สงครามทะเลดำลุกลาม ท้าทาย “เส้นแดง” ของนาโต
สงครามทางทะเลในทะเลดำที่ลุกลาม กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) หลังเรือบรรทุกสินค้าและเรือพาณิชย์หลายลำถูกโจมตีใกล้น่านน้ำของโรมาเนียและบัลแกเรีย ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตที่ตั้งอยู่ริมทะเลดำ แม้พันธมิตรทางทหารที่นำโดยสหรัฐจะประกาศเพิ่มการลาดตระเวนทางทะเลและเสริมระบบเรดาร์กับโดรน เพื่อป้องกันภัยคุกคามบริเวณปีกตะวันออกแล้วก็ตาม
เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีแล้วอย่างน้อย 7 ลำ ก่อนนาโตประกาศมาตรการเสริมกำลังทางทะเล แต่เพียง 3 วันต่อมา เมื่อวันที่ 23 ต.ค. เรืออีกลำถูกโจมตีบริเวณนอกน่านน้ำโรมาเนีย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรือคอนเทนเนอร์ของกรีซถูกโดรนทางเรือโจมตีจนจมลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของบัลแกเรีย
นักวิเคราะห์ด้านการทหารหลายคนเชื่อว่า การโจมตีเหล่านี้เป็นฝีมือของรัสเซีย โดยบริษัทแอมบรีย์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ ระบุว่า โดรนทางเรือที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเหตุโจมตีครั้งล่าสุดมีลักษณะคล้ายกับโดรนรุ่นที่รัสเซียใช้งาน และสถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธว่า ไม่ได้ใช้โดรนโจมตีประเทศเพื่อนบ้านของยูเครน และกล่าวหาว่ารัฐบาลยุโรปต่างหากที่เป็นฝ่ายยกระดับสงคราม ด้วยการสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน
เรือหลายลำที่ถูกโจมตีในเดือนต.ค. จอดทอดสมอหรือกำลังเดินทางเข้าออกบริเวณคลองสำคัญของโรมาเนีย ซึ่งยูเครนใช้เป็นเส้นทางส่งออกสินค้า โดยมีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีในน่านน้ำอาณาเขตของโรมาเนีย ส่วนอีก 8 ลำอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของโรมาเนียและบัลแกเรีย
นางอิอูเลีย โจจา ผู้อำนวยการโครงการทะเลดำของสถาบันตะวันออกกลางในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า การโจมตีของรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามทดสอบเส้นแดงของชาติตะวันตก โดยอาศัยความไม่ต้องการยกระดับความขัดแย้งของนาโตเป็นข้อได้เปรียบ คล้ายกับกรณีโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าของประเทศสมาชิกนาโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงในนาโตระบุว่า การกระทำของรัสเซียซึ่งมีเป้าหมายขัดขวางพันธมิตรในการสนับสนุนยูเครน ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างร้ายแรง พร้อมยืนยันว่า พันธกรณีในการปกป้องสมาชิกทุกประเทศ รวมถึงประเทศริมทะเลดำ ยังคงมีความแน่วแน่ โดยนาโตให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบต่อต้านโดรนที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนเหมาะสม และได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.35 ล้านล้านบาท ) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ทะเลดำคือเส้นทางยุทธศาสตร์
สำหรับโรมาเนีย ทะเลดำมีความสำคัญทั้งในด้านการค้าและความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเนปจูน ดีป ซึ่งคาดว่าจะทำให้โรมาเนียก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป ( อียู ) ในปีหน้า
รัฐบาลบูคาเรสต์กล่าวหารัสเซียว่าโจมตีเรือพลเรือนอย่างเป็นระบบ แต่ยังไม่ระบุว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีแต่ละครั้ง เนื่องจากต้องรอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ขณะที่บัลแกเรียยังไม่ได้กล่าวโทษรัสเซียโดยตรง แต่ระบุว่า เหตุโจมตีบางครั้งดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัสเซีย
สถานการณ์ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลวอชิงตันกำลังทบทวนบทบาททางทหารในยุโรป เพื่อหันไปให้ความสำคัญกับการแข่งขันกับจีนมากขึ้น โดยสหรัฐถอนกำลังทหารประมาณ 1,000 นายออกจากโรมาเนีย เมื่อปีที่แล้ว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโรมาเนียรายหนึ่งมองว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อาจใช้ช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเผชิญความท้าทาย เพื่อทดสอบความเป็นเอกภาพของนาโตและอียู
เรือพาณิชย์ถูกโจมตีเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากแอมบรีย์ อนาลิติกส์ ระบุว่า ระหว่างเดือนพ.ค.-ต.ค.ที่ผ่านมา รัสเซียและยูเครนโจมตีเรือพาณิชย์และเรือประเภทอื่นในทะเลดำและทะเลอาซอฟรวม 317 ลำ เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนหน้าที่มีเรือถูกโจมตี 74 ลำ โดยในไตรมาส 3 ยูเครนโจมตีเรือ 137 ครั้ง ส่วนรัสเซียโจมตี 92 ครั้ง แต่เฉพาะเดือนต.ค. รัสเซียโจมตี 38 ครั้ง ขณะที่ยูเครนโจมตี 5 ครั้ง
การโจมตีส่งผลให้ท่าเรือได้รับความเสียหายและการส่งออกธัญพืชกับน้ำมันของทั้งสองประเทศลดลงอย่างหนัก ทั้งนี้ ข้อมูลการส่งออกของรัสเซียที่สำนักข่าวรอยเตอร์ตรวจสอบพบว่า เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา รัสเซียส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำและทะเลอาซอฟเพียง 300,000 ตัน ลดลงจาก 4.74 ล้านตัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ส่วนยูเครนระงับการดำเนินงานของท่าเรือในทะเลดำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ค. หลังถูกโจมตีจากรัสเซีย และหันไปใช้ท่าเรือแม่น้ำดานูบ ก่อนลำเลียงสินค้าผ่านคลองซูลินาของโรมาเนีย อย่างไรก็ตาม การส่งออกธัญพืชผ่านท่าเรือของยูเครนในเดือนก.ย. ลดลงเหลือ 810,000 ตัน จาก 2.1 ล้านตันในเดือนเดียวกันของปีก่อน
นักวิเคราะห์กองทัพเรือยูเครนมองว่า เป้าหมายหลักของรัสเซียคือการลดปริมาณการส่งออกของยูเครน ส่วนการทดสอบปฏิกิริยาของนาโตเป็นเป้าหมายรอง ขณะที่ตุรกีซึ่งควบคุมการผ่านเข้าออกของเรือรบในช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ตามอนุสัญญามองเทรอซ์ พยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิงทางทะเลแบบจำกัดวง เพื่อป้องกันผลกระทบจากการหยุดชะงักของการเดินเรือ
อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากมองว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ยูเครนฟื้นกำลัง ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวว่า นานาชาติกำลังให้ความสนใจกับปัญหาน้ำมันดีเซลมากเกินไป จนมองข้ามผลกระทบต่อธัญพืช และในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โลกอาจต้องเผชิญกับวิกฤติภาคเกษตรกรรมตามมา.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS