมีประโยชน์อะไรต่อสุขภาพ?

ขิงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำเหง้ามาใช้ประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม โดยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น จินเจอรอล (Gingerols) และโชกาออล (Shogaols) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น รสเผ็ดร้อน และคุณสมบัติทางชีวภาพของขิง

ข้อมูลจาก National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีการศึกษาการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการทางสุขภาพหลายประเภท โดยประโยชน์ที่มีหลักฐานสนับสนุนค่อนข้างชัดเจนคือการช่วยลดอาการคลื่นไส้บางชนิด โดยเฉพาะอาการแพ้ท้อง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากศึกษาการใช้ขิงในรูปแบบผง แคปซูล หรือสารสกัดที่มีปริมาณกำหนดไว้ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำขิงทุกสูตรจะให้ผลเหมือนกัน เพราะความเข้มข้นและปริมาณสารออกฤทธิ์อาจแตกต่างกันมาก

1. อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้

ขิงเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจในการศึกษาเรื่องการบรรเทาอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าขิงอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้

สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการแพ้ท้องอาจลองอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีขิงเป็นส่วนประกอบได้ แต่หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ขิงไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากันสำหรับอาการคลื่นไส้ทุกสาเหตุ และไม่ควรใช้แทนยารักษาอาการคลื่นไส้ที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการรุนแรงหรืออาเจียนต่อเนื่อง

2. อาจช่วยลดอาการปวดประจำเดือนบางราย

งานวิจัยบางส่วนพบว่าการรับประทานขิงในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้ โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของสารประกอบในขิงที่อาจมีผลต่อกระบวนการอักเสบ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมและประสิทธิภาพระยะยาว จึงไม่ควรสรุปว่าการดื่มน้ำขิงหนึ่งแก้วสามารถรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ในทุกคน

3. อาจช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้องบางประเภท

ขิงมีการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อบรรเทาอาการแน่นท้องและคลื่นไส้ ขณะที่การศึกษาบางส่วนสนใจผลของขิงต่อการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและระบบย่อยอาหาร

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอกอาจรู้สึกไม่สบายมากขึ้นหลังดื่มน้ำขิง โดยเฉพาะน้ำขิงที่มีความเข้มข้นสูง จึงควรสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายก่อนดื่มเป็นประจำ

4. ทำให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเมื่อดื่มร้อน

น้ำขิงอุ่น ๆ อาจช่วยให้รู้สึกสบายตัวในวันที่อากาศเย็น โดยเฉพาะเมื่อดื่มในอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีน้ำอุ่นเป็นส่วนประกอบหลัก

อย่างไรก็ตาม แม้การดื่มน้ำขิงอุ่นจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าน้ำขิงสามารถป้องกันไข้หวัด รักษาโรคติดเชื้อ หรือเพิ่มภูมิคุ้มกันจนป้องกันการเจ็บป่วยได้โดยตรง

4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง

แม้ขิงจะเป็นส่วนประกอบของอาหารที่คนทั่วไปสามารถรับประทานได้ แต่ในบางสถานการณ์อาจต้องจำกัดปริมาณหรือปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะการดื่มน้ำขิงเข้มข้นเป็นประจำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงในปริมาณสูง

1. ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนหรือมีอาการแสบร้อนกลางอก

ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) อาจต้องระมัดระวังการดื่มน้ำขิง โดยเฉพาะเมื่อเป็นน้ำขิงเข้มข้นหรือดื่มในปริมาณมาก

ข้อมูลจาก NCCIH ระบุว่า ขิงที่รับประทานทางปากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการไม่สบายท้อง แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย และระคายเคืองบริเวณปากหรือลำคอได้

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกระคายเคืองกระเพาะอาหารหลังดื่มน้ำขิง ควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม และสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนทุกคนต้องงดขิงโดยเด็ดขาด เพราะการตอบสนองต่ออาหารแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากดื่มน้ำขิงแล้วไม่มีอาการผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อย

2. ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด

อีกกลุ่มที่ควรระมัดระวังคือผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin), อะพิซาแบน (Apixaban) หรือริวารอกซาแบน (Rivaroxaban) รวมถึงยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) และโคลพิโดเกรล (Clopidogrel)

ศูนย์มะเร็ง Memorial Sloan Kettering Cancer Center ระบุว่า ขิงในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

อย่างไรก็ตาม งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความเสี่ยงเลือดออก พบว่าหลักฐานเกี่ยวกับผลของขิงต่อการเกิดเลือดออกยังมีความขัดแย้งกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มน้ำขิงตามปกติจะทำให้เลือดออกผิดปกติในทุกคน

ผู้ที่รับประทานยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่มน้ำขิงเข้มข้นเป็นประจำ หรือใช้สารสกัดขิงในปริมาณสูง และไม่ควรหยุดยาประจำตัวด้วยตนเองเพื่อเปลี่ยนมากินสมุนไพรแทน

3. ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคทางเดินน้ำดี

ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการปวดท้องจากนิ่วหรือมีปัญหาการอุดตันของทางเดินน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงในปริมาณสูงหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิง

Memorial Sloan Kettering Cancer Center ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงอาจเพิ่มการไหลของน้ำดี จึงแนะนำให้ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับผลของน้ำขิงที่ชงดื่มตามปกติต่อผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี จึงไม่ควรตีความว่าการกินขิงเล็กน้อยในอาหารจะกระตุ้นให้นิ่วเคลื่อนตัวหรือทำให้เกิดการอุดตันอย่างแน่นอน

หากมีอาการปวดท้องด้านขวาบนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะร่วมกับไข้ อาเจียน หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากโรคถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีที่ต้องได้รับการรักษา

4. ผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด

ผู้ที่มีนัดผ่าตัดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานเป็นประจำ รวมถึงขิง เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้ระหว่างการผ่าตัด

ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ขิงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่แนะนำให้หยุดใช้ก่อนการผ่าตัดประมาณ 14 วัน เช่นเดียวกับสมุนไพรบางประเภทที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเลือดออก

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้มุ่งเน้นความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะการใช้เป็นประจำหรือใช้ในปริมาณสูง ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานอาหารที่มีขิงเล็กน้อยจะมีอันตรายเทียบเท่ากับการกินสารสกัดขิงเข้มข้น

หากกำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งทีมแพทย์ว่าดื่มน้ำขิงหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงบ่อยเพียงใด เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าควรหยุดเมื่อใดตามชนิดของการผ่าตัดและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

ดื่มน้ำขิงทุกวันได้ไหม? ควรดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง การดื่มน้ำขิงที่ชงจากขิงสดในปริมาณพอเหมาะอาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารตามปกติได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มทุกวันเพื่อหวังผลรักษาโรค

หากต้องการดื่มน้ำขิง ควรคำนึงถึงวิธีเตรียมเครื่องดื่มและข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  • เลือกน้ำขิงที่ไม่เข้มข้นจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มดื่มหรือมีระบบทางเดินอาหารไวต่ออาหารบางชนิด
  • หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลมากเกินไป เพราะเครื่องดื่มน้ำขิงสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาลสูง
  • สังเกตอาการหลังดื่ม หากมีอาการแสบร้อนกลางอก ปวดท้อง หรือท้องเสีย ควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม
  • ไม่ใช้แทนยารักษาโรค โดยเฉพาะยาที่แพทย์สั่งสำหรับโรคประจำตัว
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัดขิงเข้มข้น หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด หรือกำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด

ทั้งนี้ ปริมาณขิงในน้ำขิงแต่ละสูตรอาจแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณขิงสด วิธีต้ม ระยะเวลาในการชง และส่วนผสมอื่น จึงไม่ควรนำปริมาณขิงที่ใช้ในการทดลองทางคลินิกมาเทียบกับจำนวนแก้วน้ำขิงโดยตรง

หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำขิงได้หรือไม่?

หลายคนอาจสงสัยว่าหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงน้ำขิงด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลทั้งเรื่องการช่วยลดอาการแพ้ท้องและข้อควรระวังเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ข้อมูลจาก NHS ระบุว่า อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ได้ และไม่ได้มีคำแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องงดขิงที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร

อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้ขิงในรูปแบบแคปซูล สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะปริมาณสารออกฤทธิ์อาจสูงกว่าขิงที่รับประทานตามปกติ

หากมีอาการแพ้ท้องรุนแรง อาเจียนจนกินอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีสัญญาณขาดน้ำ ไม่ควรพึ่งน้ำขิงเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

สรุป 4 กลุ่มคนที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง

แม้น้ำขิงจะเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่ได้รับความนิยมและมีงานวิจัยสนับสนุนประโยชน์บางด้าน โดยเฉพาะการบรรเทาอาการคลื่นไส้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคนหรือปลอดภัยในทุกปริมาณ

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี และผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัด

สิ่งสำคัญคือการแยกความแตกต่างระหว่างการกินขิงเล็กน้อยในอาหาร การดื่มน้ำขิงตามปกติ และการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงเข้มข้น เพราะผลต่อร่างกายอาจไม่เหมือนกัน หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรเพื่อหวังผลด้านสุขภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...