“เวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ” ร่วมหนุนปรับกรอบการจัดการหนี้ สำหรับกลุ่มประเทศยากจน
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่า การทบทวนร่วมของเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 แนะนำการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงประสิทธิภาพในการวิเคราะห์หนี้สินภายในประเทศของกลุ่มประเทศยากจน และการขยายขอบเขตการพิจารณาความท้าทายด้านการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่ข้อเสนอไม่ได้เรียกร้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ทั้งหมด
การปฏิรูปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงวิธีการของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ ในการวัดขีดความสามารถการแบกรับภาระหนี้สินของประเทศนั้น ๆ และจัดหาเครื่องมือใหม่ที่ช่วยจำแนกความแตกต่างระหว่างประเทศที่เผชิญกับความเสี่ยงบางประการต่อวิกฤติหนี้สิน กับประเทศที่มีระดับหนี้สินที่ถือว่า “ไม่ยั่งยืน”
เวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟระบุว่า ทั้งสององค์กรจะดำเนินการปรับปรุงเครื่องมือและการทดสอบภาวะวิกฤติ เพื่อทำให้แน่ใจถึงความสอดคล้องและความแม่นยำในการคาดการณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงการรายงานและความโปร่งใสของข้อมูลหนี้สิน
“โดยภาพรวมแล้ว เป้าหมายของเราเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติได้จริง นั่นคือ การช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถระบุช่องโหว่ได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางการระดมทุนและการกำหนดนโยบาย โดยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง” นางอัลลิสัน ฮอลแลนด์ ผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบความยั่งยืนของหนี้สินฉบับใหม่ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการแผนกภูมิภาคแอฟริกาของไอเอ็มเอฟ กล่าว
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ ระบุเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถประเมินขีดความสามารถในการลงทุนด้านการพัฒนาและมาตรการรับมือกับสภาพอากาศที่จำเป็นได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงด้านหนี้สินในระยะยาว.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES